อัพเดท : 26 มิถุนายน 2560

Review : การทดลองขับรถโตโยต้าสุดหรู

Alphard Hybrid

Toyota Alphard Hybrid (โตโยต้า อัลฟาร์ด ไฮบริด) เป็นรถครอบครัวที่สามารถประหยัดน้ำมันได้ดี ถึงแม้ต้องเดินทางระยะไกล ก็ไม่ต้องแวะปั๊มบ่อยๆ ดังนั้น Alphard Hybrid จึงเป็นรุ่นรถที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังขยายตัวไปยังกลุ่มเป้าหมายของนักธุรกิจอีกด้วย เดี๋ยวเราไปดูรีวิวจากเว็บไซต์ autodeft กันครับ

ห้ามทดสอบหนัก….ห้ามนำไปทดสอบสมรรถนะโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะนานเท่าไร ผมก็ยังจดจำประโยคตอบกลับในอีเมล์ที่ส่งไปของยืมรถยนต์ Toyota Alphard Hybrid ได้ดี….ถึงมันจะขึ้นชื่อว่าโตโยต้า หากนี่ไม่ใช่สำหรับบุคคลทั่วไป ทว่ามันคือรถยนต์หรูชั้นนำที่หลายคนใฝ่ฝัน และบรรดาผู้บริหารต้องมีติดบ้านไว้สักคันอย่างแน่นอน ย้อนกลับไปเมื่อช่วงปีกลายที่มีโอกาสสัมผัสเจ้ารถยนต์ Toyota Alphard ต้องยอมรับว่ามีผู้อ่านจำนวนไม่น้อยถามไถ่มาถึงการมาของรถยนต์รุ่นนี้ในเวอร์ชั่นไฮบริด ถึงแม้ว่าเจ้ารถยนต์รุ่นนี้อาจจะไม่ใช่รถยนต์ที่คนทั่วไปสนใจ แต่ผมก็กล้าพูดเลยว่าถ้าคุณมีเงินหลายล้าน อยากมองหาความสบายเจ้ารถยนต์ Toyota Alphard จะผุดขึ้นมาในหัวทันที ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อเรื่องนี้ขอย้อนกลับไปในยุคก่อนที่ผมจะเข้ามาเป็นสื่อมวลชนสายยานยนต์ ช่วงปี พ.ศ.2549 ด้วยความที่งานหายากและไม่อยากว่างงาน ตอนนั้นผมเองเลยมีประสบการณ์ขายรถยนต์นำเข้าอยู่ห้วงเวลาหนึ่งของชีวิต

แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆเพียงเดือนเดียว แต่ต้องยอมรับว่า ผู้รากมากดี เศรษฐีใหม่ทั้งหลายต่างให้ความไว้วางใจรถยนต์ Toyota Alphard กันแทบทั้งสิ้น ด้วยราคาที่ไม่แพงจนเกินเอื้อมมากนัก ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการ (ที่สามารถนำการซื้อรถในนามบริษัทหักลดหย่อนภาษีได้) และแม้จะสวมชื่อของแบรนด์รถยนต์ Toyota แต่เรื่องความหรูหราครบครันฟังชั่นรถรุ่นนี้ไม่ธรรมดาเลย ตำนานเจ้าหรูรุ่นนี้ ย้อนกลับไปในปี 2002 Toyota ได้เริ่มมีแนวคิดทำรถยนต์นั่งสุดหรูในลักษณะของรถยนต์แบบ MPV (Multi-Purpose Vehicle) ด้วยจุดประสงค์สำคัญในการแข่งขันกับ Nissan Elegrand ตลอดจนคู่แข่งตลอดกาล Honda Elysion ทำให้โตโยต้ามุ่งเน้นอย่างหนักในเรื่องของความหรูหราในการโดยสารและความปลอดภัยในการขับขี่ตลอดจนยังต้องมีสมรรถนะในการขับขี่ที่ดีเยี่ยมตามสไตล์ยานยนต์หรูสำหรับผู้บริหาร

