อัพเดท : 1 สิงหาคม 2561

ไขข้อข้องใจ!! เกียร์ CVT และ เกียร์ Auto คืออะไร แล้วมีดียังไง

เกียร์ต่างกันอย่างไร

ทำความรู้จักเกียร์ CVT VS เกียร์ AUTO
ปัจจุบันรถยนต์ทั่วไปมักใช้เกียร์รถแบบ Auto และยังมีบางส่วนที่ขับแบบเกียร์กระปุก ในขณะที่รถรุ่นใหม่ๆ เริ่มเปลี่ยนมาใช้เกียร์ CVT กันมากขึ้น จะว่าไปแล้วคนขับรถทั่วไป ก็ไม่ค่อยเข้าใจหรือรู้ว่าเกียร์แต่ละแบบนั้นมีดีหรือเสียต่างกันอย่างไร ช่างเค.จึงนำข้อมูลมาฝากครับ

เกียร์ CVT คืออะไร แล้วมีดียังไง

ความแตกต่างระหว่าง เกียร์ CVT vs เกียร์ AUTO

เกียร์ CVT คืออะไร ถือว่าเป็นอีกหนึ่งข้อสงสัยสำหรับหลายๆคนวันนี้ผม “ช่างเค” เลยจะขอเอาประเด็นนี้มาอธิบายให้เพื่อนๆเข้าใจ และทำความรู้จักกันให้มากยิ่งขึ้นครับ

ระบบเกียร์ CVT (CONTINOUS VARIABLE TRANSMISSION) ในรถยนต์ หรือ ระบบเกียร์แปรผัน เป็นเกียร์ที่จะเปลี่ยนแปลงการทำงานตามกำลังที่ส่งมาจากเครื่องยนต์ ซึ่งในชุดเกียร์จะประกอบด้วย พูลเลย์ 2 ตัว ตัวแรกต่อกับเครื่องยนต์เรียกว่า พูลเล่ย์ขับ (DRIVE PULLEY) ส่วนตัวที่ต่อกับเพลาจะเรียกว่า พูลเลย์ตามหรือพูลเล่ย์กำลัง (DRIVEN PULLEY) โดยทั้งสองตัวจะทำงานสอดคล้องกันตามอัตราเร่งและรอบเครื่องยนต์

ในชุดเกียร์ AUTOMATIC หรือเกียร์ธรรมดา (Manual)

สำหรับรถยนต์เกียร์ AUTO หรือเกียร์ MANUAL ปกติเวลาเราเปลี่ยนจะต้องเข้าเกียร์ ซึ่งภายในเกียร์ก็จะเปลี่ยนและเลื่อนการขบกันของเฟืองไปยังชุดเกียร์ต่าง ๆ เช่น เกียร์ 1,2,3,4 จนถึงเกียร์สุดท้าย เพื่อให้ทำงานตามอัตราทดของเกียร์นั้น ๆ ทำให้รู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนอัตราทดในเกียร์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเปลี่ยนให้อัตราทดสูงขึ้นหรือต่ำลง หรือสามารถสังเกตได้จากรอบของเครื่องยนต์ อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่ามันช่วยเพิ่มอรรถรสและอารมณ์สนุกเร้าใจในการขับขี่ได้ ในส่วนของเกียร์ CVT ในรถยนต์นั้น จะไม่มีชุดเฟืองในแต่ละเกียร์ แต่จะปรับอัตราทดด้วยการเปลี่ยนขนาดของพูลเล่ย์ให้เป็น พูลเลย์ขับเล็ก พูลเลย์ตามใหญ่ เพื่อให้ได้แรงบิดในการออกตัว เปรียบเทียบก็เหมือนเกียร์ 1 เฟืองเล็กขับเฟืองใหญ่ เมื่อความเร็วสูงขึ้น ใช้เกียร์สูงขึ้น พูลเลย์ขับก็จะขยายตัวใหญ่ขึ้น ในขณะที่พูลเลย์ตามจะมีขนาดลดลง กลายเป็นใหญ่ขับเล็กและจะได้ความเร็ว ซึ่งรถมอเตอร์ไซค์ออโตเมติกปัจจุบันก็เป็นการทำงานแบบนี้เช่นกัน

ในเกียร์ CVT กับเกียร์ AUTO หรือเกียร์ธรรมดา จะมีหลักการปรับเปลี่ยนอัตราทดเหมือนกันคือเปลี่ยนจากเฟืองมาเป็นพูลเล่ย์ ที่จะขยายใหญ่หรือลดขนาดไปตามอัตราทดที่ต้องการ โดยใช้สายพานโลหะเป็นตัวเชื่อมการทำงานของพูลเลย์ทั้ง 2 อันไว้ด้วยกัน ซึ่งระบบการปรับขนาดของพูลเล่ย์นี้มีทั้งแบบทำงานโดยไฟฟ้าและไฮดรอลิก ทำให้ไร้ความรู้สึกในการปรับเปลี่ยนอัตราทดในเกียร์ CVT

