อัพเดท : 19 กรกฎาคม 2561

รีวิว Toyota C-HR 2018

ดีไซน์โฉบเฉี่ยว โดนใจ

Toyota C-HR เป็นรถครอสโอเวอร์ที่ทำการบ้านมาเป็นอย่างดี ด้วยดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวฉีกแนวจากโตโยต้าทุกรุ่น ไม่เพียงแค่ดีไซน์สวยงามเท่านั้น แต่ช่วงล่างยังถูกปรับปรุงดีขึ้นจนแทบลืมโตโยต้าเดิมๆ ไปเลย เค้าโค้งได้อย่างสนุกสนาน เกาะถนนหนึบหนับ ควบคู่กับความนุ่มนวล นั่งสบาย ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง

จะซื้อรถสักคัน แน่นอนว่าเราจะต้องศึกษาหาข้อมูล รวบรวมข้อดี ข้อเสีย ก่อนจะตัดสินใจจ่ายเงินก้อนโตเพื่อแลกกับความคุ้มค่า คุ้มราคากับที่เสียไป และเพื่อให้เป็นประโยชน์กับลูกค้ามากที่สุด เซลเค. จึงได้นำบทความรีวิว C-HR มาให้อ่านกัน รีวิว Toyota C-HR 2018 ใหม่ รถครอสโอเวอร์ที่เปลี่ยนภาพลักษณ์โตโยต้าแบบเดิมๆ ไปอย่างสิ้นเชิง แถมยังขับดีจนน่าเหลือเชื่อเสียด้วยสิ!

Toyota C-HR 2018 นับเป็นรถที่อยู่ในกระแสความนิยมมากที่สุดรุ่นหนึ่งในขณะนี้ ด้วยเทรนด์ของรถประเภทครอสโอเวอร์ที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก กับการพลิกโฉมดีไซน์ตัวรถที่สามารถกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจแบรนด์โตโยต้าได้สำเร็จ จึงเป็นโอกาสอันดีที่ได้มีโอกาสทดสอบ Toyota C-HR 2018 ใหม่ บนเส้นทางลำปาง-น่าน เพื่อสัมผัสให้เห็นกับตาว่ารถคันนี้มีดีกว่าที่คิดเยอะ

ปัจจุบัน Toyota C-HR มียอดจำหน่ายสะสมทั่วโลกไปแล้วกว่า 283,000 คัน ในกว่า 51 ประเทศทั่วโลก จนสามารถขึ้นแท่นเป็น 1 ใน 5 รถที่มียอดจำหน่ายสูงสุดในทวีปยุโรป ขณะที่บ้านเราเองมียอดจองไปแล้วเฉียด 4 พันคัน นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกที่งาน Motor Expo 2017 ช่วงปลายปีที่ผ่านมา (หากนับจนถึงวันที่คุณผู้อ่าน อ่านบทความนี้อยู่ ก็อาจทะลุ 4 พันคันไปแล้วก็ได้) คำว่า C-HR ถูกย่อมาจาก “Coupe High Rider” หรือแปลตรงตัวก็คือ “รถสปอร์ตคูเป้ยกสูง” นั่นจึงทำให้ C-HR ถูกออกแบบเน้นความเป็นรถทรงคูเป้มากกว่าคู่แข่ง (จนกระทบในเรื่องห้องโดยสารด้านหลัง ที่เราจะพูดถึงต่อไป)