จึงแนะนำเครื่องยนต์แบบ 4 สูบแถวเรียงขนาด 2.4 ลิตร ให้กำลัง 158 แรงม้า ให้แรงบิด 195 นิวตันเมตรเข้ามาประจำการ และสำหรับลูกค้าที่ต้องการสมรรถนะในอเนกประสงค์คันนี้แบบจริงจัง ก็ยังมีเครื่องยนต์แบบ V6 ขนาด 3.0 ลิตร ให้กำลัง 217 แรงม้า และให้แรงบิดถึง 310 นิวตันเมตร ทั้งคู่มาพร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติธรรมดา 4 สปีดในช่วงแรก ก่อนที่ทาง Toyota จะพัฒนารุ่น V6 ให้ทันสมัยและประหยัดน้ำมันมากขึ้น ด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด

แม้ว่ายุคนั้นเทคโนโลยีไฮบริดจะไม่เฟื่องฟูเท่าปัจจุบัน แต่ด้วยแนวทางของโตโยต้าที่มีต่อเทคโนโลยีไฮบริด ด้วยราคาค่าเทคโนโลยีในยุคนั้นที่ยังแพงมากๆทำให้พวกเขาจึงเริ่มแนะนำมันลงในรถยนต์ Toyota Alphard เป็นุร่นแรกๆในฐานะรถยนต์ที่ไม่ใช่รถที่เกิดมาประหยัดอย่าง Toyota Prius ทางทีมวิศวกร Toyota ได้จับเอาเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร 2AZ-FE มาพัฒนาต่อยอดในการขับขี่ เครื่องยนต์มองภายนอกอาจจะหน้าตาเดียวกันราวกับแกะหากภายในมีการวิศวกรรมใหม่ ทีมวิศวกรเปลี่ยนชุดแคมใหม่ตลอดจนชุดลูกสูบใหม่ แล้วจูนเครื่องยนต์ให้ทำงานในแบบ Atkinson Cycle รวมถึงในการทำงานของเครื่องยนต์ยังมีช่วงเวลาที่วาล์วทำงานทับซ้อนกัน (Over lap) มากขึ้นกว่าเครื่องยนต์ปกติ มาพร้อมระบบส่งกำลังแบบ Electronic CVT ในรุ่นเครื่องยนต์ไฮบริดยังเหนือชั้นด้วยการแนะนำระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ E-Four เข้ามาเป็นครั้งแรก ถ่ายทอดเทคโนโลยีจากรถยนต์อเนกประสงค์ MPV หรูของค่าย Toyota Estima Hybrid มาใช้ในการขับขี่ โดยการทำงานของระบบ E-Four นั้นใช้การควบคุมการทำงานของระบบมอเตอร์ไฟฟ้าทั้งตัวที่อยู่กับเครื่องยนต์ทางด้านหน้า และตัวที่ติดตั้งอย่างอิสระทางด้านหลังเข้ามาทำงานตอบสนองอัตโนมัติเมื่อรถอยู่ในสภาวะเสียการควบคุม หรือขึ้นอยู่กับสภาวะการขับขี่ช่วงเวลานั้น และด้วยความแตกต่างนี้เองประกอบกับราคา Toyota Alphard Hybrid ไม่แพงมากนัก จึงกลายเป็นรถไฮบริดรุ่นแรกๆ ที่ได้รับความนิยมจากลูกค้า

ถึงจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ของผมกับบริษัทรถยนต์นำเข้า แต่ด้วยกระแสความนิยมอย่างมากในหมู่ผู้มีอันจะกินในประเทศ ทำให้เมื่อ Toyota เผยโฉม Toyota Alphard รุ่นที่ 2 บรรดาผู้นำเข้าอิสระไม่รอช้าที่จะนำรถยนต์รุ่นนี้เข้ามาจำหน่ายทันที

Toyota Alphard Gen 1 Toyota Alphard Gen 2
Toyota Alphard รุ่นที่ 1
Toyota Alphard รุ่นที่ 2

