อัพเดท : 15 ตุลาคม 2567

ปุ่ม POWER ใช้งานอย่างไร ให้ได้ประสิทธิภาพ ?

เร่งแซง

ใช้ในกรณีจำเป็น คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ…
ในรถรุ่นปัจจุบันมีการพัฒนาระบบควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ให้ตอบสนองต่อสภาพความต้องการการใช้งานได้อย่างหลากหลาย โหมดการใช้งานเป็นอีกฟังก์ชันหนึ่งที่ช่วยตอบสนองต่อการขับขี่ที่ดีขึ้น หรือประหยัดขึ้น แล้วแต่การเลือกใช้งานของผู้ขับขี่ ซึ่งในรถยนต์ปัจจุบันจะมีโหมดการขับขี่หลักๆดังต่อไปนี้

1. ปุ่ม ECO หรือ Eco mode (โหมดประหยัด) ใช้สำหรับขับขี่ใช้งานทั่วไป ในกรณีที่ไม่รีบเร่ง โดยเกียร์จะเปลี่ยนเร็วลากรอบได้น้อย รวมทั้งะควบคุมการทำงานของระบบแอร์ เพื่อที่จะทำให้ประหยัดน้ามัน คันเร่งหน่วงช้า เหมาะสำหรับการขับขี่ที่ไม่เร่งรีบ ซึ่งจะประหยัดน้ำมันมากกว่าโหมดอื่นๆ ปุ่ม POWER


2. ปุ่ม POWER หรือ Power mode (โหมดกำลัง) ใช้ในกรณีที่รีบเร่งหรือเมื่อต้องการกำลังของเครื่องยนต์ในการขับขี่ เช่น ใช้สำหรับการเร่งแซง โหมดนี้จะทำให้เครื่องยนต์มีกำลังมากขึ้น ลากรอบได้มากขึ้น เกียร์จะเปลี่ยนช้าลง เร่งแซงได้ดี แต่ข้อเสีย คือ กินน้ำมันเชื้อเพลิงมากตามไปด้วย คันเร่งไวขึ้น เกียร์ลากรอบเครื่องยนต์เพิ่มให้ เพิ่มอัตราเร่งแซง สนุกเร้าใจ ตอบสนองรวดเร็ว เปิด – ปิดโดยกดปุ่ม Drive สั้น ๆ เพียงครั้งเดียว


3. NORMAL หรือ Normal mode (โหมดปกติ) เป็นโหมดขับขี่ปกติ ใช้ได้ทุกสภาวะถนน อัตราเร่งจะดีกว่าโหมด ECO แต่จะน้อยกว่า โหมด Power แต่ประหยัดน้ำมันกว่า โหมด Power


แล้วปุ่ม Power ควรใช้กรณีไหน?

ปุ่ม Power mode ใช้กรณีที่รีบเร่งเมื่อต้องการกำลังของเครื่องยนต์ในการขับขี่ที่ตอบสนองต่อคันเร่งได้ดี เช่น ใช้สำหรับการเร่งแซง โหมดนี้จะทำให้เครื่องยนต์มีกำลังมากขึ้นลากรอบได้มากขึ้น เกียร์จะเปลี่ยนช้าลงเร่งแซงได้ดี เมื่อเทียบกับโหมดอื่นๆ


ข้อดี
ทำให้สามารถเร่งแซงได้อย่างรวดเร็วทำให้เกิดความปลอยภัยมากขึ้นในขณะขับขี่ โดยเฉพาะถนนที่เป็นแบบเลนส์สวนทางกัน หรือสามารถตอบสนองต่อการใช้งานในเวลารีบเร่งต้องการใช้ความรวดเร็วได้ดี


ข้อเสีย
ทำให้รถกินน้ำมันเชื้อเพลิงมากกว่าโหมดอื่น และต้องใช้ความระมัดระวังในการขับขี่เพิ่มขึ้น


ใช้งาน Power mode อย่างไรให้ได้ประสิทธิภาพ ?

จำเป็นต้องใช้งาน Power mode เฉพาะเวลาจำเป็นเท่านั้น เช่น ในเวลาเร่งรีบหรือในเวลาที่จำเป็น อย่างเช่นการเร่งแซงในช่วงเวลาคับขัน หรือทางเลนสวน เมื่อแซงแล้ว ให้กลับมาใช้โหมดอื่นๆ ที่มีความประหยัดกว่า เช่น ECO mode จะช่วยให้ประหยัดน้ำมันและเหมาะสมต่อการใช้งานได้คุ้มค่าได้ประสิทธิภาพมากที่สุดครับ

 

สายพานสายพาน

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ

อัพเดท : 10 ตุลาคม 2567

รุ่นรถใหม่ๆ ตอนจอด จำเป็นต้องเข้าเกียร์ N เพื่อ กดเบรกมือ ก่อนเข้าเกียร์ P ไหม?