ข้อดีของเกียร์ CVT

ข้อดีของเกียร์ CVT จุดเด่นคือความนุ่มนวล เพราะเกียร์ CVT จะเปลี่ยนอย่างต่อเนื่องไม่มีรอยต่อการเปลี่ยนเกียร์ จาก 1 ไป 2 ไป 3 เหมือนเกียร์ AUTO ปกติ ดังนั้นจึงทำให้รถยนต์นิ่งไม่มีความรู้สึกถึงการกระชาก หรือกระตุกในจังหวะเปลี่ยนเกียร์ แต่จะค่อย ๆ ไต่ความเร็วขึ้นไปเรื่อย ๆ อย่างนุ่มนวล ในขณะเดียวกันข้อดีของการที่เกียร์ไม่กระชาก จะทำให้รอบเครื่องไม่กระชากตามไปด้วย ส่งผลให้ทำให้อัตราการบริโภคน้ำมันลดลง และไม่มีการลากรอบทิ้งก่อนเปลี่ยนเกียร์เหมือนเกียร์ออโต้

ส่วนข้อเสียนั้นจริง ๆ แล้วอาจจะไม่ได้เรียกว่าเป็นข้อเสียซะทีเดียว เพราะส่วนใหญ่มักจะเกิดกับคนเท้าหนักหรือคนที่คุ้นเคยกับเกียร์ในแบบที่มีรอยต่อเกียร์ให้รู้สึกลากรอบเพื่อเรียกแรงบิดในเกียร์ออโต้เป็นหลัก เพราะอย่างที่อธิบายไปแล้วว่าเกียร์แบบนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อให้การเปลี่ยนเกียร์นุ่มนวลไม่กระชาก ดังนั้นบรรดาขาซิ่งหรือผู้ที่คุ้นเคยกับเกียร์ออโต้แบบเก่า จึงรู้สึกเหมือนกับว่ารถมันไม่ค่อยวิ่ง ถ้าไปใช้วิธีการขับแบบเดิม ๆ ก็กลายเป็นมีแต่รอบ รถไม่วิ่ง แถมมาด้วย พอรถมันรู้สึกเหมือนไม่วิ่งก็คิ๊กดาวน์บ่อย ๆ กระชากสายพานบ่อย ๆ อายุสายพานก็ลดลง แต่ถ้าวัดความเร็วกันจริง ๆ ก็ช้ากว่าเกียร์ธรรมดาไม่มากนัก แค่รู้สึกไม่ทันใจเท่านั้นเอง เกิดจากการขัดความรู้สึกที่ชินกับเกียร์ออโต้หรือเกียร์ธรรมดาซะมากกว่า

ในการขับขี่รถยนต์ที่ใช้งานเกียร์ CVT อย่างถูกวิธี ซึ่งนอกจากจะทำให้คุณรีดสมรรถนะของเกียร์แบบนี้ ออกมาได้มากกว่าเดิมแล้ว ยังช่วยยืดอายุของเกียร์ให้มากขึ้นด้วย ในการออกตัวเกียร์ CVT จะทำงานด้วยอัตราทดที่สัมพันธ์กันตามการหมุนของรอบเครื่อง เพราะฉะนั้นในการออกตัวควรจะเริ่มจากค่อย ๆ กดคันเร่งลงไปเล็กน้อยให้รอบเครื่องเริ่มขยับ จนรู้สึกว่าเริ่มมีแรงบิดจากเกียร์ แล้วจึงค่อย ๆ เติมคันเร่งเพิ่มเข้าไป การใช้วิธีนี้จะทำให้รถออกตัวได้เร็วและนุ่มนวลกว่าการออกตัวแบบเหยีบคันเร่งไปแบบเต็มที่หรือทันทีทันใด เพราะการกดคันเร่งแบบหนักหน่วงทันทีจะทำให้รอบเครื่องกวาดขึ้น แต่พูลเล่ย์จะหมุนตามไม่ทัน รถจึงเกิดอาการรอรอบ

ส่วนวิธีที่จะขับให้ประหยัดนั้น พอรถออกตัวเคลื่อนที่แล้วให้กดคันเร่งเน้น ๆ หน่อย โดยรถจะค่อย ๆ ไต่ความเร็วขึ้นไปจนถึงความเร็วที่ต้องการให้ยกเท้าขึ้นนิดนึง แล้วคงความเร็วไว้นิ่งๆ ในช่วงความเร็วที่ต้องการ จะเป็นการขับโดยไม่มีรอบฟรีทิ้งให้เปลืองน้ำมัน ในการแซงหากกระแทกคันเร่งลงไปทีเดียวรถก็จะเกิดอาการรอรอบ (รอบกวาดสูง) เช่นกัน ต้องใช้วิธีเบิ้ลคันเร่งคือเมื่อจะเร่งแซงก็ให้กดคันเร่งเหมือนคิ๊กดาวน์ แล้วถอนออกเพื่อให้เกียร์ทำงานเร็วขึ้น

