kmotorGuru

หลักการทำงานของระบบปรับอากาศรถยนต์

หลักการทำงานของระบบปรับอากาศรถยนต์

ช่วงเดือนเมษายน สภาพอากาศไม่ต้องกล่าวถึงครับ เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่อากาศมีอุณหภูมิที่สูงสุดๆ ในรอบปี ดังนั้นผู้ใช้รถทุกคนควรทำความเข้าใจในหลักการทำงานของระบบการทำความเย็นในเครื่องปรับอากาศรถยนต์ เพื่อที่จะสามารถใช้งานได้อย่างถูกวิธี และมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ในระบบปรับอากาศของรถยนต์เป็นระบบทำความเย็นแบบอัดไอหรือก๊าซ (Vapor Compression System) นั่นเอง ซึ่งจะถูกคอมเพรสเซอร์ (Compressor) ทำหน้าที่ดูดสารทำความเย็นจากอีแว็ปเปอร์เรเตอร์ (Evaporator) หรือถ้าเปรียบง่ายๆ ก็เปรียบเสมือนปั้มน้ำในบ้านเรานั่นเอง เพียงแต่ปั้มน้ำจะดูดน้ำที่เป็นของเหลว แต่คอมเพรสเซอร์แอร์จะดูดสารทำความเย็นในขณะนั้น ซึ่งมีสถานะเป็นไอหรือก๊าซ โดยคอมเพรสเซอร์ (Compressor) จะทำหน้าที่อัดสารทำความเย็นออกไปที่คอนเดนเซอร์ (Condenser) ทำให้สารทำความเย็นมีอุณหภูมิและความดันเพิ่มสูงขึ้น และเมื่อมีแรงดันที่เพียงพอคอมเพรสเซอร์จะถูกตัดการทำงานโดยเทอร์โมสตัท (Thermostat) หรือเทอร์มิสเตอร์ (Thermister) ที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนกรรมการในการตัดสินใจว่า เวลาไหนคอมเพรสเซอร์ต้องทำงานและเมื่ออุณหภูมิในห้องโดยสารต่ำจนได้อุณหภูมิที่ผู้โดยสารต้องการ เทอร์โมสตัท (Thermostat) หรือเทอร์มิสเตอร์ (Thermister) จะตัดสินให้คอมเพรสเซอร์หยุดการทำงาน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดแรงดันที่สูงจนเกินไป ซึ่งอาจจะเป็นอันตราย อาจเกิดการระเบิดของท่อทางต่างๆ ของระบบน้ำยาได้ แต่ไม่ต้องเป็นกังวลครับ เพราะในระบบของรถรุ่นใหม่ๆ จะมีเซนเซอร์ที่ตรวจจับแรงดันและมีตัวระบายน้ำยาออก หากเกิดแรงดันที่สูงเกินค่ากำหนด ดังนั้นหากรถที่คุณใช้อยู่คอมเพรสเซอร์ไม่ยอมตัดการทำงานและอากาศที่ออกจากช่องแอร์ไม่มีความเย็นออกมา อาจจะต้องนำรถมาตรวจสอบว่าในระบบมีน้ำยาแอร์เพียงพอต่อการทำงานหรือไม่ จากนั้นเมื่อสารทำความเย็นไหลผ่านแผงคอนเดนเซอร์ (Condenser) ที่อยู่ในตำแหน่งด้านหน้าของรถ เมื่อเรายืนหันหน้าเข้าหารถ เราจะเห็นเป็นตะแกรงเล็กๆ หรือที่ทางช่างเรียกว่า “แผงรังผึ้ง” ซึ่งจะทำหน้าที่ให้อุณหภูมิของสารทำความเย็นลดต่ำลง จากนั้นสารทำความเย็นจะควบแน่นกลายเป็นของเหลว
แผงอากาศรถยนต์ Toyota New Vios 2013
ปุ่มควบคุมระบบปรับอากาศรถยนต์ Toyota New Vios 2013