ในรุ่นใหม่ Toyota Alphard ได้รับการขัดเกลาให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น แนวทางของ Toyota เริ่มเห็นช่องทางการทำตลาด เบนเข็มมายังทางด้านความหรูหรามากที่สุด ทั้งการออกแบบภายนอกและการตบแต่งภายในห้องโดยสาร รวมถึงในรุ่นใหม่เจนเนอร์เรชั่นที่ 2 การเติบโตของกลุ่มผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรงหรือ Young Executive ที่เพิ่มมากขึ้นทำให้ Toyota แตกไลน์สินค้า Toyota Alphard จนก่อกำเนิดเป็นรถยนต์ Toyota Vellfire ที่มีราคาถูกกว่าและการออกแบบรถดูวัยรุ่นมากกว่า

Toyota Alphard และ Toyota Vellfire รุ่นใหม่ ยังใช้เครื่องยนต์ลักษณะเดิม เสริมด้วยเทคโนโลยีวาล์วแปรผัน VVTi เข้ามาช่วยตอบโจทย์ ในรุ่น 2.4 ลิตร แบบ 4 สูบแถวเรียง กำลังเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นเป็น 168 แรงม้า และทำแรงบิด 235 นิวตันเมตร มาพร้อมระบบเกียร์ Super CVT-I 7 จังหวะใหม่ล่าสุด ส่วนในรุ่นเครื่องยนต์ V6 ทาง Toyota จัดการปรับเครื่องยนต์ใหม่ ขยายความจุให้ทันใจมากยิ่งขึ้นในการขับขี่ แนะนำบล็อก V6 3.5 ลิตรเข้ามาวางจำหน่ายสำหรับผู้บริหารรีบร้อน จนมีกำลังสูงสุดในการขับขี่ถึง 276 แรงม้า และแรงบิด 330 นิวตันเมตร แนะนำพร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ 6 จังหวะ ตัวรุ่นไฮบริดในเวอร์ชั่นนี้ มาช้าเล็กน้อย เพราะมาเปิดตัวช่วงครึ่งหลังของการวางจำหน่ายในปี 2011 ซึ่งโดยรวมก็ใช้ระบบขับเคลื่อนไม่ต่างจากรุ่นแรก แต่ก็น่าแปลกที่สาวกของรถรุ่นนี้ยังสนใจตัวไฮบริดเหมือนเคย

จวบจนการกลับมาในรุ่นที่ 3 ของตระกูลหรู ทางโตโยต้าได้เปิดตัวรถยนต์ Toyota Alphard และ Toyota VellFire ใหม่เฉพาะสำหรับประเทศไทย โดยโตโยต้าตัดสินใจ นำรถยนต์รุ่นดังกล่าวเข้ามาเอง แม้ว่างานนี้จะทำให้บรรดาผู้นำเข้าหวั่นใจกันบ้าง ด้วยการทำราคาที่ดุดัน และพร้อมสู้รบปรบมือด้วยสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้ามากกว่า …แต่ว่าตอนลองขับเมื่อช่วงต้นปีกลาย ทาง Toyota ก็ยังไม่ได้ให้โอกาสเราสัมผัสในรุ่นไฮบริด ซึ่งทางโตโยต้ายืนยันว่าจะนำเข้ามาวางจำหน่ายอย่างแน่นอน…

“อย่าลืมนำป้ายแดงมาเองด้วย” งานนี้ทำเอาผมคิดหนัก เพราะฝันหวานกับ Toyota Alphard Hybrid เริ่มต้นด้วยการวิ่งงานกับการขอยืมป้ายแดงจากพี่น้องเซลล์ขายรถยนต์ที่รู้จัก..แม้ว่ามันยุ่งสักนิด แต่เมื่อทุกอย่างเสร็จสรรพ นี่น่าจะเรียกว่าเป็นครั้งแรกที่ Toyota Alphard Hybrid แล่นออกสู่ถนน แม้ว่าทุกวันนี้เราจะเห็นกันจนชินตา ถ้าถามว่าหน้าตาเจ้ารถยนต์ Toyota Alphard Hybrid เป็นอย่างไร ต้องยอมรับว่ารุ่นใหม่ของรถยนต์รุ่นนี้มีความหรูหรามากมาย จนรู้สึกได้ทันทีตั้งแต่ภายนอกด้วยการมุ่งเน้นในความหรูหรา กระจังหน้าโครเมี่ยมใหม่แบบเต็มพื้นที่ให้ความรู้สึกของรถที่ดูพรีเมี่ยมมากขึ้น ผมจำได้ว่าเคยผ่านหูว่ามีคนเรียก Toyota Alphard รุ่นใหม่ล่าสุดว่า “อัลพาร์ดหน้าหมู” ผมไม่แปลกใจเลยที่พวกเขาจะรู้สึกแบบนั้น ด้วยกระจังหน้าโครเมี่ยมอันใหญ่โต ทำให้รู้สึกว่ามันเหมือนจมูกของหมูที่ยื่นมาก่อนใบหน้าทว่า Toyota ก็ออกแบบรถให้มีเส้นสายการออกแบบเน้นเคลือบความสปอร์ตไปพร้อมกัน ผ่านเส้นสายคมสัน จากด้านหน้า ไฟหน้ายังคงเอกลักษณ์สมาคมตาชั้นเดียว ให้โคมไฟหน้าโปรเจคเตอร์ พร้อมไฟหน้าแบบ LED เสริมลุคความทันสมัยมากขึ้น