การบำรุงรักษา เกียร์ CVT

โดยส่วนใหญ่ผู้ขับขี่รถยนต์จะคุ้นเคยกับเกียร์ออโต้แบบเดิม คือ การออกตัวแบบรุนแรงรีบร้อนหรือการลากรอบเครื่องรอบเกียร์สูง ๆ บ่อย ๆ ฉะนั้นสิ่งแรกที่ถือว่าเป็นการบำรุงรักษารถยนต์เกียร์ CVT นั้น ต้องเริ่มจากการปรับพฤติกรรมการขับขี่ก่อน ได้แก่การไม่ออกตัวแบบกระชาก หรือไม่ทำเลยได้ยิ่งดี เพราะสายพานโลหะที่เชื่อมกำลังระหว่างพูลเล่ย์ทั้ง 2 ตัว ถ้ามีการกระชากบ่อย ๆ สายพานก็จะชำรุดเสียหาย ต่อมาควรมีการบำรุงรักษาอย่างถูกต้องและเหมาะสมตามระยะ นั่นคือ ตรวจสอบหรือเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ตามระยะที่คู่มือกำหนด หรือเปลี่ยนทุก ๆ 40,000 หรือ 80,000 กม. และเพื่อให้สบายใจในการขับขี่มากควรเลือกเกรดน้ำมันเกียร์ให้ถูกต้องและเหมาะสมตามสเปคมาตรฐานของเกียร์ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะน้ำมันเกียร์ของเกียร์ AUTO ธรรมดากับน้ำมันเกียร์ CVT มีค่าความหนืดไม่เท่ากัน ไม่ควรเอามาใช้ปนกันเด็ดขาด! …ซึ่งเพื่อนๆคนไหนที่มีความสนใจเปลี่ยนถ่าย ดูแลบำรุงรักษา สามารถเข้ามาใช้บริการที่ศูนย์บริหารมาตรฐาน โตโยต้า เค.มอเตอร์ส ทั้ง 17 สาขา ของเราได้เลยครับ หรือโทรนัดหมายหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 02-662-6555

สรุป เกียร์ CVT vs เกียร์ AUTO ไม่ว่าจะเป็นเกียร์แบบไหน การใช้งานการขับขี่ก็เป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้เกิดสมรรถนะสูงสุดไม่ว่าจะการสิ้นเปลืองหรือพละกำลัง รวมถึงอายุการใช้งานที่จะยืดยาวนานหรือสั้นก็อยู่ที่การขับขี่ซะส่วนใหญ่แล้วล่ะครับ ลองปรับเปลี่ยนและทำความคุ้นเคยกับเกียร์ CVT ดู แล้วจะรู้เลยว่ามันก็ไม่ธรรมดาจริงๆ /ช่างเค

อัพเดท : 25 พฤษภาคม 2569

เติมน้ำมันผิด เครื่องไม่พังทันที แต่พังแน่…

ระวัง

ตรวจสอบให้ดี ไม่งั้นเสียค่าซ่อมแพง…
เติมน้ำมันผิดชนิด เช่น ดีเซลเติมเบนซิน หรือเบนซินเติมดีเซล แม้เครื่องยนต์อาจไม่พังทันทีในวินาทีแรก แต่ก็จะสร้างความเสียหายต่อระบบเชื้อเพลิง หัวฉีด และเครื่องยนต์อย่างรุนแรงแน่นอน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำมันที่เติมเข้าไปและปริมาณน้ำมันที่อยู่ในถัง

ถ้าน้ำมันที่เติมผิดน้อยอาจไม่มีอาการ หรืออาจเกิดอาการหลังใช้งานไปหลายวัน แต่หลักๆ คือ จะส่งผลทำให้เกิดปัญหากับเครื่องยนต์แน่นอน ในทางกลับกันถ้าปริมาณน้ำมันที่เติมผิดมีปริมาณมาก จะทำให้เกิดความเสียหายได้ในทันที โดยจะมีอาการเครื่องยนต์สั่นแล้วดับและสตาร์ตไม่ติดอีกเลย

 

เครื่องยนต์เบนซินเติมน้ำมันดีเซล
กรณีที่เติมน้ำมันผิด อาการที่เกิดขึ้นหลังจากเติมเสร็จเมื่อสตาร์ตเครื่องยนต์ เครื่องยนต์จะยังคงสตาร์ตติดได้ตามปกติ เนื่องจากยังมีน้ำมันที่อยู่ในระบบเชื้อเพลิง แต่หลังจากนั้นประมาณ 1-2 นาที น้ำมันในถังที่เติมผิดจะเข้าสู่เครื่องยนต์จนทำให้เครื่องยนต์สั่น มีอาการสะดุด ไม่มีกำลัง ควันดำ หรือดับไปในที่สุด และอาจจะสตาร์ตไม่ติดอีกเลย ในกรณีที่น้ำมันเจือปนจำนวนมาก แต่หากน้ำมันที่เติมเข้าไปมีปริมาณการเจือปนน้อย เครื่องยนต์อาจจะยังติดได้อยู่ แต่จะมีอาการเร่งไม่ขึ้น สั่น ไม่มีกำลัง ควันดำอยู่ตลอดเวลา หากพบอาการเหล่านี้ ควรรีบดับเครื่องยนต์ และนำรถเข้าไปตรวจสอบ แก้ไข ถ่ายน้ำมันออกทันที ถ้าปล่อยไว้นานจะเกิดปัญหารุนแรงต่อเครื่องยนต์ได้ เช่น เกิดเขม่าสะสมในห้องเผาไหม้ หรือเกิดการอุดตันของตัวกรองไอเสียในท่อไอเสียได้