ดังนั้นจึงควรทำความสะอาดที่แผงรังผึ้ง หรือ แผงคอนเดนเซอร์ (Condenser) อยู่เป็นประจำ เพื่อสารทำความเย็นจะได้มีการแลกเปลี่ยนความร้อนได้ดี และไหลต่อไปยังรีซีฟเวอร์ (Receiver) หรือดรายเออร์ (Dryer) เพื่อกรองสิ่งสกปรกและความชื้นที่ปนเปื้อนในสารทำความเย็น ซึ่งในปัจจุบันกรองที่ว่าจะถูกออกแบบมาให้อยู่ในแผงคอนเดนเซอร์ ทำให้เราอาจจะนึกว่ารถของเราไม่มีดรายเออร์ (Dryer) หรือตัวกรองสารทำความเย็น ซึ่งตัวกรองนี้จะต้องมีการเปลี่ยนใส้กรองตามระยะทางที่กำหนด หรือเมื่อมีการเปิดระบบของท่อทางน้ำยาแอร์ เพื่อป้องกันการอุดตันของท่อทางน้ำยาแอร์ที่จะต้องไหลไปที่แอ็คเพนชั่นวาล์ว (Expansion Valve) หรือวาล์วแอร์ ที่หลายๆ คนคงเคยได้ยินว่า ช่างแนะนำให้เปลี่ยนวาล์วแอร์อยู่บ่อยๆ ซึ่งจะทำหน้าที่ฉีดสารทำความเย็นหรือน้ำยาแอร์ให้เป็นฝอยละอองเข้าไปใน อีแว๊ปเปอร์เรเตอร์(Evaporator) หรือตู้แอร์ เพื่อทำให้สารทำความเย็นมีความดันต่ำและเกิดการแลกเปลี่ยนความร้อนภายในห้องโดยสารให้มีอุณหภูมิที่ต่ำลง ซึ่งในปัจจุบันมีการออกแบบของ อีแว๊ปเปอร์เรเตอร์ (Evaporator) หรือตู้แอร์ ให้อยู่ในตำแหน่งที่หากต้องเปลี่ยนหรือซ่อมแซมต้องใช้เวลานานในการถอด-ประกอบ ดังนั้นในการล้างแอร์แบบไม่ต้องถอดตู้แอร์จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ  เพราะหากไม่มีการล้างอยู่ป็นประจำภายในตู้แอร์จะเกิดการอุดตัน ทำให้การแลกเปลี่ยนความร้อนของห้องโดยสารมีประสิทธิภาพต่ำ จากนั้นเมื่อน้ำยาแอร์มีสถานะกลายเป็นก๊าซก็จะถูกดูดเข้าไปในคอมเพรสเซอร์ (Compressor) เพื่อเริ่มต้นการทำงานใหม่อีกครั้ง

หลายครั้งที่เรามองหรือคาดไม่ถึง นั่นคือ เมื่อเราถึงจุดหมายที่ต้องการแล้วจึงค่อยปิดระบบแอร์ ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่ทำให้ ตู้แอร์เกิดความเย็นที่สะสมหรืออาจจะเกิดเมือกที่อยู่ภายในซึ่งเราจะมองไม่เห็น ซึ่งอาจทำให้เกิดการเหม็นอับของระบบแอร์ตามมาได้ ดังนั้น ก่อนถึงจุดหมาย เราจึงควรปิดหรือหมุนน้ำยาแอร์ให้คอมเพรสเซอร์ (Compressor) หยุดการทำงานลงก่อนถึงจุดหมายประมาณ 3-5 นาที เพื่อให้พัดลมเป่าตู้แอร์ให้แห้ง และช่วยลดอาการของกลิ่นเหม็นอับที่จะเกิดขึ้นได้ครับ

..
“Credited by ช่างเค”
กลับไป คุยกับช่างเค ทั้งหมด