จากตัวเลขยอดขายรถที่เพิ่มขึ้นทุกวัน ทุกเดือน ส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์เติบโตตามไปด้วย และธุรกิจการบำรุงรักษารถยนต์ก็เป็น
หนึ่งในหลายธุรกิจที่มีแนวโน้มว่าจะรุ่ง บวกกับความจำเป็นสำหรับผู้ใช้รถในยุคนี้ที่ทุกอย่างต้องเร่งรีบ เวลาเป็นเงินเป็นทอง จึงไม่แปลกที่ธุรกิจ
เหล่านี้จะขึ้นมาเป็นดอกเห็ด โดยเฉพาะการบริการล้างรถ ซึ่งมีอยู่ทุกหนทุกแห่งทั้งในห้างสรรพสินค้า ในปั๊มน้ำมัน ซอยเล็ก ซอยน้อยมีบริการ
เป็นจำนวนมาก |
| |
 |
| |
แต่ก็ใช่ว่าการล้างรถของทุกแห่งจะมีคุณภาพเท่ากันหมด บางร้านก็ล้างแบบลวกๆ ขอไปที บางร้านก็ล้างด้วยน้ำยาที่ไม่มีคุณภาพ ทำให้สีรถ
ของเราเสื่อมลงได้ ดังนั้นการล้างรถด้วยตัวเองจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ผู้ใช้รถหลายๆ คนทำเอง เพราะทั้งประหยัดทั้งสะอาด แต่อาจจะเหนื่อย
หน่อย
ถ้าคุณมีรถที่บ้านหลายคัน
ดังนั้นในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เราจึงมีข้อแนะนำสำหรับผู้ที่ล้างรถด้วยตัวเองที่บ้านว่าชั้นตอนในการล้างรถที่ถูกต้องนั้นไม่ยากอย่างที่คิดเลย
นอกจากนี้ยังทำให้คุณเห็นถึงความผิดปกติของรถคุณอีกด้วย การล้างรถเป็นประจำนั้นช่วยให้คราบสกปรกไม่เกาะแน่น ทำให้สีเงางาม โดยเฉลี่ย
แล้วคุณควรล้างรถ
อาทิตย์ละ 1 ครั้ง หรือมากกว่านั้นหากคุณนำรถออกต่างจังหวัดหรือไปลุยป่าลุยโคลนมา
การใช้ไม้ขนไก่ปัดฝุ่นนั้นจะเป็นการปัดฝุ่นทรายขูดกับสีจนเป็นรอย จึงไม่จำเป็นต้องปัดฝุ่นใด ๆ ก่อนล้าง เริ่มต้นล้างโดยให้เริ่มที่การล้างด้วย
การฉีดน้ำเปล่า เพื่อชะล้างฝุ่นและกรวดทรายออกจากตัวถังและผิวสีให้มากที่สุด น้ำยิ่งแรงยิ่งดีโดยให้เริ่มที่ด้านบนลงมาด้านข้างและสุดท้ายลงมา
ด้านล่าง จากนั้นเริ่มลงแชมพูล้างรถยนต์ เริ่มจากหลังคา กระจกรอบค้น ตัวถังด้านหน้า ล้อและยาง |
| |
 |
จากนั้นฉีดน้ำเปล่าล้างฟองแชมพูออกให้หมดแล้วทิ้งไว้สักครู่ ก่อนจะเช็ดแห้งด้วยผ้าสะอาด ควรสลัดผ้าออก 1 ครั้งเผื่อให้ฝุ่นที่ติดอยู่ที่ผ้าออก ไปเสียก่อน เริ่มเช็ดที่กระจกก่อนแล้วนำผ้าผืนนั้นมาบิดหมาดๆ เพื่อเช็ดตัวถัง ไม่ควรใช้ผ้าที่แห้งสนิทเช็ดตัวถังเพราะความแข็งของผ้าอาจทำให้สี
ตัวถังเป็นรอยได้ การเช็ดตัวถังความเริ่มจากหลังคา แล้วจึงไล่ลงมาด้านข้าง เช่น ประตูหรือขอบฝากระโปรงหน้า-หลัง ไม่ควรปล่อยให้แห้งเอง
เพราะสีจะขาดความเงางามจากคราบน้ำ
การขัดเคลือบสีถือว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญต่อจากการล้างรถ ถึงแม้ว่าในปัจจุบันสีตัวถังรถยนต์จะมีความทนทานสูง และมีการเคลือบสีมาแล้ว