 

เครื่องยนต์ดีเซลเติมน้ำมันเบนซิน

กรณีที่เติมน้ำมันผิด อาการที่เกิดขึ้นหลังจากเติมเสร็จ เมื่อสตาร์ตเครื่องยนต์เครื่องยนต์ยังคงสตาร์ตติดได้ปกติ เนื่องจากยังมีน้ำมันที่อยู่ในระบบเชื้อเพลิง หลังจากนั้นประมาณ 1-2 นาที น้ำมันในถังที่เติมผิดจะเข้าสู่เครื่องยนต์ ทำให้เครื่องยนต์สั่น สะดุด ไม่มีกำลัง ควันขาว หรือดับไปในที่สุด และอาจสตาร์ตไม่ติดอีกเลย ในกรณีที่น้ำมันเจือปนจำนวนมาก แต่น้ำมันที่เติมเข้าไปมีปริมาณการเจือปนน้อย เครื่องยนต์อาจยังคงติดได้ แต่จะมีอาการเร่งไม่ขึ้น สั่น ไม่มีกำลัง ควันขาว สร้างความเสียหายกับเครื่องยนต์ดีเซลได้มากกว่าที่คิด เนื่องจากระบบเชื้อเพลิงของเครื่องยนต์ดีเซล เช่น หัวฉีด,รางคอมมอลเรล,ปั๊มคอมมอนเรล จะใช้น้ำมันดีเซลที่มีคุณสมบัติในการหล่อลื่น เป็นตัวหล่อลื่นในระบบ ถ้าเติมเบนซินเข้าไปจะทำให้เกิดความเสียหายกับหัวฉีด,รางคอมมอลเรล,ปั๊มคอมมอลเรล เกิดการติดขัดเสียหายจนต้องเปลี่ยนใหม่ซึ่งมีราคาสูงมาก

 

วิธีการแก้ไขเมื่อรู้ตัวว่าเติมน้ำมันผิด
วิธีการแก้ไขเมื่อรู้ตัวว่าเติมน้ำมันผิด หากยังไม่สตาร์ตเครื่องยนต์ จะยังไม่เกิดความเสียหายมากนัก ให้ถ่ายน้ำมันที่เติมผิดออกจากถัง โดยให้แจ้งพนักงานปั๊มหรือติดต่อช่าง เพื่อดูดน้ำมันที่เติมผิดออกให้หมดจากถัง จากนั้นให้เติมน้ำมันที่ถูกต้องเข้าไปแทน ก็เป็นอันเรียบร้อย

 

หากสตาร์ทเครื่องยนต์ไปแล้ว จนรถมีอาการสั่น ดับ และสตาร์ตไม่ติดอีกเลย อันนี้เรื่องใหญ่เพราะนอกจากต้องถ่ายน้ำมันออกจากถังแล้ว ต้องทำการล้าระบบเชื้อเพลิงทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นหัวฉีด ท่อทางเดินน้ำมัน และเปลี่ยนไส้กรองน้ำมัน ซึ่งสามารถทำได้ในรถเครื่องยนต์เบนซิน เมื่อทำตามขั้นตอนนี้ก็จะกลับมาใช้งานได้ปกติ แต่ถ้าเป็นเครื่องยนต์ดีเซลจะเกิดปัญหาได้มากกว่า และมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า ถึงขั้นอาจต้องเปลี่ยนหัวฉีด,รางคอมมอลเรลและปั้มคอมมอลเรลใหม่ เพราะส่วนใหญ่ถ้าสตาร์ตเครื่องยนต์ติด จนเครื่องยนต์ดับไปเอง การล้างทำความสะอาดจะช่วยไม่ค่อยได้ หรืออาจทำให้มีปัญหาตามมาในภายหลังได้

 

 

การป้องกันการเติมน้ำมันผิด

ก่อนอื่นต้องรู้ว่ารถที่ขับอยู่ เติมน้ำมันชนิดไหน และควรดับเครื่องยนต์ทุกครั้งเวลาเติมน้ำมันเพื่อความปลอดภัยและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับรถในกรณีที่เติมน้ำมันผิด โดยให้สังเกตหัวจ่ายและตรวจสอบความถูกต้องของน้ำมันทุกครั้งเวลาเติม เพื่อตรวสอบว่าเด็กปั๊มเติมให้ถูกต้อง เพียงเท่านี้ก็ช่วยป้องกันความเสียหาย หรือลดความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นได้แล้วครับ

 

สายพานสายพาน     เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ

 

อัพเดท : 14 พฤษภาคม 2569

เสื้อสีมงคล “รับรถปังๆ ประจำเดือนพฤษภาคม 2569

เช็กเลย!