หน้าตาอาจจะไม่โดนใจวัยรุ่นเท่า Toyota Vellfire ที่แลแล้วโฉบเฉี่ยวมากกว่า และถึงทุกอย่างจะดูธรรมดาภายนอก แต่ Toyota แฝงสุดยอดการวิศวกรรมไว้คู่การออกแบบ เริ่มจากกระจกบังลงหน้าตัดรังสิความร้อนอินฟาเรด หรือ IR Cut เช่นเดียวกับกระจกตอนหน้าทางด้านข้างให้กระจกลักษณะเดียว มั่นใจได้เลยว่าผิวเรือนร่างจะสวยใสไร้ริ้วรอยหรือโดนทำร้ายจากแสงอาทิตย์ แม้คุณจะไม่ติดฟิล์ม

ประตูหลังเข้าสู่ห้องโดยสาร ต้อนรับบุคคลสำคัญหรืออาจจะเป็นคุณ ด้วยระบบประตูไฟฟ้าบานสไลด์ เปิดได้ทั้ง 2 ด้าน ไม่ว่าคุณจะเปิดเอง หรือให้ผู้ขับขี่เปิดให้ ก็ทำงานนิ่งเงียบ สะดวกทันใจ มีเสียงเตือนบอก ส่วนประตูบานท้ายเป็นแบบเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า ใช้งานง่ายขึ้น แถมยังมีระบบป้องกันการหนีบ…ด้วยในตัว

ก้าวเข้าสู่ห้องโดยสาร.. กุญแจแบบ Smart Entry ช่วยให้ง่ายดายในการใช้งานไม่ต้องมาหยิบจับกุญแจไขกันอีกต่อไป ภายในให้ความรู้สึกลงตัวด้วยการตบแต่งโทนสีเบจ เบาะนั่งหุ้มหนัง Preforated ให้ความรู้สึกอันนุ่มสบายในสัมผัสแรก ตัวเบาะฝั่งคนขับปรับฟ้าได้มากถึง 8 ทิศทางพร้อม 3 หน่วยความจำในการใช้งานเมื่อปรับท่านั่งสมบูรณ์แล้ว กลับรู้สึกว่านี่คือรถนั่ง MPV รถครอบครัวมากกว่ารถตู้ ถึงคุณจะต้องขับรถเอง ก็ไม่รู้สึกเหมือนเป็นขี้ค่ารับใช้คนนั่งหลัง ด้วยความสบายสำหรับผู้ขับขี่ มีดีไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะฟังชั่นตัวเบาะปรับอัตโนมัติ ขณะเลื่อนเข้าออก เป็นอะไรที่สร้างความว้าว…และบางครั้งสร้างความน่ารำคาญ ถ้าคุณรีบอยากจะขึ้นรถ แล้วสตาร์ทมันออกไปทันใด

