อัพเดท : 10 กุมภาพันธ์ 2564

สีรถถูกโฉลกตามวันเกิด ปี 2564 (2021)

สีเสริมดวง

เสริมดวงแคล้วคลาด เลือกสีรถถูกใจ
สีรถถูกโฉลกตามวันเกิด ปี 2564 (2021) ตามความปรารถนา พร้อมฤกษ์ออกรถ วันดี วันธงชัย ช่วยเสริมบารมี และความโชคดี…..

สีรถถูกโฉลกตามวันเกิด ปี 2564 (2021)  ต้องมาแล้วนะ!! ใครจะออกรถใหม่ มีฤกษ์ออกรถดีๆ แล้ว อย่าลืมเสริมดวงด้วยการเลือกสีรถเพิ่มบารมีกันด้วย ที่สำคัญองค์ประกอบอื่นๆ เช่น เลขทะเบียน วันออกรถ ก็ช่วยเสริมชีวิตคุณให้ปังได้อีกด้วย มาดูกันว่าปีนี้มีสีรถไหนถูกโฉลก เลขตัวไหนที่เหมาะกับคุณบ้าง

 

สีรถถูกโฉลกตามวันเกิด สำหรับคนเกิดวันอาทิตย์

สีรถถูกโฉลกตามวันเกิด

สีรถที่ช่วยเสริมความปลอดภัย :  สีครีม สีขาว สีบรอนซ์ สีเหลือง

สีรถที่ช่วยเสริมเงินทอง : สีเขียว  สีดำ สีม่วง สีน้ำตาลเข้ม

สีรถกาลกิณี : สีน้ำเงิน สีคราม สีฟ้า

ฤกษ์ออกรถตามวันเกิด: อาทิตย์ จันทร์ พุธ พฤหัสบดี และ เสาร์

ตัวเลขมงคลเสริมบารมี  : 1, 2 ,3, 4, 7,5,8

เลขกาลกิณี : 6 และห้ามบวกกันเเล้วเท่ากับ 6

 

สีรถถูกโฉลกตามวันเกิด ผู้ที่เกิดวันจันทร์

สีรถถูกโฉลกตามวันเกิด

สีรถที่ช่วยเสริมความปลอดภัย : สีชมพู สีโอลด์โรส

สีรถที่ช่วยเสริมเงินทอง : สีดำ สีม่วง สีน้ำตาลเข้ม  สีเหลือง สีส้ม สีทอง

สีรถกาลกิณี :  สีแดง

ฤกษ์ออกรถตามวันเกิด: จันทร์ อังคาร พุธ ศุกร์ และ เสาร์

ตัวเลขมงคลเสริมบารมี  : 2, 3, 4, 7, 5, 8, 6

เลขกาลกิณี : 1 และห้ามบวกกันเเล้วเท่ากับ 1

 

สีรถถูกโฉลกตามวันเกิด ผู้ที่เกิดวันอังคาร

สีรถถูกโฉลกตามวันเกิด

สีรถที่ช่วยเสริมความปลอดภัย : สีเขียว

สีรถที่ช่วยเสริมเงินทอง : สีส้ม  สีทอง  สีดำ  สีบรอนซ์

สีรถกาลกิณี :   สีขาว สีเหลือง

ฤกษ์ออกรถตามวันเกิด: อังคาร พุธ พฤหัสบดี และ เสาร์

ตัวเลขมงคลเสริมบารมี  : 3, 4, 7, 5, 8, 6, 1

เลขกาลกิณี : 2 และห้ามบวกกันเเล้วเท่ากับ 2

 

สีรถถูกโฉลกตามวันเกิด ผู้ที่เกิดวันพุธกลางวัน

สีรถถูกโฉลกตามวันเกิด

สีรถที่ช่วยเสริมความปลอดภัย : สีม่วง สีน้ำตาลเข้ม

สีรถที่ช่วยเสริมเงินทอง : สีบรอนซ์  สีดำ  สีน้ำเงิน  สีคราม สีฟ้า

สีรถกาลกิณี : สีชมพู สีโอลด์โรส

ฤกษ์ออกรถตามวันเกิด: อาทิตย์ จันทร์ พฤหัสบดี ศุกร์ และ เสาร์

ตัวเลขมงคลเสริมบารมี  : 4, 7, 5, 8, 6, 1, 2

เลขกาลกิณี : 3 และห้ามบวกกันเเล้วเท่ากับ 3

 