ใส่แล้วปัง รับรถทั้งที…ใส่ให้เฮงไปเลย!
ในเดือนพฤษภาคม 2569 หากคุณกำลังวางแผน “รับรถใหม่” แล้วอยากเสริมความเป็นสิริมงคลตั้งแต่ก้าวแรก
การเลือก สีเสื้อมงคลรับรถ ตามวันเกิด ถือเป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับที่สายมูนิยม มาเช็ก “สีเสื้อมงคลรับรถ”ให้ปังตั้งแต่วันรับรถ และเฮงยาวตลอดการใช้งานกันเลย…

การออกรถใหม่ไม่ใช่แค่เรื่องของการเดินทาง แต่ยังเป็น “จุดเริ่มต้นของความสำเร็จ” หลายคนจึงให้ความสำคัญกับความเป็นสิริมงคล ไม่ว่าจะเป็นฤกษ์ออกรถ ทะเบียนรถ หรือแม้แต่ “สีเสื้อวันรับรถ” เพื่อเสริมโชคลาภและความมั่นใจ เราได้รวม “เสื้อสีมงคลรับรถใหม่ เดือนพฤษภาคม 2569” ครบทุกวัน ใส่ตามได้ง่าย ใช้ได้จริง

 

สีเสื้อมงคล รับรถเดือนพฤษภาคม 2569
ใส่แล้วปัง รับรถทั้งที…ใส่ให้เฮงไปเลย !

 

วัน สีมงคลใส่รับรถ เสริมอะไร ห้ามใส่
อาทิตย์ แดง / ชมพู / เขียว เงิน + โชคลาภ น้ำเงิน
จันทร์ ม่วง / เขียว / ฟ้า เงิน + โชค + คนช่วย แดง
อังคาร ส้ม / แดง / เหลือง เงินแรง โชคลาภจัดเต็ม ขาว
พุธ เขียว / ฟ้า / ครีม เงิน + ความราบรื่น ชมพู
พฤหัส น้ำเงิน / แดง / ขาว งาน + โชค + ผู้ใหญ่หนุน ม่วง
ศุกร์ ฟ้า / ขาว / ชมพู เงิน + เสน่ห์ เทา/ดำ
เสาร์ ส้ม / ม่วง / แดง โชคลาภ + การเงิน เขียว

 

วัน “มงคล” รับรถเดือนเดือนพฤษภาคม 2569 นี้
• 4 / 11 / 18 / 25 / 29 = วันเฮง รับรถดีมาก

 

แม้ “สีมงคล” จะเป็นความเชื่อส่วนบุคคล แต่การเลือกสวมใส่เสื้อสีที่ถูกโฉลกกับวัน ก็ช่วยเสริมความมั่นใจ และทำให้การเริ่มต้นวันใหม่เต็มไปด้วยพลังบวกและความสดใส อย่าลืมนำ “สีเสื้อมงคลประจำเดือนพฤษภาคม 2569” ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อเติมเต็มความรู้สึกดี ๆ และเสริมสิริมงคลให้กับตัวเองตลอดทั้งเดือน

 

ติดตามข้อมูลข่าวสาร อัปเดตโปรโมชันดี ๆ และข้อเสนอพิเศษจาก โตโยต้า เค มอเตอร์ส ได้ตลอดทั้งปี
หากกำลังมองหารถใหม่ พร้อมบริการครบครัน นึกถึง โตโยต้า เค มอเตอร์ส นะครับ ^^

 

 

 

อ่านบทความที่น่าสนใจ

อัพเดท : 22 เมษายน 2569

5 ฟังก์ชันในรถยนต์โตโยต้า ที่มีอยู่จริง แต่คนใช้ไม่ถึงครึ่ง…

มีประโยชน์

มากกว่าที่คิด ขับขี่ง่ายขึ้นกว่าที่เคย …ด้วยเทคโนโลยีในรถยนต์ปัจุจุบันมีการพัฒนาไปมาก จึงมีการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ในรถมากขึ้นโดยมีจุดประสงค์ในด้านความปลอดภัย การประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง และอำนวยความสะดวกต่อผู้ใช้รถในการเดินทางให้มากที่สุด

ซึ่งยังมีหลายฟังก์ชันที่มีมาในรถ แต่ผู้ขับขี่ไม่ค่อยได้ใช้งานหรือไม่เคยได้ใชงานเลย อาจจะเนื่องจากสภาพถนนไม่อำนวยหรือไม่ค่อยได้ใช้ก็เลยไม่ชิน และยังมีบางฟังชันที่ทางผู้ขับขี่เกิดความรำคาญจึงไม่ค่อยได้ใช้งาน วันนี้จะยกตัวอย่าง 5 ฟังก์ชันดีๆ ที่มีประโยชน์มากกว่าที่คิด มีดังต่อไปนี้