ตรงหน้าคนขับพวงมาลัยปรับได้ 4 ทิศทางมีเรือนไมล์เรืองแสง พร้อมจอแสดงข้อมูลในการขับขี่ การตบแต่งลายไม้ดูลงตัว อาจจะแลสูงวัยไปบ้างตามสไตล์ของรถประเภทนี้ ตรงกลางคอนโซลหน้าเป็นระบบความบันเทิงของ Toyota เอง ทำงานผ่านหน้าจอสัมผัส ใช้งานง่ายและค่อนข้างสะดวกพอสมควร และความสบายในห้องโดยสารต้องพร้อมด้วยระบบปรับอากาศอัตโนมัติ แยกอิสระ 3 โซน ได้แก่ ซ้าย-ขวา และหลัง พร้อมระบบ Nanoe เพิ่มความชุ่มชื่นแก่ผิวคุณในยามโดยสารให้รู้สึกสดชื่นตลอดการเดินทาง ส่วนเบาะฝั่งคนนั่งเป็นแบบปรับไฟฟ้า 4 ทิศทางมาพร้อมที่รองขาสบายสุดๆ

ห้องโดยสาร Toyota Alphard หน้าปัด Toyota Alphard ห้องเครื่อง Toyota Alphard

จะเป็นท่านชายต้องผ่านการเป็นยาจกมาก่อน ผมกดปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์เริ่มต้นการเดินทาง Toyota Alphard Hybrid ออกสู่ถนนเมืองกรุง …
ใต้เรือนร่างอันใหญ่โต Toyota Alphard Hybrid รุ่นใหม่ มีการปรับการทำงานของเครื่องยนต์ให้สมรรถนะมากขึ้นนิดหน่อย การปรับเครื่องยนต์จากเดิม 2.4 ลิตร เพิ่มขึ้นมาเป็น 2.5 ลิตร อาจฟังดูไม่มากมาย แต่ก็มีอำนาจมากพอในเรื่องการขับขี่ให้สมขนาดรถยนต์มากขึ้น ด้วยพละกำลังของเครื่องยนต์สูงสุด 152 PS สูงสุดที่ 5,700 รอบต่อนาที และยังให้แรงบิดสูงสุด 206 นิวตันเมตร ที่ 4,400 รอบต่อนาที การทำงานของเครื่องยนต์ควบรวมเข้ากับระบบมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว โดยตัวหนึ่งติดตั้งทำงานร่วมกับเครื่องยนต์โดยตรง ให้กำลังเทียบเท่าเครื่องยนต์ขนาด 143 PS และให้แรงบิดสูงสุด 270 นิวตันเมตร ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้าอีกตัว ติดตั้งทางด้านหลังสำหรับการทำงานของระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ E-Four มีขนาดเล็กกว่าเล็ก เทียบเท่ากำลังจากเครื่องยนต์เพียง 68 แรงม้า และให้แรงบิดสูงสุดเพียง 139 นิวตันเมตร

ระบบมอเตอร์ไฟฟ้าส่งกำลังจากแบตเตอร์รี่นิคเคิลเมเทิลไฮดราย (Ni-cd) ซึ่งมันเริ่มล้าสมัยไปแล้วบ้าง และน่าแปลกใจที่รถราคาระดับนี้ยังไม่แบตเตอร์รี่ลิเธียมไอออนมาตอบโจทย์ อาจจะด้วยตามปรัชญาการวิศวกรรมของโตโยต้าว่า QDR (Quality-Durability-Reliability) แต่ถึงแบบนั้น ในภาพรวมเรื่องกำลังของระบบขับเคลื่อน Toyota Alphard Hybrid ก็ไม่ขี้เหร่ เมื่อควบรวมพลังทั้งระบบมอเตอร์ไฟฟ้า และเครื่องยนต์สามารถให้กำลังสูงสุดถึง 197 PS แถมยังประหยัดสูงสุดถึง 19.4 กิโลเมตร/ลิตร ตามการทดสอบในโหมด JC08 ที่ญี่ปุ่น การรับรถจากฝ่ายการตลาดต้องยอมรับว่าหนทางเข้าไปยังโกดังรับรถค่อนข้างยาก แต่ก็กลายเป็นเส้นทางทดสอบหนึ่งของ Toyota Alphard เช่นกัน ด้วยการติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ทำให้เจ้าอเนกประสงค์ร่างใหญ่คันนี้ สามารถขับเคลื่อนด้วยโหมดไฟฟ้าล้วนได้ หรือ EV Mode เพียงกดปุ่มตรงคอนโซลกลาง ทางด้านซ้ายหน้าคนขับปุ่มที่ 3 จากด้านบน ถัดจากฟั่งก์ชั่นการทำงานของเบรกมือไฟฟ้า และตำแหน่ง Brake Hold