รีวิว Toyota C-HR 2018 ใหม่ รีวิว Toyota C-HR 2018 ใหม่

จุดเด่นที่ไม่พูดถึงก็คงไม่ได้ นั่นคือ แพล็ตฟอร์ม TNGA หรือ Toyota New Global Architecture ซึ่ง C-HR เป็นรถรุ่นแรกในบ้านเราที่ใช้แพล็ตฟอร์มใหม่นี้ ซึ่งแพล็ตฟอร์ม TNGA ถูกใช้เป็นครั้งแรกใน Prius เจเนอเรชั่นที่ 4 และยังนำไปใช้กับรถอีกหลายรุ่นทั้งที่เปิดตัวแล้ว และกำลังจะเปิดตัวในอนาคต เช่น Camry, Corolla และ RAV4 เป็นต้น สิ่งสำคัญที่ทำให้แพล็ตฟอร์ม TNGA แตกต่างไปจากเดิม ก็คือ การเพิ่มความแข็งแรงให้กับโครงสร้างตัวถัง (Rigidity) ควบคู่กับการลดจุดศูนย์ถ่วงให้ต่ำลง ช่วยลดอาการโคลงได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงการใช้ช่วงล่างหลังแบบ Double Wishbone ที่โดดเด่นเรื่องความนุ่มนวล

Toyota C-HR 2018 ในประเทศไทย มีให้เลือกด้วยกันทั้งหมด 4 รุ่นย่อย โดยแบ่งเป็นรุ่นเบนซินจำนวน 2 รุ่น และไฮบริดอีก 2 รุ่น ประกอบด้วย

  • 1.8 Entry
  • 1.8 Mid
  • HV Mid
  • HV Hi

ตัวถังมีให้เลือกทั้งหมด 6 สี โดยสีเด่นๆ จะมีให้เลือกเฉพาะรุ่นไฮบริดเท่านั้น ได้แก่ สีแดง Premium Red, สีน้ำเงิน Blue Metallic และสีเขียว Radient Green ทั้งหมดมาพร้อมหลังคาสีดำตัดกับตัวถัง ขณะที่สีพื้นๆ อย่างสีขาว White Pearl, สีเทา Metal Stream Metallic และสีดำ Attitude Black Mica สามารถเลือกได้ในทุกรุ่นย่อย รวมถึงรุ่นไฮบริดด้วยเช่นกัน ตัวถังมีขนาดความยาว 4,360 มม. ความกว้าง 1,795 มม. ความสูง 1,585 มม. ความยาวฐานล้ออยู่ที่ 2,640 มม. มีความสูงจากพื้น 154 มม.

สำหรับรุ่นที่เราได้มีโอกาสทดสอบในครั้งนี้เป็นรุ่น HV Hi ซึ่งเป็นตัวไฮบริดรุ่นท็อปสุด ซึ่งมีอุปกรณ์มาตรฐานมาให้ครบครันที่สุดครับ อุปกรณ์มาตรฐานภายนอกของ Toyota C-HR รุ่น HV Hi ประกอบด้วย ไฟหน้าโปรเจคเตอร์แบบ Full LED พร้อมระบบเปิด-ปิดอัตโนมัติ, ไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ LED, ไฟเลี้ยวด้านหน้าแบบ LED Sequential ที่หลายคนชื่นชอบ, ไฟท้ายรมดำแบบ Full LED, กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว LED และไฟส่องสว่าง Welcome Lamp แบบ LED ด้านท้ายติดตั้งสปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรก LED, เสาอากาศแบบครีบฉลาม, ที่เปิดประตูคู่หลังติดตั้งบริเวณกรอบหน้าต่าง ซึ่งออกแบบให้มือเปิดเป็นแนวนอน สามารถเอื้อมเปิดได้ง่าย ทุกรุ่นมาพร้อมล้ออัลลอย 5 ก้าน ขนาด 17 นิ้ว พร้อมยางขนาด 215/60 R17 โดยไม่มีลายทูโทนแบบสเป็คญี่ปุ่นแต่อย่างใด

ซึ่งดีไซน์ของ Toyota C-HR ถือว่าฉีกแนวไปจากโตโยต้ารุ่นก่อนๆ อย่างสิ้นเชิง ด้วยเส้นสายที่ดูโฉบเฉี่ยว ซึ่งแสดงออกให้เห็นว่าโตโยต้า ‘กล้า’ ที่จะทำสิ่งใหม่ๆ และก็ทำออกมาได้ดีเสียด้วย ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยโทนสีดำ/สีน้ำตาล เบาะนั่งหุ้มด้วยวัสดุหนังแท้และหนังสังเคราะห์ เบาะนั่งคู่หน้าทรงสปอร์ตแบบปรับมือทั้งหมด พร้อมสวิตช์ดันหลังไฟฟ้าฝั่งผู้ขับ เบาะนั่งด้านหลังสามารถปรับพับแบบ 60:40 ได้ แต่ไม่สามารถปรับเอนได้