สีรถถูกโฉลกตามวันเกิด ผู้ที่เกิดวันพุธกลางคืน

สีรถถูกโฉลกตามวันเกิด

สีรถที่ช่วยเสริมความปลอดภัย :  สีน้ำเงิน  สีคราม  สีฟ้า

สีรถที่ช่วยเสริมเงินทอง : สีครีม  สีขาว สีบรอนซ์  สีเหลือง  สีชมพู  สีโอลด์โรส

สีรถกาลกิณี : สีแสด  สีเหลือง  สีส้ม  สีทอง

ฤกษ์ออกรถตามวันเกิด: อาทิตย์ จันทร์ อังคาร ศุกร์ และ เสาร์

ตัวเลขมงคลเสริมบารมี  : 8, 6, 1, 2, 3, 4, 7

เลขกาลกิณี: 5 และห้ามบวกกันเเล้วเท่ากับ 5

 

สีรถถูกโฉลกตามวันเกิด ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี

สีรถถูกโฉลกตามวันเกิด

สีรถที่ช่วยเสริมความปลอดภัย : สีบรอนซ์

สีรถที่ช่วยเสริมเงินทอง : สีแดง  สีครีม  สีขาว  สีเหลือง

สีรถกาลกิณี : สีดำ สีม่วง สีน้ำตาลเข้ม

ฤกษ์ออกรถตามวันเกิด: อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัสบดี และ ศุกร์

ตัวเลขมงคลเสริมบารมี  : 5, 8, 6, 1, 2, 3, 4

เลขกาลกิณี : 7 และห้ามบวกกันเเล้วเท่ากับ 7

 

สีรถถูกโฉลกตามวันเกิด ผู้ที่เกิดวันศุกร์

สีรถถูกโฉลกตามวันเกิด

สีรถที่ช่วยเสริมความปลอดภัย : สีแดง

สีรถที่ช่วยเสริมเงินทอง : สีชมพู  สีโอโรส   สีเขียว

สีรถกาลกิณี : สีดำ  สีบรอนซ์

ฤกษ์ออกรถตามวันเกิด: อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พฤหัสบดี และ ศุกร์

ตัวเลขมงคลเสริมบารมี  : 6, 1, 2, 3, 4, 7, 5

เลขกาลกิณี : 8 และห้ามบวกกันเเล้วเท่ากับ 8

 

สีรถถูกโฉลกตามวันเกิด ผู้ที่เกิดวันเสาร์

สีรถที่ช่วยเสริมความปลอดภัย : สีเหลือง  สีส้ม  สีทอง

สีรถที่ช่วยเสริมเงินทอง : สีน้ำเงิน  สีคราม  สีฟ้า

สีรถกาลกิณี :  สีเขียว

ฤกษ์ออกรถตามวันเกิด: อาทิตย์  จันทร์  อังคาร  พฤ  ส

ตัวเลขมงคลเสริมบารมี  : 7, 5, 8, 6, 1, 2, 3

เลขกาลกิณี : 4 และห้ามบวกกันเเล้วเท่ากับ 4

 

 

 

อ่านบทความที่น่าสนใจ

อัพเดท : 8 กุมภาพันธ์ 2564

ทำไมต้องสลับยางรถยนต์?

ปลอดภัยขึ้น

เพิ่มประสิทธิภาพและสมรรถนะในการขับขี่
โดยปกติแล้ว การสลับยาง ในคู่มือรถส่วนใหญ่จะระบุเอาไว้ว่าให้สลับยางทุกๆ 10,000 กิโลเมตร หรือตามที่ผู้ผลิตกำหนดไว้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานของเราด้วย ดังนั้นเราควรหมั่นตรวจสอบยาง ให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานอยู่ตลอดเวลา

หลายคนไม่รู้ว่าขับรถยนต์ เมื่อเวลานานไป เราควรทำการ สลับยางรถยนต์ ด้วย เพราะยางรถยนต์แต่ละล้อมีการใช้งานที่ต่างกัน จึงทำให้เกิดการสึกหรอไม่เท่ากันนั้นเอง การ สลับยางรถยนต์ จะทำให้ยางรถยนต์ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้ เหตุผลที่เราควร สลับยางรถยนต์ มีดังนี้ครับ…

 