หากแบตเตอร์รี่เหลือเฟือเพียงพอระบบจะล็อคเข้าสู่การทำงานของระบบไฟฟ้าล้วน เหมาะมากในการใช้ความเร็วต่ำๆ เช่นการขับออกจากซอยบ้าน หรือขับชิวๆ พาคุณนายไปจ่ายตลาด คุณประหยัดน้ำมันไปได้พอสมควร ไม่ต้องมาสิ้นเปลืองยามขับความเร็วต่ำเช่นนี้ และเมื่อไฟฟ้าเหลือกำลังน้อยตามเงื่อนไข ระบบจะทำการตัดเข้าสู่โหมดไฮบริดปกติเองโดยอัตโนมัติ ช่วงแรกของการขับขี่ยอมรับว่าไม่ค่อยคุ้นชินกับรถประเภท Toyota Alphard มากนัก แม้จะผ่านมือ Toyota Vellfire ตอน Toyota พาไปหัวหินมาแล้วก็ตามที การขับรถราคา 3.8 ล้านที่มีขนาดใหญ่ระดับพระราชวังเคลื่อนที่ได้ เมื่อดูจากภายนอกย่อมทำให้คุณกระอักระอ่วนบ้างในช่วงแรก ด้วยความยาวตลอดคัน 4,915 มม. กว้าง 1,850 มม. และสูง 1,895 มม. มีระยะฐานล้อยาวถึง 3,000 มม.

เมื่อปรับตัวคุ้นเคยกับขนาดรถ การเคลื่อนไหวของรถยนต์คันนี้ที่ทำได้ดีกว่ารถเก๋งหลายๆ รุ่น ด้วยการติดตั้งชุดพวงมาลัยไฟฟ้า ESP บนชุดบังคับทิศทางแบบแร็คแอนด์พิเนียน ช่วยให้ขนาดที่ดูเทอะทะกลายเป็นเรื่อง่ายสำหรับคุณ ยิ่งการออกแบบระยะยื่น (Overhang) ทางด้านหน้าสั้นเพียง 880 มม. ทำให้รถค่อนข้างคล่องตัวยามขับขี่ในเมือง มิหนำซ้ำที่น่าแปลกใจคือระยะรัศมีวงเลี้ยวของ Toyota Alphard Hybrid ได้รับการออกแบบมาตอบสนองคนเมืองอย่างแท้จริง ด้วยระยะรัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.6 เมตร (Toyota Alphard -Toyota Vellfire มีระยะวงเลี้ยวแคบสุด 5.8 เมตร) ช่วยให้ความคล่องตัวขึ้นอย่างชัดเจน แถมระบบเบรกมือไฟฟ้าและระบบ Brake Hold ช่วยให้ง่ายต่อการขับขี่ แต่อาจจะต้องบอกโชเฟอร์ของคุณว่าพวกมันใช้งานอย่างไรสักหน่อย กรณีถ้าไม่ได้ขับเอง เพราะฟังก์ชั่นแบบนี้ช่วยให้ผู้ขับผ่อนคลายได้มากทีเดียว ขึ้นสะพานวงแหวนอุตสาหกรรม ทางขึ้นสุดชันเป็นบททดสอบที่ดีสำหรับอัตราเร่งของ Toyota Alphard Hybrid เมื่อเหยียบคันเร่งลงไป ขุมพลังของรถคันนี้จะตอบสนองช้าเล็กน้อย ตามสไตล์เครื่องยนต์ทำงานแบบ Atkinson cycle จากนั้นเมื่อเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าเข้ามาผสานกำลังกัน รถจะพุ่งอย่างรวดเร็วพอๆ กับรถสปอร์ตของโตโยต้า มันมากพอที่ทำให้ รถเก๋งคันหน้ามองกระจกหลัง แล้วเห็นตัวหรูพุ่งอย่างรวดเร็วเข้ามาหาจะตกใจจนหักหลบหนี…เลยทีเดียว