 

1. ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control)

ระบบนี้จะทำหน้าที่ล็อกความเร็วรถเอาไว้ให้คงที่ตามที่ผู้ขับขี่ตั้งค่า โดยผู้ขับขี่ไม่ต้อง
เหยียบคันเร่ง ระบบจะควบคุมความเร็วให้คงที่เอาไว้ให้ ผู้ขับขี่มีหน้าที่เพียงควบคุมพวงมาลัยและคอยเหยียบเบรก เมื่อเห็นว่าจำเป็นต้องชะลอหรือหยุดรถเท่านั้น โดยสามารถตั้งความเร็วตั้งแต่ 40 ถึง 200 กิโลเมตร/ชั่วโมง ระบบนี้จะไม่เหมาะกับการใช้งานในพื้นที่ที่มีการจราจรติดขัด แต่เหมาะกับการใช้งานในการเดินทางไกลและการจราจรไม่ติดขัด จึงทำให้ไม่ค่อยได้ใช้งานกัน

 

2. ระบบแจ้งเตือนมุมอับสายตา (Blind Spot Monitor)

ระบบนี้จะช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดบอด โดยการส่งสัญญาณไฟเตือนและมีไฟเตือนอยู่ที่กระจกมองข้างเพื่อแจ้งเตือนให้ผู้ขับขี่ระมัดระวัง ในการควบคุมรถเพื่อความปลอดภัย ผู้ขับขี่บางคนมักจะปิดการทำงานเพราะรำคาญเสียงเตือนโดยเฉพาะการใช้งานในพื้นที่การจราจรคับคั่ง

 

3. โหมดการขับขี่แบบประหยัด (Eco Mode)

โหมดนี้จะช่วยปรับการทำงานเครื่องยนต์ รวมทั้งยังควบคุมการทำงานของระบบแอร์และระบบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประหยัดน้ำมันได้สูงสุด แต่ผู้ขับขี่บางท่านก็จะรู้สึกว่าการตอบสนองของคันเร่งช้าไม่ทันใจจึงไม่ค่อยใช้งานโหมดนี้

 

4. ระบบดับ/ติดเครื่องยนต์อัตโนมัติ (Auto Start-Stop)

ระบบนี้จะดับเครื่องเองเมื่อรถจอดนิ่ง เช่น ติดไฟแดง ช่วยลดการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงและลดมลพิษ และจะติดเครื่องยนต์ขึ้นมาเมื่อเหยียบคันเร่ง หรือเมื่อระบบตรวจพบว่าจะต้องชาร์จไฟหรือทำความเย็น แต่ผู้ขับขี่บางคนอาจไม่ชอบเวลาเครื่องยนต์ดับและสตาร์ตขึ้นกลับไปกลับมา จึงปิดการใช้งานหลังจากสตาร์ตเครื่องยนต์ติดแล้ว

 

5. ตำแหน่งเกียร์ B ( Brake )

เกียร์ B เป็นตำแหน่งเกียร์ที่ช่วยชะลอความเร็วรถโดยใช้เครื่องยนต์ช่วยเบรก เพื่อลดการใช้เบรก เช่นในเวลาขับรถขึ้น/ลงห้างหรือขับขึ้น/ลงเขา จะช่วยลดการเหยียบเบรก ได้รถจะไม่ไหลลงทางลาดเร็ว เหมือนในตำแหน่งเกียร์ D ช่วยให้ปลอยภัยในการขับขี่ได้ โดยเฉพาะในการขับรถลงทางชัน เช่น ขับลงเขาต่อเนื่องนานๆ จำเป็นอย่ายิ่งที่จะต้องใช้งานตำแหน่งเกียร์ B เพื่อป้องกันเบรกร้อนจัดจนเบรกไม่อยู่ แต่ยังมีผู้ใช้รถที่ยังไม่ค่อยใช้งานตำแหน่งเกียร์ B ครับ

สายพานสายพาน     เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ

 

อัพเดท : 22 เมษายน 2569

เกียร์ S M -/+ เหมาะกับการใช้งานตอนไหน อย่างไร?

วิธีใช้

ใช้อย่างไรให้ได้ประสอทธิภาพสูงสุด…
เกียร์ S หรือเกียร์ Sport เกียร์ M หรือ Manual Mode เป็นโหมดการเปลี่ยนเกียร์ในรถเกียร์อัตโนมัติที่จะทำงานเหมือนเกียร์ธรรมดาโดยผู้ขับขี่จะต้องทำการเปลี่ยนเกียร์ขึ้น ( M+) หรือเปลี่ยนเกียร์ลง (M-) ให้เหมาะสมกับความเร็วรถและสภาวะการในขับขี่เอง

ซึ่งจะต้องเปลี่ยนอัตราทดเกียร์ให้เหมาะสมกับความเร็วรถและสภาวะในการขับขี่ โดยการควบคุมที่คันเกียร์ หรือที่พวงมาลัยในรุ่นที่มีสวิตช์ควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย หรือที่เรียกว่า Paddel Shift