1.ยางสึกไม่เท่ากัน หน้ายางเสียรูปทรง ทำให้เกิดอาการพวงมาลัยดึง สั่น เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้
2.ยางฝั่งระบบขับเคลื่อน จะสึกหรอไว การสลับยางจะช่วยเฉลี่ยความสึกหรอ ไปที่ยางเส้นอื่นๆ
3.ยืดระยะการใช้งาน ทำให้ยางทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
4.ประหยัดเงินในระยะยาว ไม่ต้องเปลี่ยนยางบ่อยๆ

 

ในส่วนของการสลับยางนั้น ก็ง่ายๆ ครับ ถ้าจะให้ปลอดภัยที่สุดก็ให้ช่างเขาเป็นคนดูแลจะดีกว่า แต่ถ้าใครไม่สะดวกก็สามารถเปลี่ยนได้เองครับ

 

วิธีการสลับยางรถยนต์ที่ถูกต้อง สำหรับรถยนต์แต่ละประเภท

 

สลับยางรถยนต์

 

1. สำหรับรถยนต์ที่มีการขับเคลื่อนด้วยล้อหน้า การสลับยางจะเป็นรูปแบบการทะแยง จากด้านหลังไปด้านหน้า ตามรูปที่ (1) หรือ สลับยางแบบกากบาท แบบรูปที่ (2) ก็ได้สามารถทำได้

2. สำหรับรถที่ขับเคลื่อนด้วยล้อหลัง หรือ ขับเคลื่อน 4 ล้อ ก็ให้สลับยางจากด้านหน้าไปด้านหลัง เหมือนรูปที่ (3)

3. สำหรับรถยนต์ที่มีการใส่ยาง ที่เป็นชนิดที่มีทิศทางการหมุนทางเดียว จะใช้การสลับยาง แบบรูปที่ (4)

4. สำหรับรถที่ใส่ล้อและยางที่มีขนาดด้านหน้ากับด้านหลังไม่เท่ากัน รวมถึงดอกยางแบบไม่เป็นเป็นทิศทาง แนะนำให้การสลับยางในแบบรูปที่ (5)

5. การสลับยางแบบ 5 วง หรือแบบใช้ยางอะไหล่ คือเพื่อให้ดอกยางมีขนาดที่เท่าๆกันทั้ง 5 เส้น โดยจะให้ทำการสลับยางตามแบบรูปที่ (6) และ (7)

 

เพิ่มเติม : สำหรับรถทั่วไปควรสลับยางทุกๆ 10,000 กิโลเมตร และ 5,000 กิโลเมตร สำหรับรถขับเคลื่อนสี่ล้อ (รถแต่ละประเภทจะมีการสึกหรอแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการใช้งานด้วยครับ)

 

สายพานสายพาน

 

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ

อัพเดท : 15 มกราคม 2564

จอดรถติดไฟแดง เหยียบเบรกโดย เข้าเกียร์ D ไว้ แล้วแอร์ดับ!!

จอดแล้วแอร์ดับ

เข้าเกียร์ D ไว้ แอร์ดับเกิดจากอะไร
ระบบแผงระบายความร้อนหรือพัดลมหน้าแผงคอยล์ไม่ทำงาน ทำให้น้ำยาแอร์ไม่ระบายความร้อนออกมาและน้ำยาแอร์ในแผงคอยล์มีอุณหภูมิสูงแล้วยิ่งรถจอดนิ่งหรือมีจราจรติดขัดคอยล์จะยิ่งร้อนทำให้แอร์รถไม่เย็นกว่าตอนที่รถกำลังเคลื่อนที่

หลายคนเจอปัญหาจอดรถติดไฟแดง เหยียบเบรกโดย เข้าเกียร์ D ไว้ แล้วแอร์ดับ !! การใช้งานแอร์รถที่ยาวนานจนลืมตรวจเช็คระดับน้ำยา อาจทำให้มีปริมาณน้ำยาแอร์ไม่เพียงพอ ในการเพิ่มแรงดันเข้าแผงคอยล์เย็นและไม่มีน้ำยาแอร์ไปดูดจับความร้อนภายในตัวรถทำให้แอร์รถไม่เย็นก็อาจจะมีส่วนครับ

 

ระบบแผงระบายความร้อนหรือพัดลมหน้าแผงคอยล์ไม่ทำงาน ทำให้น้ำยาแอร์ไม่ระบายความร้อนออกมาและน้ำยาแอร์ในแผงคอยล์มีอุณหภูมิสูงแล้วยิ่งรถจอดนิ่งหรือมีจราจรติดขัดคอยล์จะยิ่งร้อนทำให้แอร์รถไม่เย็นกว่าตอนที่รถกำลังเคลื่อนที่

