อัพเดท : 19 กรกฎาคม 2561

รีวิว!! TOYOTA C-HR HYBRID

รถยนต์โตโยต้า สปอร์ตคูเป้

TOYOTA C-HR HYBRID (โตโยต้า ซีเอชอาร์ ไฮบริด) รถยนต์รุ่นใหม่ สัญชาติญี่ปุ่น ดีไซน์ยุโรป หรูหราและสวยงามเป็นเอกลักษณ์ มาพร้อมสมรรถนะที่ดียิ่งขึ้น ขับแรง เร้าใจ สะดวกสบายทุกการเดินทาง แต่ประหยัดน้ำมันได้มากกว่ารถรุ่นเดียวกัน และฟังก์ชั่นภายในที่ครับครันสะดวกสบาย ในราคาที่สามารถจับต้องได้

ณ ตอนนี้ ต้องบอกว่าโตโยต้า ซี-เอชอาร์ (Toyota C-HR) เป็นเฟรชชี่น้องใหม่ล่าสุดของรถในกลุ่มครอสโอเวอร์ระดับราคาล้านในเมืองไทย หนึ่งในผู้ทดลองขับและได้สัมผัสรถยนต์ C-HR มาแล้ว!! อย่าง carzanova.com ได้หยิบเอารุ่น Hybrid มารีวิวกันก่อน เพราะเชื่อว่าหลายคนกำลังให้ความสนใจ โดยเจ้า C-HR Hybrid คันนี้ ได้ขนเอาทั้ง ดีไซน์รวมถึงเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นแพลทฟอร์มใหม่ล่าสุด หรือระบบไฮบริดเจนเนอเรชั่นใหม่ ส่วนเรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น…เรามาติดตามกัน!!

ก่อนอื่น เรามาไล่เรียงกันดูว่าเจ้า C-HR Hybrid มีเทคโนโลยีอะไรกันบ้าง

เริ่มต้นกันด้วยระบบไฮบริดเจเนอเรชั่นใหม่ที่ลบข้อบกพร่องในรุ่นที่ผ่านมาจนหมดสิ้น โดยได้พัฒนาระบบระบายความร้อนในแบตเตอรี่ไฮบริดใหม่เพื่อเพิ่มอายุการใช้งานรวมถึงมีการเปลี่ยนตำแหน่งจุดวางแบตเตอรี่ใหม่ จากเดิมที่วางด้านท้ายรถแล้วเปลืองพื้นที่ เปลี่ยนมาไว้ใต้เบาะคนนั่งแถวหลัง ซึ่งหลายคนตั้งคำถามว่าแล้วไอความร้อนมาไม่ออกมารบกวนคนที่นั่งโดยสารตอนหลังเหรอ?? ซึ่งคำตอบก็คือไม่ครับ ซึ่งเราได้ทดลองนั่งในเบาะนั่งตอนหลังเป็นเวลาเกือบชั่วโมง กับการใช้งานปกติ อุณภูมิความร้อนบริเวณเบาะนั่งก็ไม่ได้สูงชึ้นแต่อย่างใด

ต่อมาก็เป็นเรื่องของ Toyota New Global Architecture (โตโยต้า นิว โกลบอล อาร์คิเท็กเจอร์) นวัตกรรมโครงสร้างตัวถังใหม่ที่สมบูรณ์แบบทุกการเคลื่อนไหวโดยออกแบบตัวรถให้เหมาะกับสรีระคนไทยเพิ่มทัศนวิสัย ลดจุดอับต่างๆ สำหรับคนขับ โดยจัดวางเสาเอใหม่ หลบกระจกมองข้างให้ต่ำลงเพื่อให้เห็นรถคันอื่นๆ ได้ชัดเจนขึ้นรวมถึงมอเตอร์ไซค์ที่ชอบมุด ชอบซอกแซก อีกทั้งยังมีการเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวถัง ปรับจุดศูนย์ถ่วงให้ต่ำลง โดยมาพร้อมช่วงล่างแบบดับเบิลวิชโบนที่เพิ่มประสิทธิภาพการเกาะถนน