 

1. การใช้งานในขณะออกตัว เมื่อเลื่อนคันเกียร์จากตำแหน่งเกียร์ D มาที่ตำแหน่งเกียร์ S M ระบบควบคุมเกียร์อัตโนมัติจะสั่งให้เกียร์เปลี่ยนไปที่เกียร์ตำแหน่งเกียร์ 4 หรือเกียร์ 5 แล้วแต่รุ่นรถ เพื่อลดอาการกระตุกของเกียร์ ผู้ขับขี่จะต้องทำการดันคันเกียร์หรือสวิตช์ Paddel Shift ที่พวงมาลัย ไปด้าน S M – เพื่อลดอัตราทดเกียร์จากตำแหน่งเกียร์ 4 ลงมาที่เกียร์ 1 (M1) จาก (M4-M3-M2-M1) เพื่อให้รถมีกำลังในการขับเคลื่อนออกตัวไปได้ แต่ถ้าออกตัวที่ตำแหน่งเกียร์ 4 รถจะไม่มีกำลังในการขับออกตัวไป

2. การใช้งานในขณะขับขี่ เมื่อต้องการเร่งแซงหรือต้องการควบคุมอัตราทดเกียร์เองโดยผู้ขับขี่ในระหว่างการขับขี่ โดยเลื่อนคันเกียร์จากตำแหน่งเกียร์ D มาที่ตำแหน่งเกียร์ S M ระบบควบคุมเกียร์อัตโนมัติจะสั่งให้เกียร์เปลี่ยนไปที่เกียร์ตำแหน่งเกียร์ 4 หรือเกียร์ 5 (แล้วแต่รุ่นรถ) เพื่อลดอาการกระตุกของเกียร์ หรืออาการหัวทิ่ม หากใช้ควาเร็วสูงมากเกินไปเวลาเลื่อนคันเกียร์จากเกียร์ D มาที่เกียร์ S M ผู้ขับขี่ควรจะใช้ความเร็วให้ต่ำกว่า 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง จากนั้นผู้ขับขี่จะต้องทำการดันคันเกียร์หรือกดสวิตช์ Padel Shift ที่พวงมาลัย ไปด้าน S M – หรือ S M + เพื่อเพิ่มหรือลดอัตราทดเกียร์ให้เหมาะสมกับความเร็วรถในขณะนั้น เช่นในขณะเปลี่ยนมาที่เกียร์ S M เมื่อต้องการจะทำการเร่งแซง ถ้ารู้สึกว่าเร่งแล้วไม่มีกำลังก็ต้องลดเกียร์ลง (กด S M -) เพื่อให้มีแรงฉุดลากหรือพุ่งไปด้านหน้าให้เร็วที่สุด แต่พอเปลี่ยนเกียร์มาที่เกียร์ S M แล้วอาการเหมือนรถถูกดึงหรือหัวทิ่มก็ต้องเพิ่มอัตราทดเกียร์ (กด S M +) เพื่อลดอาการดึงของรถ

3. การใช้งานในการขึ้น/ลงทางชัน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้เกียร์ S M ในการขับลงทางชันโดยเฉพาะการขับรถลงเขาต่อเนื่องนานๆ เพื่อลดการใช้งานของเบรก ซึ่งหากเบรกร้อนจัดจะทำให้เบรกไม่อยู่หรือที่เรียกว่าเบรกเฟด การใช้เกียร์ S M จะเป็นการใช้เครื่องยนต์ช่วยเบรกหรือชะลอรถ (Engine Brake) โดยผู้ขับขี่จะต้องควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ให้เหมาะสมกับความเร็วรถความลาดชัน นอกจากนี้การใช้เกียร์ S M ในการปีนป่ายขึ้นทางชันก็จะช่วยให้สะดวกมากขึ้นกว่าตำแหน่งเกียร์ D

 

สรุป ตำแหน่งเกียร์ S M เหมาะสำหรับใช้งานตอนที่ต้องการควบคุมรอบเครื่องยนต์และอัตราทดเกียร์เองเหมือนรถเกียร์ธรรมดา ใช้ในการขับขี่เร่งแซงหรือใช้ในเวลาเร่งรีบ เนื่องจากตอบสนองต่อคันเร่งได้ดีกว่าตำแหน่งเกียร์ D และที่สำคัญจะต้องใช้เกียร์ S M เวลาขับขี่ขึ้นลงทางชันโดยเฉพาะเวลาขับลงเขาชันต่อเนื่องนานๆ มีความจำเป็นมากที่ต้องใช้เกียร์ S M เพื่อที่จะใช้เครื่องยนต์ในการช่วยชะลอความเร็วหรือช่วยเบรก (Engine Brake) เพื่อลดการใช้เบรกลง เพราะหากใช้เกียร์ D ขับลงเขาจะทำให้รถไหลลงเขาเร็วกว่าปกติ จนทำให้ต้องเหยียบเบรกอยู่บ่อยๆ เพื่อชะลอความเร็วและเมื่อใช้เบรกต่อเนื่องนานๆ จะทำให้เบรกร้อนจัดหรือหรือที่เรียกว่าเบรกเฟด ส่งผลให้รถเบรกไม่อยู่จนไม่สามารถควบคุมรถได้ในที่สุด ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยผู้ขับขี่จึงต้องใช้งานเกียร์ S M ในการขับรถลงเขาที่มีความชัน และต้องใช้เกียร์ S M ให้เกิดความชำนาญ เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้ร่วมทางครับ

 

สายพานสายพาน     เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ

 

อัพเดท : 10 เมษายน 2569

“เคล็ดเสริมพลังดีรับสงกรานต์ ก่อนออกเดินทางเดือนเมษายน”

ห้ามพลาด

หยุดยาวนี้ เดินทางราบรื่นตลอดทริป
ช่วงสงกรานต์ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการเดินทางและการเริ่มต้นใหม่ การเตรียมรถให้พร้อมควบคู่กับการเตรียมใจ เป็นอีกหนึ่งเคล็ดความเชื่อ ช่วยเสริมความสบายใจและความราบรื่นในการเดินทางตลอดเดือนเมษายน ไม่ว่าจะเดินทางใกล้หรือไกล ความพร้อมของรถและพลังใจที่ดี คือจุดเริ่มต้นของทุกเส้นทางที่ราบรื่น

“เคล็ดเสริมพลังดีรับสงกรานต์ ก่อนออกเดินทางเดือนเมษายน” ราบรื่นตลอดทริป


เดือนเมษายนถือเป็นเดือนแห่งการเดินทาง โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่หลายคนใช้รถกลับบ้าน ท่องเที่ยว หรือใช้เวลาอยู่กับครอบครัว หนึ่งในความเชื่อที่ได้รับความนิยม คือการเตรียมความพร้อมทั้ง “รถ” และ “พลังใจ” ก่อนออกเดินทาง เพื่อเสริมความสบายใจและความราบรื่นตลอดเส้นทาง

 

• เตรียมรถให้พร้อม เสริมพลังดีรับปีใหม่ไทย

สิ่งที่แนะนำ :
• ล้างรถก่อนเดินทาง เปรียบเสมือนการรีเฟรชพลังรับปีใหม่ไทย
• จัดระเบียบภายในรถ ให้โล่ง โปร่ง สบายตา
• เช็กสภาพยาง เบรก และไฟส่องสว่างให้พร้อมใช้งาน

เคล็ด:
ก่อนสตาร์ทรถ ลองตั้งจิตอธิษฐานสั้น ๆ ขอให้การเดินทางช่วงสงกรานต์เป็นไปอย่างปลอดภัยและราบรื่น

 

• ของมงคลเล็ก ๆ ติดรถ เสริมความสบายใจในการเดินทาง
ได้แก่:
• พวงกุญแจมงคล หรือเครื่องรางขนาดเล็ก
• ดอกไม้แห้ง หรือดอกไม้หอมอ่อน ๆ
• น้ำดื่มสะอาด วางในตำแหน่งที่เหมาะสม

เคล็ด:
เลือกของที่ให้ความรู้สึกดีและไม่รบกวนการขับขี่ เพื่อเสริมพลังใจแบบสบาย ๆ

 

• สีและบรรยากาศในรถ ช่วยเพิ่มความผ่อนคลาย
สีสันและบรรยากาศภายในรถมีผลต่ออารมณ์ระหว่างการเดินทาง โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อนของเดือนเมษายน
• โทนสีอ่อน ช่วยให้รู้สึกโปร่ง โล่ง สบาย
• กลิ่นหอมอ่อน ๆ ช่วยลดความตึงเครียด
• เพลงจังหวะสบาย ช่วยให้การขับขี่ผ่อนคลายมากขึ้น

เคล็ด:
ปรับบรรยากาศในรถให้เหมาะกับการเดินทางไกล ช่วยให้ทั้งคนขับและผู้โดยสารรู้สึกสบายใจ

 

การเดินทางช่วงสงกรานต์ ไม่ได้เป็นเพียงการย้ายจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง แต่เป็นช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นใหม่ การเตรียมรถให้พร้อม ควบคู่กับการเตรียมใจให้ดี เป็นอีกหนึ่งเคล็ดความเชื่อเชิงบวกที่ช่วยให้ทุกเส้นทางในเดือนเมษายนเต็มไปด้วยความราบรื่นและความอุ่นใจ
ขอให้ทุกท่านเดินทางอย่างมีสติ ขับขี่อย่างปลอดภัย และมีความสุขกับเทศกาลสงกรานต์ตลอดเดือนเมษายนนี้ อย่าลืมติดตาม เค.มอเตอร์ส ที่มีโปรดี ๆ และอัปเดตข่าวสาร TOYOTA ให้คุณตลอดปี

 

 

 

อ่านบทความที่น่าสนใจ