ทำแบบไหน

ถึงใช้งานได้ถูกต้องและช่วยถนอมรถยนต์…
รถยนต์ในปัจจุบันมีการพัฒนาเพื่อสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้รถ โดยมีการติดตั้งเบรกมือไฟฟ้ามาใช้เพียงนิ้วสัมผัส ก็สามารถทำให้เบรกมือทำงานได้แล้ว ไม่ต้องออกแรงหรือใช้มือดึง หรือใช้เท้าเหยียบเหมือนเบรกมือแบบธรรมดา ช่วยให้สะดวกสบายเพิ่มมากขึ้น ก่อนอื่นเราไปทำความเข้าใจการทำงานของเบรกมือกันก่อนครับ

เบรกมือแบบใช้กลไก ที่เป็นแบบคันโยก, ,มือดึง ,เท้าเหยียบ แบบกลไกนี้จะใช้สายสลิงเป็นตัวส่งถ่ายแรงดึงจากภายในรถผ่านสายสลิงไปที่กลไกผ้าเบรกล้อหลังด้านซ้ายและด้านขวา ให้กลไกผ้าเบรกทำงานไปพร้อมๆ กัน ทำให้ผ้าเบรกจับกับจานเบรก เพื่อไม่ให้รถเคลื่อนที่ แต่ขึ้นอยู่กับแรงดึงของคนขับ ถ้าออกแรงดึงน้อย ในทางลาดชันรถอาจจะยังสามารถเคลื่อนที่ได้ จำเป็นต้องออกแรงดึงเพิ่มมากขึ้น กดเบรกมือ


เบรกมือแบบไฟฟ้า ใช้สวิตช์หรือปุ่มกดส่งสัญญาณไปที่ ECU ควบคุมเบรกมือไฟฟ้าจากนั้น ECU จะส่งสัญญาณไปที่มอเตอร์ที่อยู่ล้อหลังด้านซ้ายและด้านขวา มอเตอร์ก็จะทำงาน ไปทำให้ผ้าเบรกจับกับจานเบรก โดยมอเตอร์จะสร้างแรงเบรกสูงสุด เพื่อไม่ให้รถเคลื่อนที่

 

“รุ่นรถใหม่ๆ” ตอนจอดจำเป็นต้องเข้าเกียร์ N เพื่อกดเบรกมือ ก่อนเข้าเกียร์ P ไหม?

เนื่องจากในรถรุ่นใหม่ๆ ไม่ได้ติดตั้งเบรกมือไฟฟ้ามากับรถทุกรุ่น จะมีในรถบางรุ่นเท่านั้น ดังนั้นในรถที่เป็นเบรกมือแบบกลไกธรรมดาแบบคันโยก หรือเท้าเหยียบ ยังมีความจำเป็นที่จะต้องเข้าเกียร์ตำแหน่ง N แล้วดึงเบรกมือก่อนค่อยปล่อยเบรกเท้า เพื่อเช็กว่าเบรกรถไม่ไหล ก่อนที่จะเลื่อนเข้าเกียร์ P เพื่องป้องกลไกเกียร์และชุดยางแท่นแครื่องแท่นเกียร์สึกหรอ หากรถมีการเคลื่อนตัวตอนเข้าเกียร์ P

 

ส่วนรถที่เป็นเบรกมือแบบไฟฟ้าไม่จำเป็นต้องเข้าเกียร์ N แล้วกดเบรกมือก่อนเข้าเกียร์ P เนื่องจากเบรกมือไฟฟ้าจะให้แรงเบรกสูงสุดในขณะที่ทำงาน จึงทำให้รถไม่มีโอกาสที่จะเลื่อนตัวได้ ดังนั้นหากมีการตั้งค่าให้เบรกมือทำงานอัตโนมัติ เมื่อเข้าเกียร์ P รถก็จะไม่มีการเคลื่อนตัว จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าเกียร์ N และกดเบรกมือก่อนเข้าเกียร์ P สามารถเข้าเกียร์ P ให้ระบบเบรกมืออัตโนมัติทำงานเลย เพื่อความสะดวกสบายของผู้ใช้รถครับ

 