 

เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการศึกษาทั้งระบบการทำงานหรืออาการปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจริง รถยนต์ที่มีอายุการใช้งานนานๆ ควรจะมีการดูแลรักษาที่สม่ำเสมอต้องคอยสังเกตและตรวจเช็ก เพระาหากมีการดูแลที่ดีอาจจะลดความเสี่ยงทั้งเรื่องความปลอดภัยในการขับขี่และทรัพย์สินของท่านเองได้ครับ…..

 

ระบบไฟฟ้าเครื่องปรับอากาศรถยนต์(แอร์) วงจรไฟฟ้า ELECTRICAL CIRCUIT ระบบไฟฟ้าของเครื่องปรับอากาศรถยนต์จำแนกเป็นส่วนสำคัญได้ดังนี้…

 

1. พัดลมเป่าอากาศ หรือนิยมเรียกกันว่า โบลว์เว่อร์ (Blower)
2. สวิตช์พัดลม
3. เทอร์โมสตัท
4. คลัตช์แม่เหล็กไฟฟ้า

 

ในที่นี้จะอธิบายถึงวงจรพื้นฐานของระบบไฟฟ้าของเครื่องปรับอากาศรถยนต์ การต่อวงจรไฟฟ้าในรถยนต์ เทอร์โมสตัทเป็นเครื่องควบคุมการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิซึ่งเกิดจากการตัดต่อทางไฟฟ้า ที่ตัวเทอร์โมสตัทมีท่อคาปิลลารี (capillry Tube) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าท่อส่งสัญญาณความรู้สึก (sensing Tube) ทำหน้าที่ส่งความรู้สึกอุณหภูมิจากอีแวปปอเรเตอร์ไปยังสวิชเทอร์โมสตัท

 

เมื่อเปิดสวิตช์กระแสไฟจะไหลไปยังวงจรคลัตช์ทำให้ขดลวดฟิลด์คอยล์ที่ชุดคลัตช์เกิดอำนาจแม่เหล็กดูดชุดพูลเล่ย์ให้เป็นชุดเดียวกับชุดคลัตช์ ดังนั้นเมื่อเครื่องยนต์หมุนคอมเพรสเซอร์ก็จะหมุน โดยรับแรงขับจากพูลเล่ย์เพลาข้อเหวี่ยงผ่านสายพานมายังพูลเล่ย์คอมเพรสเซอร์ เมื่อคอมเพรสเซอร์หมุนระบบทำความเย็นก็จะเริ่มทำงาน ความเย็นจะเริ่มเกิดขึ้นภายในห้องโดยสาร เมื่อความเย็นที่อีแวปปอเรเตอร์มีความเย็นมาก พอถึงจุดๆ หนึ่งที่ได้ทำการตั้งไว้ที่เทอร์โมสตัทปกติประมาณ 33 องศา

 

สวิตช์เทอร์โมสตัทจะตัดวงจรการทำงานของคลัตช์ ทำให้คอมเพรสเซอร์หยุดหมุนเป็นการตัดการทำงานของคอมเพรสเซอร์ชั่วคราว ขณะที่คอมเพรสเซอร์หยุดทำงานพัดลมที่เป่าลมเย็นออกมายังคงทำงานอยู่เพื่อหมุนเวียนอากาศภายในห้องผู้โดยสาร หน้าคอนแทกในเทอร์โมสตัทก็จะติดกันอีก โดยการส่งสัญญาณความรู้สึกว่าเย็นมากหรือน้อยมาจากตู้อีแวปปอเรเตอร์ผ่านทางท่อคาปิลลารีมายังชุดไดอะแฟรมภายในตัวเทอร์โมสตัท เมื่อหน้าคอนแทกที่เทอร์โมสตัทติดกันอีกก็จะทำให้ชุดคลัชทำงานยังผลให้คอมเพรสเซอร์เริ่มทำงานอีกครั้งเพื่อให้ระบบทำความเย็นทำงานต่อไป ระบบจะเป็นเช่นนี้ตราบเท่าที่ยังคงเปิดสวิตช์ให้ระบบทำความเย็นยังทำงาน

 

 

สายพานสายพาน

 


เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ

อัพเดท : 10 มกราคม 2564

เลือกทะเบียนรถอย่างไรให้มงคล ส่งเสริมโชคลาภ !!