TOYOTA C-HR HYBRID TOYOTA C-HR HYBRID

ถัดไปก็มาถึงเรื่องของ Toyota Safety Sense หรือ TSS ที่รวมเอาเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยมาให้ครบทั้งก่อนและหลังเกิดอุบัติเหตุตั้งแต่เรดาร์ตรวจจับวัตถุด้านหน้าส่งเป็นสัญญาณเสียงเตือนลดความเร็วสัญญาณไฟเตือนที่กระจกมองข้าง กรณีรถคันหลังอยู่ในจุดที่มองไม่เห็นระบบควบคุมและปรับความเร็วอัตโนมัติ ทำหน้าที่รักษาระยะห่างจากรถคันหน้าชิดเกินไประบบจะลดความเร็ว ห่างเกินไปเพิ่มความเร็วให้อยู่ระยะที่ตั้วค่าไว้ลดอาการเมื่อยล้าเวลาขับทางไกลนานๆอีกทั้งยังมีระบบเตือนเวลาออกนอกเลน หากไม่เปิดไฟเลี้ยวซึ่งระบบนี้ไม่ใช่แค่มีเสียงเตือน แต่ระบบจะค่อยๆ ขืนพวงมาลัยให้ตัวรถกลับมาอยู่ในเลนอยู่ในล่องในลอยเหมือนปกตอ และอีกตัวที่ผมชอบเป็นพิเศษ นั่นคือ ระบบปรับไฟหน้าสูงต่ำอัตโนมัติ ที่เวลามีรถสวนแล้วเราเปิดระบบนี้ไว้ไฟสูงจะปรับต่ำลงให้ทันทีรับรองวิ่งตามวิ่งสวนไม่มีไฟจาก C-HR ไปแยงตาใคร รวมทั้งยังมีระบบเปิด-ปิดไฟอัตโนมัติกรณีเข้าที่มืด ซึ่งก็ช่วยลดอุบัติเหตุและอำนวยความสะดวกในการขับขี่ได้ดีทีเดียว

และอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่เจ้า C-HR Hybrid จัดให้นั่นก็คือ Toyota T-Connect Telematics (ทีคอนเน็กต์เทเลเมติก)ที่เชื่อมต่อโลกโซเชียลระหว่างผู้ขับขี่กับรถยนต์ผ่านสมาร์ทโฟน และ Apple Watch ที่มาพร้อมทั้งเครือข่ายศูนย์ข้อมูลอัจฉริยะ เพื่อรับข้อมูลและความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นระบบนำทาง ตรวจสอบตำแหน่งรถ และบริการ Wi-Fi ที่สามารถเชื่อมต่อได้ถึง 9 อุปกรณ์ซึ่งในปีแรกเปิดให้บริการฟรีก่อน หลังจากนั้นจะมีเก็บค่าบริการ

เอาล่ะ!! หลังจากจบเรื่องราวของเทคโนโลยีที่มากมา มาเข้าเรื่องตัวรถกันบ้างดีกว่า สำหรับ C-HR ย่อมาแบบตรงตัวจาก Coupe-High-Rider แปลกันแบบตรงๆ ก็คือ รถคูเป้แบบยกสูง ซึ่งถ้าจะกระแด้ะเรียกเป็นทางการหน่อยก็คน ซับคอมแพ็กต์เอสยูวีหรือครอสโอเวอร์ นั่นเองสำหรับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจาก “เพชร” รูปทรงของรถส่วนใหญ่ทั้งภายนอกและภายในจึงออกแนวเหลี่ยมๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของเพชร

สำหรับดีไซน์ภายนอกต้องบอกว่ามาในสไตล์สปอร์ตคูเป้เลยทีเดียว ดูได้จากที่เปิดประตูด้านหลังที่ถูกออกแบบมาให้แทบมองไม่เห็น คล้ายกับรถคันนี้มีเพียง 2 ประตู ส่วนอุปกรณ์อื่นๆ ก็ทันสมัย ตั้งแต่การติดตั้งไฟ LED รอบคัน ทั้งไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ Full LED ไฟ Daytime Running Light ไฟเลี้ยวด้านหน้า ไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้าง ไฟท้าย รวมถึงไฟเบรกดวงที่ 3 ที่ติดตั้งบริเวณสปอยเลอร์หลัง ก็เป็น LED ทั้งหมด ในขณะที่กระจกบังลมหน้าเป็นแบบเก็บเสียงรบกวน เสาอากาศมาแบบครีบฉลาม และยางขนาด 215/60 R17 กับล้อแม็กทรงสวยขนาด 17 นิ้ว

TOYOTA C-HR HYBRID

ด้านดีไซน์ภายใน มาสไตล์หรูหรา เนื้อวัสดุที่ใช้นี่อย่างดี ตั้งแต่พวงมาลัยแดชบอร์ด คอนโซลกลางเบาะหนัง แผงข้างประตู ผ้าบุหลังคาที่มีลูกเล่น ดูโมเดิร์นการจัดวางอุปกรณ์เน้นผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลาง เรื่องความสวยงาม อันนี้ลองดูกันเอาเองครับ เพราะมุมมองของแต่ละคน อาจไม่เหมือนกันส่วนเรื่องความกว้างขวาง ในส่วนของผู้โดยสารตอนหน้าโอ่อ่าใช้ได้เลย คนตัวใหญ่ๆ 2 คนนั่งได้ไม่อึดอัด แต่ด้านหลังอาจจะรู้สึกคับแคบหน่อย เพราะบริเวณขาอาจจะเหลือพื้นที่น้อย แต่รถสไตล์นี้ ผมเชื่อว่าหลายคนคงเข้าใจ และรับได้กับที่นั่งโดยสารตอนหลัง ที่ไม่ได้กว้างขวาง เหมือนรถซีดาน หรือเอสยูวี แต่อีกนิดครับ สำหรับที่นั่งตอนหลัง ซึ่งถูกดีไซน์ให้ลาดลงเพื่อความสปอร์ต รวมถึงบีบช่องหน้าต่างให้เล็กลง ถ้าคนไม่คุ้นอาจรู้สึกอึดอัด