จุดสำคัญที่หลายคนกังวล ก็คือ พื้นที่ห้องโดยสารด้านหลัง เนื่องจากตัวรถมีแนวหลังคาที่ค่อนข้างลาดเทไปด้านหลังพอสมควร ซึ่งจากการทดสอบพบว่า ผู้เขียนที่มีความสูง 173 ซม. สามารถนั่งโดยสารได้โดยศีรษะไม่ชนหลังคา มีพื้นที่เหลือให้สอดได้ประมาณ 3 นิ้วมือ ส่วนพื้นที่วางขามีที่ว่างเหลือพอประมาณ ไม่ได้อึดอัดมากมายขนาดนั้น แต่ปัญหาที่แท้จริงน่าจะเป็นเรื่องการออกแบบแนวประตูที่เบียดพื้นที่หน้าต่างจนมีขนาดเล็กมาก ทำให้ห้องโดยสารด้านหลังดูค่อนข้างทึบ ซึ่งพลอยทำให้ดูอึดอัดไปด้วย ซึ่งจะว่าไปโตโยต้าก็ออกมาแก้ต่างแต่แรกแล้วว่านี่คือ ‘รถคูเป้ยกสูง’ ที่เน้นพื้นที่ใช้สอยสำหรับ 2 คนหน้าเป็นหลัก จึงกลายเป็นเรื่องที่ต้องบาลานซ์กันระหว่างความสวยงามของตัวถังด้านนอก กับความโปร่งโล่งภายในห้องโดยสารด้านหลัง ซึ่งแน่นอนว่าโตโยต้าเอาเรื่องของความสวยงามมาเป็นอันดับแรก!

หากให้เทียบกับรถที่มีบอดี้คล้ายกันอย่าง Nissan Juke ก็บอกได้เลยว่า C-HR นั่งสบายกว่าเยอะ แต่ก็ยังแพ้ Honda HR-V ในเรื่องความโปร่งโล่งอย่างเห็นได้ชัด ภายในห้องโดยสารมาพร้อมฟีเจอร์ครบครัน เช่น กุญแจ Smart Entry พร้อมปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์, เบรกมือไฟฟ้าพร้อมฟังก์ชั่น Auto Brake Hold, กระจกไฟฟ้าขึ้นลงอัตโนมัติพร้อมระบบป้องกันการหนีบทั้ง 4 บาน, ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแยกอุณหภูมิซ้าย-ขวา, ระบบกรองอากาศ nanoe, กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ เป็นต้น

ฝั่งผู้ขับขี่ติดตั้งพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบ 3 ก้าน ปรับได้ 4 ทิศทาง, มาตรวัดความเร็วโทนสีฟ้า โดยรุ่น Hybrid จะติดตั้งมาตรวัดการทำงานระบบไฮบริดมาให้, หน้าจอ MID แบบสีขนาด 4.2 นิ้ว, ปุ่มปรับการทำงานระบบ EV Drive (เฉพาะรุ่นไฮบริด) บริเวณใกล้กับสวิตช์เบรกมือไฟฟ้า

วิทยุ Toyota C-HR เกียร์ Toyota C-HR เบรกมือ Toyota C-HR

เครื่องเสียงเป็นแบบหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว รองรับแผ่น DVD ได้ มาพร้อมช่องเชื่อมต่อ USB/HDMI/Micro SD Card รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth, ในรุ่น HV Hi ติดตั้งระบบนำทางมาให้ในตัว พร้อมระบบ T-Connect Telematics สำหรับดูสถานะตัวรถผ่านสมาร์ทโฟน ขับกำลังเสียงผ่านลำโพง 6 จุดรอบคัน