เลขมงคล!!

เสริมดวงขับขี่ ให้มั่งมี สุดปัง!!
การออกรถนั้น นอกจากฤกษ์งามยามดีแล้ว สิ่งสำคญที่ช่วยเสริมดวงในการขับขี่ได้อีกทางหนึ่งก็คือ การเลือกทะเบียนรถยนต์ให้ถูกโฉลกและเป็นมงคลกับตัวเรานั่นเอง แต่จะเลือกทะเบียนมงคลอย่างไรนั้น วันนี้เรามีวิธีเลือกง่ายๆ มากฝากกันครับ ลองนำไปใช้ดูได้เลย โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชมด้วยนะครับ

วิธีการเลือก เลขทะเบียนรถมงคล นี้ ใช้หลักการอ้างอิงจากดวงผู้ใช้รถเป็นหลักนะครับ ซึ่งจะช่วยทำให้การ เลือกทะเบียนรถอย่างไรให้มงคล ส่งเสริมโชคลาภ!! สำหรับผู้ขับขี่เป็นอย่างดีครับ โดยจะเน้นการดูตัวเลขหลังตัวอักษร และไม่รวมผลของเลขทะเบียนนะครับ

 

ทะเบียนรถมงคล สำหรับคนเกิดวันอาทิตย์

คนเกิดวันอาทิตย์ควรใช้เลขทะเบียนที่มีเลขคี่ 2 ตัวในทะเบียนรถ ได้แก่ 1, 3, 5, 7, 9

โดยไม่จำเป็นต้องเป็นตัวเลขที่ซ้ำกัน เช่น 3X7X , X15X เป็นต้น

 

ทะเบียนรถมงคล สำหรับคนเกิดวันจันทร์

คนเกิดวันจันทร์ควรใช้เลขทะเบียนรถเป็นเลขคู่ ได้แก่ 2, 4, 6, 8, 0 เช่น 4XXX , 8XXX

 

ทะเบียนรถมงคล สำหรับคนเกิดวันอังคาร

คนเกิดวันอังคารควรใช้เลขทะเบียนรถที่มีตัวเลขซ้ำกัน 2 ตัว เลขอะไรก็ได้

และไม่จำเป็นต้องอยู่ติดกันเสมอไป เช่น 55XX , X4X4 และ 6XX6 เป็นต้น

 

ทะเบียนรถมงคล สำหรับคนเกิดวันพุธกลางวัน

คนเกิดวันพุธกลางวันควรใช้เลขทะเบียนรถที่มีเลขตัวสุดท้ายเป็นเลขคี่ เช่น 1, 3, 5, 7, 9 เช่น XXX7, XXX9 เป็นต้น

 

ทะเบียนรถมงคล สำหรับคนเกิดวันพุธกลางคืน

คนเกิดวันพุธกลางคืนควรใช้เลขทะเบียนรถที่มีตัวเลขไม่ซ้ำกัน จะเป็นเลขคู่หรือเลขคี่ก็ได้ เช่น 1234, 5678 และ 2468 เป็นต้น

 

ทะเบียนรถมงคล มงคล สำหรับคนเกิดวันพฤหัสบดี

คนเกิดวันพฤหัสบดีควรใช้เลขทะเบียนรถตัวเลขสุดท้ายเป็นเลขคู่ ได้แก่ 2, 4, 6, 8, 0 เช่น XXX2 , XXX6 เป็นต้น

 

ทะเบียนรถมงคล สำหรับคนเกิดวันศุกร์

คนเกิดวันศุกร์ควรใช้เลขทะเบียนรถเลขตัวแรกเป็นเลขคี่ เช่น 1, 3, 5, 7, 9 เช่น 3XXX, 5XXX และ 1XXX เป็นต้น

 

ทะเบียนรถมงคล สำหรับคนเกิดวันเสาร์

คนเกิดวันเสาร์ควรใช้เลขทะเบียนรถที่เรียงตัวเลขจากมากไปหาน้อย หรือเรียงจากเลขน้อยไปหามาก เช่น 7523 หรือ 1469 เป็นต้น

 

ใช้ เลขทะเบียนรถมงคล แล้วก็ต้องขับรถอย่างไม่ประมาท รักษากฎจราจร เพื่อช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์กันด้วยนะครับ

 

 

อ่านบทความที่น่าสนใจ

อัพเดท : 9 มกราคม 2564

การ “รีแมพ” (Remap) ทำให้รถแรงและประหยัดขึ้นจริงเหรอ?