สายพานสายพาน

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ

อัพเดท : 8 ตุลาคม 2567

เค.มอเตอร์ส ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.อยุธยา

ปันน้ำใจ

มอบของยังชีพกว่า 70 ครัวเรือน….
“โตโยต้า เค.มอเตอร์ส โครงการปันน้ำใจ ไม่ทิ้งกัน” มอบของยังชีพเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบและประสบภัยน้ำท่วม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันเสาร์ ที่ 5 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา ที่บริษัท โตโยต้า เค.มอเตอร์ส ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด

ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม
บริษัท โตโยต้า เค.มอเตอร์ส ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด นำโดยคุณจิรเดช สมภพรุ่งโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการ เป็นตัวแทนคณะผู้บริหาร มอบของยังชีพทั้งเครื่องอุปโภคและบริโภค เช่น ข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม รวมไปถึงยารักษาโรค ยากันยุง ของใช้จำเป็นสำหรับผู้หญิง คนชรา และอื่นๆ อีกมากมาย ให้กับหมู่ที่ 8 ตำบลบางหัก อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วม กว่า 70 ครัวเรือน โดยมีนางนิ่มนวล พ่วงสุข ผู้ใหญ่บ้าน และตัวแทนหมู่บ้านมารับมอบของ ที่บริษัท โตโยต้า เค.มอเตอร์ส ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด

และ เค.มอเตอร์ส ขอร่วมเป็นส่วนในกำลังใจ ให้ชาวจังหวัดอยุธยาผ่านพ้นวิกฤตินี้และกลับสู่ภาวะปกติได้อย่างเร็วไว

 

ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

เค.มอเตอร์ส

อัพเดท : 20 กันยายน 2567

สัญญาณเตือนเมื่อ ช่วงล่าง มีปัญหา มีอะไรบ้าง เกิดจากอะไร

สังเกตให้ดี

รู้แบบนี้ต้องนำรถไปตรวจสอบทันที…
สัญญาณเตือนช่วงล่างมีปัญหา มีทั้งสัญญาณเสียงดังที่จะเกิดขึ้น การเสียการควบคุมการทรงตัวของรถ และอีกหลายสัญญาณเตือนที่เกิดจากช่วงล่างผิดปกติหรือเกิดปัญหาขึ้นดังนั้นเราไปดูกันครับว่าช่วงล่างคืออะไร ทำหน้าที่อะไรบ้าง

“ช่วงล่าง” รถยนต์ คืออะไร

             ช่วงล่างรถยนต์คือ ส่วนที่อยู่ด้านล่างของรถยนต์ ยกเว้นตัวถังของรถ มีหน้าที่สำคัญในการรองรับน้ำหนักของรถ และช่วยให้การขับขี่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะประกอบไปด้วยส่วนต่างๆ เช่น ล้อ ระบบเบรก และอุปกรณ์รองรับการกระแทก ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำงานร่วมกันเพื่อให้การขับขี่เป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย

 

หน้าที่ของช่วงล่างรถยนต์

– รองรับน้ำหนักของตัวรถ

การรองรับน้ำหนักรถ ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักของตัวรถเอง น้ำหนักผู้โดยสาร หรือน้ำหนักสัมภาระ ซึ่งระบบ ช่วงล่าง ที่ดีควรสามารถรับน้ำหนักเหล่านี้ได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย มีความทนทานต่อน้ำหนักและแรงกระทำต่างๆ ที่เกิดขึ้นในขณะที่รถเคลื่อนที่

ป้องกันแรงสั่นสะเทือน

นอกจากการรองรับน้ำหนักรถยนต์แล้ว ระบบช่วงล่างรถยนต์ยังมีหน้าที่สำคัญในการดูดซับแรงกระแทกหรือแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นเมื่อรถตกหลุมหรือวิ่งบนพื้นที่ที่ขรุขระอีกด้วย โดยช่วยลดแรงสะเทือนที่ส่งผ่านมายังห้องโดยสาร ทำให้ผู้โดยสารไม่ต้องรับมือกับแรงสั่นสะเทือนที่เกิดจากการตกหลุมหรือการขับรถบนพื้นถนนที่ขรุขระมาก

– รักษาสมดุลย์ระหว่างพื้นผิวกับตัวรถ

ระบบช่วงล่างของรถยนต์มีหน้าที่คุ้มกันและรักษาสมดุลระหว่างรถกับพื้นผิวถนน เพื่อให้การขับขี่เกิดความสะดวกสบายและปลอดภัยสูงสุด โดยเฉพาะเมื่อขับรถบนถนนที่ไม่มีความเรียบ เช่น พื้นถนนขรุขระหรือมีหลุมบ่อ ระบบนี้จะทำหน้าที่รักษาระดับความสูงของรถให้คงที่ โดยจะปรับตั้งระดับล้อให้สอดคล้องกับพื้นผิวถนน ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบและการกระเทือนที่อาจเกิดขึ้นกับส่วนล่างของรถได้