ด้านระบบความปลอดภัยให้มาชนิดเรียกว่ามาตรฐานยุโรป เพราะนอกเหนือจากถุงลมนิรภัย 7 ใบ, ระบบควบคุมการทรงตัวและป้องกันล้อหมุนฟรี VSC/TRC, ระบบเบรก ABS/EBD, ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC ซึ่งมีให้ในทุกรุ่นย่อยแล้วนั้น ในรุ่น HV Hi ยังถูกเสริมด้วยระบบ Toyota Safety Sense (TSS) ซึ่งประกอบด้วย

  • ระบบป้องกันการชนด้านหน้า Pre-Collision System
  • ระบบป้องกันรถออกนอกเลน Lane Departure Alert with Steering Assist
  • ระบบเตือนมุมอับสายตา Blind Spot Monitor
  • ระบบควบคุมความเร็วแปรผันอัตโนมัติ Dynamic Radar Cruise Control
  • ระบบเตือนรถเคลื่อนผ่านขณะถอยหลัง RCTA
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ AHB
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่

นอกจากนั้น ยังมีกล้องมองภาพด้านหลัง พร้อมเซ็นเซอร์กะระยะหน้า-หลัง รวม 8 จุด, ระบบแจ้งเตือนลมยาง, ไฟตัดหมอกหลัง, และจุดยึด ISOFIX เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อยอีกด้วย

ด้านขุมพลังของรุ่น Hybrid ถูกติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินรหัส 2ZR-FXE ความจุ 1.8 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 98 แรงม้า (PS) ที่ 5,200 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 142 นิวตัน-เมตร ที่ 3,600 รอบต่อนาที ทำงานคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงสุด 53 กิโลวัตต์ และแรงบิดอีก 163 นิวตัน-เมตร ซึ่งจะให้กำลังสูงสุดของระบบไฮบริดรวมอยู่ที่ 122 แรงม้า ระบบไฮบริดของ Toyota C-HR 2018 ถือเป็นเจเนอเรชั่นที่ 4 ของโตโยต้า มาพร้อมแบตเตอรี่แบบนิกเกิลเมทัลไฮดรายที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ซึ่งมีความจุอยู่ที่ 6.5 แอมป์-ชั่วโมง ระบบส่งกำลังเป็นแบบ E-CVT ที่ออกแบบมาสำหรับรถไฮบริดโดยเฉพาะ ติดตั้งช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระแมคเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังแบบปีกนกคู่ Double Wishbone พร้อมเหล็กกันโคลง ติดตั้งดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ

สำหรับเส้นทางครั้งนี้ เรามุ่งหน้าออกจากสนามบินจังหวัดลำปาง มุ่งหน้าไปยังตัวเมืองจังหวัดน่าน รวมเป็นระยะทางมากกว่า 200 กิโลเมตร ซึ่งเต็มไปด้วยทางโค้งเพื่อทดสอบประสิทธิภาพช่วงล่างของ C-HR คันนี้

Toyota CHR Toyota CHR Toyota CHR

การทำงานของระบบไฮบริดใน Toyota C-HR HV Hi มีลักษณะเหมือนกับที่พบใน Prius คือ ในขณะรถหยุดนิ่ง หากแบตเตอรี่มีปริมาณเพียงพอ เครื่องยนต์ก็จะดับลงแล้วดึงพลังงานไฟฟ้ามาใช้ แต่เมื่อแบตเตอรี่มีปริมาณต่ำ เครื่องยนต์ก็จะติดขึ้นเพื่อปั่นกระแสไฟไปเก็บไว้ยังแบตเตอรี่ การออกตัวสามารถทำได้อย่างเงียบเชียบ เพราะใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนเป็นหลัก จากนั้นเครื่องยนต์จะเข้ามาเสริมกำลังให้สามารถเร่งความเร็วได้ทันใจ ซึ่งอัตราเร่งของ C-HR Hybrid ก็คงต้องบอกว่า รถคันนี้เน้นความประหยัดเป็นหลัก ดังนั้น อัตราเร่งจึงไม่ได้ปรู๊ดปร๊าดอย่างที่คิดไว้นัก แต่กระนั้นมันก็ยังสามารถทำตีนต้น 0-60 กม./ชม. ได้ดี แต่เมื่อพ้นช่วง 60 กม./ชม. ขึ้นไป จะเริ่มเห็นอาการแผ่วบ้างแล้ว