รถแรงขึ้น

ประสิทธิภาพการทำงานเครื่องยนต์ดีขึ้น
การ Remap (รีแมพ) คือการตั้งโปรแกรมและการทำงานของเครื่องยนต์ขึ้นมาใหม่ เพื่อที่จะทำให้เครื่องยนต์มีประสิทธิภาพดีขึ้น และแตกต่างไปจากเดิมให้เหมาะสมกับการขับขี่ของเราได้ด้วยอาจจะมีการที่จะเพิ่มแรงม้า แรงบิด เป็นต้น

การ รีแมพ Remap ECU เป็นการบันทึก Map ใหม่ลงไปโดยจะทำการปรับสูตรต่างๆ ในเครื่องยนต์ใหม่ เพื่อปลดล็อคเครื่องยนต์ให้เต็มประสิทธิภาพ 100% และจะไม่ทำอันตรายใดๆ ต่อตัวรถของผู้ขับขี่นั้นเองครับ ส่วนข้อเสียก็มีอยู่บ้างสำหรับในด้านการใช้งานแต่ถ้าเราดูแลรถได้ดีก็จะสามารถขับขี่และมีอายุการใช้งานที่นานเท่ารถยนต์ที่มี ECU

 

อุปกรณ์ชิ้นส่วนกล่อง ECU หรือชื่อเต็มคือ Electronic Control Unit ถูกออกแบบและพัฒนามาจากพื้นฐานของระบบคอมพิวเตอร์ เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกที่ทำหน้าที่รับข้อมูลจากตัวเซ็นเซอร์ตามจุดต่างๆ จากนั้นนำมาประมวลผล ทำหน้าที่ควบคุมการสั่งจ่ายเชื้อเพลิงและการจุดระเบิดเพื่อให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

รีแมพ

 

การเปลี่ยนแปลงหลังจาก รีแมพ คืออย่างไร…

 

ส่วนใหญ่จะมาในเรื่องรู้สึกถึงความเปลี่ยนไปของสมรรถนะรถยนต์ภายหลังการปรับแต่งโปรแกรมสมองกลของรถยนต์ เช่น รถวิ่งขึ้นความเร็วรอบไหลลื่นขึ้น ซึ่งการตอบสนองจุดนี้จะมากน้อยก็จะไปตามพื้นฐานของรถแต่ละคัน เช่น รถที่มีระบบอัดอากาศจะสามารถเพิ่มกำลังเครื่องยนต์ เพราะรถที่มีระบบอัดอากาศ สามารถตั้งค่าปริมาณอากาศที่อัดเข้าไปในกระบอกสูบได้มากขึ้นด้วยการเพิ่มปริมาณอากาศ (ภาษาชาวบ้านเรียกเพิ่มบูสต์) เช่น เดิมๆ บูสต์โรงงานตั้งอยู่ที่ 0.8 บาร์ ก็เพิ่มเป็น 1 บาร์ หรือ 1.2 บาร์ เป็นต้น จึงสามารถเพิ่มกำลังของเครื่องยนต์ได้โดยง่าย โดยการเพิ่มบูสต์เข้าไปก็ต้องอาศัยปริมาณน้ำมันที่เหมาะสมด้วย

 

สิ่งสำคัญ รีแมพ รถจะหมดประกันคุณภาพไหม….

 

ถ้าทำการตรวจสอบจริงๆ ก็อาจจะยากครับว่ารถคันนี้ทำมาหรือป่าว แต่ก็ยังสามารถนำรถเข้าศูนย์บริการได้ตามปกติชิ้นส่วนไหนเกิดปัญหาจากตัวผลิตภัณฑ์ก็เคลมได้ตามเงื่อนไขที่กำหนดจากผู้ผลิตรถยนต์ ทำไมถึงไม่หมดประกัน ก็เพราะโดยปกติไม่มีใครมานั่งเช็กรถทีละคันหรอกครับว่า โปรแกรมการจ่ายน้ำมัน ส่วนผสมอากาศ บลาๆ ของรถแต่ละคันนั้นแตกต่างไปจากโปรแกรมพื้นฐานที่ถูกตั้งค่ามาจากโรงงาน

 

สายพานสายพาน

 

 


เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