จากโรงงาน แต่อากาศเมืองไทยนั้นเต็มไปด้วยความร้อน ฝุ่น และความชื้น อาจทำให้สีหม่นหมองเร็วกว่าปกติ การเคลือบสีจึงเปรียบเสมือนเป็น
เกราะชั้นที่สองที่ช่วยให้คงความเงางามได้นานขึ้น การขัดเคลือบสีนั้นแบ่งเป็น 2 แบบ คือ รับบริการตามศูนย์ทั่วไปหรือทำเอง โดยการขัดเคลือบ
สีประมาณ
2 - 3 เดือน/ครั้ง
น้ำยาเคลือบสีแบ่งเป็น 3 แบบ คือ น้ำยาขัด น้ำยาเคลือบ และน้ำยาขัดพร้อมเคลือบ ถ้าเป็นการรับบริการตามศูนย์มักใช้น้ำยาแยกส่วนน้ำยา
แบบเคลือบเองมักเป็นแบบผสม โดยมีน้ำยาขัดน้อยกว่าน้ำยาเคลือบ การเข้าบริการตามศูนย์นั้น ย่อมมีราคาสูง แต่ก็แลกกับความมั่นใจและความ
คงทนของน้ำยาเคลือบ แต่ก็ควรตรวจสอบราคาและเงื่อนไขการรับประกันก่อนว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ |
| |
 |
| |
เมื่อต้องซื้อน้ำยาขัดเคลือบด้วยตัวเองควรทดสอบคุณภาพก่อน โดยเทน้ำยาเคลือบลงในช้อนโลหะแล้วลนไฟที่ด้านหลังของช้อน หลังจาก
น้ำยาแห้งแล้วรอให้ช้อนเย็นประมาณ 10 นาที จึงใช้ผ้าปาดออก ถ้าน้ำยาหลุดออกหมดแสดงว่าคุณภาพไม่ดี เพราะน้ำยาเคลือบสีที่ดีควรมีคราบ
เกาะติดที่ช้อนบ้าง
การเคลือบสีด้วยตัวเอง ควรอ่านคุณสมบัติของน้ำยาและขั้นตอนการเคลือบอย่างละเอียด และใช้อุปกรณ์ขัดเคลือบสีแบบที่
ใช้ตามศูนย์บริการ ผู้ใช้ต้องมี
ความชำนาญเป็นพิเศษ ไม่เช่นนั้นแทนที่สีจะเงางามอาจกลับเป็นริ้วรอยได้
ความสะอาดของห้องโดยสารก็ถือว่ามีผลต่อสุขภาพและความปลอดภัยเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงควรดูดฝุ่นเป็นประจำทุกสัปดาห์นำพรมปูพื้น
หรือยางรองพื้นออกมาเคาะฝุ่นและผึ่งแดด เปิดประตูทุกบานและจอดตากแดดไว้ประมาณ 1 ชม. เพื่อไล่กลิ่นอับและความชื้น ควรทำความสะอาด ช่องแอร์บนแผง
หน้าปัดเป็นประจำ เพราะหากมีฝุ่นติดอยู่จะถูกเป่าออกมาพร้อมลมและฟุ้งกระจายอยู่ในห้องโดยสาร
การทำความสะอาดเบาะนั่งและแผงข้างประตู ควรใช้น้ำยาเฉพาะ เช่น หนังแท้ , หนังเทียม , ผ้า , หรือกำมะหยี่ ส่วนการใช้น้ำยาเคลือบ
เงากับเบาะนั่ง พวงมาลัย และหัวเกียร์ ควรระวังเรื่องความลื่นไว้ด้วย การจับตัวของฝุ่นหรือคราบสกปรกบนกระจกด้านในหรือด้านนอก มีผลต่อ
ทัศนวิสัยในการขับขี่
เพราะอาจมีการทำให้เกิดการหักเหของแสงจึงควรทำความสะอาดเป็นประจำ โดยใช้ผ้าหรือวัสดุที่อ่อนนุ่ม เพื่อป้องกัน
ฟิล์มเป็นรอย
ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ |
| |
| |
|
| |
| |
| |