การเก็บเสียงที่ความเร็วสูงประมาณ 100 กม./ชม. ทำได้ค่อนข้างดี ทั้งเสียงจากพื้นถนนและเสียงลมปะทะ แต่เมื่อพ้น 100 กม./ชม. ขึ้นไป ก็จะเริ่มมีเสียงเล็ดลอดเข้ามาบ้าง แต่ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ไม่เป็นปัญหา สิ่งที่ต้องรับให้ได้อย่างหนึ่งในรุ่นไฮบริด ก็คือ เสียงพัดลมที่ดูดเอาอากาศภายในห้องโดยสารไประบายความร้อนแบตเตอรี่ไฮบริดนั้น ค่อนข้างดังอยู่พอสมควร แม้ว่าจะไม่ได้ดังจนน่ารำคาญ แต่ก็ดังพอที่จะทำให้ได้ยินตลอดเวลาที่สังเกต แต่จุดสำคัญที่ปรับปรุงดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นั่นคือ ‘ช่วงล่าง’ ที่เซ็ทมาได้อย่างนุ่มนวล จากการเลือกใช้ช่วงล่างปีกนกคู่ด้านหลัง ตัวรถสามารถเคลื่อนผ่านรอยต่อถนนได้อย่างนิ่มสบาย แม้ว่าเป็นช่วงทำถนนที่หมดทางลาดยาง จนเกิดเป็นผิวทางต่างระดับ แต่ช่วงล่างของรถคันนี้ ก็สามารถผ่านไปได้แบบนิ่งๆ เก็บอาการสะเทือนได้อย่างหมดจด และที่เซอร์ไพรซ์ไปกว่านั้น ก็คือ ความหนึบในกาเข้าโค้งที่แทบไม่รู้สึกว่ากำลังอยู่บนรถครอสโอเวอร์เลย เพราะมันสามารถเข้าโค้งได้นิ่งและเนียนในระดับเดียวกับรถเก๋งช่วงล่างเยี่ยมๆ คันหนึ่งเลยทีเดียว เป็นสัญญาณว่ามันหมดยุคที่ช่วงล่างหนึบๆ เกาะถนนดีๆ จะต้องแลกมาด้วยความแข็งกระด้างอีกต่อไป ขณะที่น้ำหนักพวงมาลัยไฟฟ้า ถูกเซ็ทค่อนข้างดี ต่างจากโตโยต้ารุ่นก่อนๆ ที่จะมาในแนวแข็งทื่อ ทำให้รถคันนี้ขับได้อย่างสนุกสนานขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ขณะที่อัตราสิ้นเปลืองนั้น สำหรับการทดสอบจริงโดยอิงจากหน้าจอ MID ของตัวรถ พบว่า สามารถทำตัวเลขได้ในระดับ 20-21 กม./ลิตร ด้วยการขับขี่แบบที่ไม่เน้นความประหยัดเลยแม้แต่น้อย อันเป็นผลจากการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเข้ามาช่วยเสริมการขับขี่นั่นเอง ถือว่าเป็นครอสโอเวอร์ที่ประหยัดน้ำมันมากเลยทีเดียว ซึ่งระยะทางกว่า 200 กิโลเมตร น้ำมันในถังยังเหลือมากกว่า 3 ใน 4 ด้วยซ้ำไป

จุดสังเกตสำคัญเพียงอย่างเดียวของ C-HR ก็คือ พื้นที่ห้องโดยสารด้านหลังที่ไม่ได้กว้างขวางนักหากเทียบกับคู่แข่งในระดับราคาใกล้กัน แต่หากใช้งาน เพียง 1-2 คนเป็นหลักอยู่แล้วล่ะก็ รับรองว่าคุณจะต้องรักรถคันนี้อย่างแน่นอน…!

อ่านบทความที่น่าสนใจสำหรับรถ Toyota C-HR 2018