มาที่ขุมพลังของ Toyota C-HR Hybrid เป็นเครื่องยนต์ลูกผสมระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน ขนาด1.8 ลิตร 16 วาล์ว ระบบเผาไหม้เป็นแบบ Atkinson Cycle ที่สามารถใช้เชื้อเพลิงได้ถึง E20 ให้กำลัง 98 แรงม้าที่ 5,200 รอบต่อนาทีทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าแรงดัน 600 โวลต์ ซึ่งเมื่อรวมกันจะสามารถสร้างแรงม้าสูงสุดถึง 122 แรงม้าขณะที่แบตเตอรี่ไฮบริดเป็นของพานาโซนิค ชนิดนิเกิล-เมทัล-ไฮไดรด์ (ที่แม้จะไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่สุดของแบตเตอรี่ไฮบริด แต่ทางโตโยต้ายืนยันว่าเป็นแบตเตอรี่ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับรถไฮบริด เพราะทนทาน ต่างจากรถที่เป็นปลั๊กอิน ไฮบริด ที่เหมาะกับแบตเตอรี่ ลิเทียม-ไอออนมากกว่า เพราะต้องมีการเสียบปลั๊กชาร์จบ่อย) 28 โมดูล ความจุ 6.5 แอมป์ (3 ชั่วโมง) ขนาดเล็กลงแต่สามารถเก็บประจุได้มากขึ้น จัดวางตำแหน่งใหม่จากพนักพิงด้านหลังย้ายมาอยู่ใต้เบาะนั่งด้านหลัง มีช่องระบายความร้อนอย่างดี โดยทางโตโยต้าเขายังรับประกันคุณภาพระบบไฮบริด 5 ปี ส่วนแบตเตอรี่10 ปี เหมือนเดิม

เครื่องยนต์ Toyota C-HR Hybrid เกียร์ Toyota C-HR Hybrid

ด้านระบบส่งกำลัง เลือกใช้เกียร์อัตโนมัติ E-CVT ซึ่งเป็นชุดขับเคลื่อนอัจฉริยะ ที่ต้องบอกว่าอัจฉริยะจริงๆ เพราะจะไม่รู้สึกเลยว่าระบบกำลังปรับเปลี่ยนกำลังจากเครื่องยนต์ไประบบไฟฟ้าหรือจากระบบไฟฟ้ากลับมาเครื่องยนต์ มันทำงานได้เนียนมากๆ ไม่รู้สึก แต่ถามว่าแรงมั้ย?? อันนี้ตอบตามตรงว่า ไม่แรงปร๊ดปร๊าด แต่เพียงพอกับการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางขึ้นเขา โหดชันแค่ไหน Toyota C-HR Hybrid ไปได้หมด แต่อัตราเร่งอาจไม่ได้ทำให้รู้สึกหลังติดเบาะ ส่วนโหมด EV นั้น ตามสเปควิ่งได้ 10 กม.แต่ความเร็วต้องไม่เกิน 60 กม./ชม.โดยอัตราการกินน้ำมันตามการทดสอบของโตโยต้าทำได้สูงถึง 24 กม./ลิตร มาที่ด้านสมรรถนะการควบคุม เริ่มกันที่ฟิลลิ่งของพวงมาลัย ต้องถือว่าทำได้ดีสำหรับระบบพวงมาลัยไฟฟ้า EPS ที่เซ็ตน้ำหนักได้กำลังพอดีมือ เบาเวลาวิ่งช้า และหนักกำลังดีเวลาวิ่งเร็ว เรื่องความแม่นยำผมจัดให้ระดับ A บวกกับระบบช่วงล่าง ที่ด้านหน้าเป็นแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง กับด้านหลังแบบอิสระปีกนกคู่ พร้อมเหล็กกันโคลง ที่ให้ความรู้สึกนุ่มนวล แต่หนึบแน่น แม่นยำ เล่นเอาเส้นทางขับขึ้นเขา สนุกเอาเรื่องเลย

สำหรับ Toyota C-HR Hybrid โดยรวมผมว่าเป็นน้องใหม่ในกลุ่มรถครอสโอเวอร์ ที่ทำให้คู่แข่งหนาวๆ ร้อนๆ ได้เลย รวมถึงมีออปชั่นเครื่องยนต์ไฮบริดมาให้เลือกอีกด้วย ซึ่งเมื่อดูราคา ที่มีให้เลือก 4 รุ่นตัว 1.8 ธรรมดา เริ่มต้นที่ 9.97 แสนบาท ส่วนไฮบริดเริ่มต้นที่ 1.069 ล้านบาทไปจนถึงตัวท็อป 1.159 ล้านบาท อาจต้องควักกระเป๋าเพิ่มอีกนี้ แต่ด้วยชื่อชั้นของโตโยต้า จ่ายแพงหน่อย แต่อนาคต สดในแน่นอนครับ!

เบาะรถยนต์ Toyota C-HR Hybrid

ที่มา : carzanova.com

อ่านบทความที่น่าสนใจสำหรับรถ Toyota C-HR 2018