ชีวิตชิวในเมือง กับตัวหรู Toyota Alphard Hybrid ผมขับเจ้าร่างใหญ่ไปๆ มาๆ เพียง 72 กิโลเมตรเท่านั้น และ จัดการซดน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 คืนถังไปได้ 5.682 ลิตร สรุปอัตราประหยัดในเมืองได้ 12.671 กิโลเมตร/ลิตร เลยทีเดียว

ทดลองขับ Toyota Alphard

เฉกเช่นรถทุกรุ่นที่ผ่านมือผมและทีมงาน เจ้า Toyota Alphard Hybrid ต้องผ่านการทดสอบ Bonn test Mode รูปแบบการทดสอบอัตราประหยัดขับในเมืองและนอกเมืองตามสภาวะการขับขี่จริง ทั้งในเมืองและนอกเมือง Toyota Alphard Hybrid เริ่มต้นความสุนทรีย์การเดินทาง ด้วยการแนะนำรู้จักกับความรู้สึกของระบบช่วงลางสัมผัสนุ่มสบาย การเซทระบบกันสะเทือน แบบแม็คเฟอร์สันสตรัทพร้อมเหล็กกันโคลงทางด้านหน้า และดับเบิ้ลวิชโบนทางด้านหลัง เป็นแนวทางการวิศวกรรมลักษณะเดียวกับรถสปอร์ตหลายๆ รุ่น ซึ่งเน้นเสถียรภาพในการทรงตัวสูงสุดยามขับขี่

แม้ว่า Toyota Alphard Hybrid อาจจะไม่ใช่รถยนต์ที่ต้องการตอบสนองเรื่องสมรรถนะการขับขี่มากเท่าความสบาย หากช่วงล่างที่มั่นใจก็ช่วยให้เสริมความรู้สึกด้านความปลอดภัย ทั้งกับผู้ขับขี่และผู้โดยสารคนสำคัญด้วยฟีลลิงช่วงล่างแบบแน่นหนึบแต่ก็ยังรู้สึกสบายในการขับขี่และการโดยสาร ไม่หวั่นถึงรถสูงใหญ่ ก็สามารถเข้าโค้งช่วงสะพานพระราม 8 ที่ความเร็ว 120 ก.ม./ช.ม. ได้ อย่างสบายๆ Bonn Test Mode ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เผลอแวบเดียวเราก็จบการทดสอบเสียแล้ว และ น่าแปลกใจที่แม้จะเป็นรถยนต์ที่มีพิกัด 2,210 กิโลกรัม แต่กลับทำอัตราประหยัดเฉลี่ยได้ 12.11 กิโลเมตร/ลิตร ปกติแล้ว..การทดสอบรถยนต์เรามักจะเน้นที่สมรรถนะในการขับขี่มุ่งการขับ แต่เอาเถอะว่าเมื่อคุณมีโอกาสลอง Toyota Alphard แล้ว ไม่ว่าใครก็คงถวิลหาความสบายที่ในการโดยสารมากกว่า

หนึ่งวันกับการเป็นท่านชาย คงไม่บ่อยสำหรับชีวิตของคนฐานะปานกลางอย่างกระผม แต่วันต่อมาเมื่อนายเต้ยเปิดประตูรับผมขึ้นโดยสารทางตอนหลังในเจ้ารถยนต์ Toyota Alphard Hybrid ความอยากขับรถคันนี้ก็หายไปทันที

การออกแบบที่นั่งแบบ 2 ตอนทางด้านหลัง โดยเบาะนั่งแถวแรกตอนหลัง เป็นแบบแยกนั่งอิสระตัวเดี่ยว 2 ที่นั่งปรับด้วยไฟฟ้า พร้อมที่รองขา และโต๊ะพับกลาง รวมถึงยังมีระบบบริหารหลังไฟฟ้า Air Lumba Pro ช่วยเพิ่มความสบายในการโดยสาร ตัวเบาะออกแบบมาขนาดกำลังพอดี สัมผัสนั่งกำลังสบายพอดี ยิ่งเมื่อปรับท่านั่งเหมาะสม อย่าแปลกใจที่คุณจะเผลอหลับไปได้ง่ายๆ เหมาะยิ่งสำหรับผู้บริหารทั้งหลาย แถมมีโต๊ะกลางใช้วางของได้ แต่ช่องแก้วน้ำของโต๊ะกลางไม่ได้ใหญ่มากมาย พอวางแก้วน้ำขนาดใหญ่ระดับบิ๊กกัลฟ์