– ชะลอรถหรือเบรก

ระบบ ช่วงล่าง ของรถยนต์ประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ เช่น เบรกมือและเบรกเท้า ทั้งนี้เป็นส่วนที่มีบทบาทสำคัญในการควบคุมการเคลื่อนที่ของรถ การปรับระดับล้อของรถจึงทำให้เบรกทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยลดการกระทบกระเทือนกับตัวพื้นรถด้านล่าง

 

สัญญาณเตือนช่วงล่างมีปัญหามีอะไรบ้าง

1. ในขณะวิ่งทางตรงบนพื้นราบแล้วรถมีอากรวิ่งกินซ้ายหรือขวาหรือมีอาการดึงไปด้านใดด้านหนึ่ง หรือเวลาเบรกรถมีอาการดึงไปด้านใดด้านหนึ่ง เกิดได้จากสภาพยางบวมเสีย รูป ระบบรองรับหรือศูนย์ล้อบกพร่อง ระบบเบรกบกพร่อง

2. ตกหลุมหรือวิ่งผ่านทางหรือถนนขรุขระหรือเวลาขึ้น-ลงลูกระนาด แล้วเกิดเสียงที่ดังกึกๆ กุกๆ ก็อกๆ เกิดได้จากลูกหมากคันชักคันส่ง แรคพวงมาลัยหลวม ลูกหมากแรคตัวนอกตัวในหลวม บูชปีกนก ลูกหมากปีกนก ลูกหมากกันโคลง โช้คอัพ ยางแท่นเครื่อง ยางแท่นเกียร์มีการเสื่อมสภาพ

3. วิ่งทางตรงแล้วพวงมาลัยสั่น เกิดจากยางไม่สมดุลย์

4. เวลาเข้าโค้งหรือเวลาเลี้ยวคลับรถมีเสียงดังเอี๊ยดๆ เกิดจากดอกยางแข็งกระด้างเสื่อมสภาพ หรือศูนย์ล้อไม่ถูกต้อง

5. เวลาวิ่งความเร็วปานกลางถึงความเร็วสูงมีเสียหอนหรือดังวู้ๆ เกิดจากสภาพยางไม่ดี ยางสึกหรอจากช่วงล่างผิดปกติ ลูกปืนล้อดัง

6. แข็งกระด้าง ไม่นุ่มนวล โคลงตัว กระดอน ควบคุมรถยาก เกิดจากโช้คอัพ ลูกหมากกันโคลง ลูกหมากปีกนก ลูกหมากคันชักคันส่ง ลูกหมากแรค ยางเสื่อมสภาพ

 

             เนื่องจากช่วงล่างมีอุปกรณ์หลายชิ้นส่วนดังนั้น เวลาที่ช่วงล่างมีปัญหา จึงมีความจำเป็นที่จะต้องตรวจสอบยืนยันตำแหน่งปัญหา สภาวะที่เกิดปัญหาและอาการของปัญหา ที่เกิดก่อนจะทำการวิเคราะห์และทำการแก้ไขครับรับ

 

สายพานสายพาน

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ

อัพเดท : 18 กันยายน 2567

ใช้ปืนลมยิงขันแน่น นอตล้อ เสี่ยงนอตล้อยืดและขาด ทำให้ล้อหลุดได้

ระวัง

ขับไม่ถูกวิธี ไม่แน่น เสี่ยงล้อหลุด…
นอตล้อมีความสำคัญมาก เพราะการใช้งานของนอตล้อนั้น เป็นทั้งความปลอดภัยและเป็นอันตรายได้ หากคุณขันนอตไม่แน่พอ หรือขันเกินค่ากำหนด

             นอกจากการเลือกใช้นอตก็ต้องเลือกใช้ให้ถูกต้องตรงกับขนาดของล้อหรือพื้นที่นั้นๆ ด้วย และต้องขันให้อยู่ในค่าทีกำหนด ไม่เช่นนั้นอาจเกิดการคลายตัว ยืด หรือขาด ในขณะที่ขับรถได้ ซึ่งอาจส่งผลให้ล้อรถส่ายไปมาหรือหลุดออก เป็นสาเหตุทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น นอตล้อ

 

ค่าแรงขันของน็อตล้อ

        นอตแต่ละขนาด แต่ละชนิด จะมีค่าความแข็งแรงแตกต่างกันไปตามจุดที่ใช้งาน ดังนั้นจึงกำหนดค่าแรงขันเอาไว้เป็นค่ามาตรