สอนเปลี่ยนค่าแรงดัน ลมยาง Bar หรือ Kpa ที่ข้างประตูรถให้เป็นค่า PSI
เช็กลมยาง
เติมลมยางผิด ช่วงล่างพังไม่รู้ตัว …
การเติมลมยางไม่ถูกต้อง อ่อนไปหรือแข็งเกินไป จะส่งผลต่อการเสื่อมสภาพของช่วงล่างและยางก่อนเวลาได้ การเติมลมยางตามค่ามาตรฐานที่ทางผู้ผลิตกำหนด จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งสามารถดูค่าแรงดันลมยางมาตรฐานที่คู่มือการใช้รถและสติ๊กเกอร์ข้างเสาประตูหน้าขวาจะระบุค่าแรงดันลมยางมาตรฐาเอาไว้
โดยจะมีหน่วยวัดเป็น PSI (ปอนด์/ต่อตารางนิ้ว) หรือบางคันอาจระบุเป็น kPa (กิโลปาสกาล) , Kg/cm (กิโลกรัม/ต่อตารางเซ็นติเมตร) หรือ Bar (บาร์) ควบคู่กันไป
หน่วยวัดตามปั๊มลมในไทยนิยมใช้หน่วย PSI (ปอนด์/ต่อตารางนิ้ว) แต่ถ้าสติ๊กเกอร์ไม่ได้ระบุหน่วยวัดแรงดันลมยางเป็น PSI (ปอนด์/ต่อตารางนิ้ว) ไว้ ต้องคำนวณ ค่าแรงดันลมยาง ที่เป็น kPa (กิโลปาสกาล) เป็น Bar (บาร์) หรือ Kg/cm (กิโลกรัม/ต่อตารางเซ็นติเมตร) ให้ออกมาเป็น PSI (ปอนด์/ต่อตารางนิ้ว) โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้…
– เทียบค่า PSI (ปอนด์/ต่อตารางนิ้ว) กับค่า kPa (กิโลปาสกาล), Kg/cm (กิโลกรัม/ต่อตารางเซ็นติเมตร) และ Bar (บาร์)
1 Psi = 0.0689 Bar 1 Psi = 6.89476 KPa 1 Psi = 0.0703 Kg/cm
การเปลี่ยนค่าให้เป็น PSI สามารถทำได้ดังนี้…
- ค่ากำหนดที่สติ๊กเกอร์ให้ค่ามาเป็น 250 Kpa สามารถเปลี่ยนหน่วยเป็น PSI โดยใช้ค่า 250 KPa หาร 6.89 gm ได้เท่ากับ 36.28 PSI ดังนั้นจะได้ค่าแรงดันที่ต้องเติม เมื่อสติ๊กเกอร์กำหนดมา 250 Kpa (กิโลปาสกาล) เท่ากับจะต้องเติมลมยาง 36 PSI (ปอนด์/ต่อตารางนิ้ว)
- ค่ากำหนดที่สติ๊กเกอร์ให้ค่ามาเป็น 2.5 Bar สามารถเปลี่ยนหน่วยเป็น PSI โดยใช้ค่า 2.5 Bar หาร 0.0689 Bar ได้เท่ากับ 36.47 PSI ดังนั้นจะได้ค่าแรงดันที่ต้องเติมเมื่อสติ๊กเกอร์กำหนดมา 2.5 Bar (บาร์) เท่ากับจะต้องเติมลมยาง 36 PSI (ปอนด์/ต่อตารางนิ้ว)
- ค่ากำหนดที่สติ๊กเกอร์ให้ค่ามาเป็น 2.53 Kg/cm สามารถเปลี่ยนหน่วยเป็น PSI โดยใช้ค่า 2.53 Kg/cm หาร 0.0703 Kg/cm ได้เท่ากับ 35.98 PSI ดังนั้นจะได้ค่าแรงดันที่ต้องเติมเมื่อสติ๊กเกอร์กำหนดมา 2.53 Kg/cm 250 Kpa เท่ากับจะต้องเติมลมยาง 35.98 PSI (ปอนด์/ต่อตารางนิ้ว)
ดังนั้นเพื่อให้ช่วงล่างและยางไม่เสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติจึงจะต้องเติมลมยางให้อยู่ในค่ามาตรฐานกำหนด ซึ่งสามารถดูได้จากคู่มือการใช้รถ หรือดูที่สติ๊กเกอร์ที่ติดอยู่ที่เสาประตูด้านคนขับกำหนดไว้ และจะต้องตรวจสอบเติมลมยางเป็นประจำทุกเดือนเพราะโดยทั่วไปแล้วลมยางจะค่อยๆ ลดลงเอง ถึงแม้จะไม่มีการรั่วซึมก็ตาม รวมทั้งเวลาบรรทุกหนัก วิ่งทางไกล หรือใช้ความเร็วสูง ก็จำเป็นที่จะต้องเติมลมยางเพิ่มขึ้นอีก 15-20 เปอร์เซ็นต์ เพื่อรักษาหน้าสัมผัสของหน้ายาง จากน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นหรือความร้อนที่สูงขึ้นและยางขยายตัวจากการใช้ความเร็วสูงครับ
- วิธีใช้งาน ระบบเตือนก่อนการชน
- เกียร์ B กับ เกียร์ S อันไหนใช้ขึ้นเขาได้ดีกว่ากัน
- ความรู้เกี่ยวกับรถยนต์เรื่องอื่นๆ
- คุยกับช่างเค คลิก
- คุยกับเราได้ที่ https://www.facebook.com/toyotakmotors


