เบาะที่นั่ง Toyota Alphard เบาะที่นั่ง Toyota Alphard

เบาะนั่งแถว 3 เป็นเบาะนั่งแบบ 3 ที่นั่ง สัมผัสลองดูสั้นๆ มันนั่งสบายเช่นกัน ตัวเบาะเองสามารถพับเบาะขึ้นแขวนทางด้านข้างหากคุณต้องใช้รถเพื่อความอเนกประสงค์ในกิจกรรมอันหลากหลาย กลับมานั่งสัมผัสตำแหน่ง VIP ต้องยอมรับว่า เจ้า Toyota Alphard Hybrid มีดีสมราคาคำล่ำลือนั่งที่สบาย เมื่อเอนหลังแหงนมองเพดาน คุณจะรู้สึกถึงความหรูหรา ยามกลางวันอาจจะมีลูกเล่นไม่มากมายนัก ทว่าเสียงเพลงจากเครื่องเสียงพร้อมลำโพง 8 จุดในห้องโดยสาร ดีพอจะขับกล่อมระหว่างการเดินทาง น่าแปลกที่รถสำหรับผู้บริหารแบบนี้ กลับติดชุดไฟ LED สามารถเปลี่ยนสีได้หลากหลาย อารมณ์คล้ายไฟเลาจน์ ..ถึงมันอาจะดูดีในสายตา แต่บางครั้งบางอารมณ์สีไฟก็ดูสลิ่มเกินไปหน่อย…ยังดีที่หลังคามูนรูฟแบบ 2 ตอน เพิ่มความรู้สึกดูดี คุณอยากออกไปรับลมเมื่อไหร่ก็ได้ที่ต้องการ สัมผัสถึงความสบายในการทดสอบรถหรูเช่นนี้ มีได้ไม่บ่อยนัก และคุณกลับหามันได้จากแบรนด์รถยนต์ Toyota

สรุป …. Toyota Alphard Hybrid ประหยัด นั่งสบาย …ขอเพิ่มเรื่องความปลอดภัย

ตลอดหลายวันที่ผมมาใช้ชีวิตกับรถยนต์ Toyota Alphard Hybrid เจ้าหมูไฟฟ้าคันนี้พิสูจน์ตัวเองเรื่องความสบายในการโดยสาร และความง่ายดายในการขับขี่ โดยเฉพาะการใช้งานรถยนต์ในเมือง ซึ่งระบบเครื่องยนต์ไฮบริดออกแบบมาให้ตอบสนองได้ดีกว่าเครื่องยนต์ทั่วไป ทว่าเมื่อคุณเอาเจ้ารถยนต์ Toyota Alphard Hybrid ขับออกนอกเมือง เรื่องราวจะกลับตาลปัตร เจ้าหมูไฟฟ้าคันนี้อาจจะยังตอบสนองเรื่องสมรรถนะการขับขี่ได้ดี แต่ความประหยัดนั้น จะทำได้ไม่ดีเท่าในเมือง จากการขับขี่ไปยังปลายทางปราณบุรี ด้วยความเร็ว 120-130 ก.ม./ช.ม. เราได้อัตราประหยัดเพียง 10.1 ก.ม./ช.ม.เท่านั้น และมันยังขับได้ยอดเยี่ยมมั่นใจ และนั่งสบายจนผู้โดยสารไปเฝ้าเพระอินทร์อย่างรวดเร็ว

ในภาพรวมเจ้า Toyota Alphard Hybrid คือที่สุดอัครรถยนต์นั่งสำหรับผู้บริหาร มันประหยัดพอตัวเมื่อคุณใช้ในเมือง เมื่อนับในความเป็นรถยนต์นั่งสุดหรูเปี่ยมด้วยที่สุดความสบายในการโดยสาร 

อ่านบทความที่น่าสนใจสำหรับรถ Toyota Alphard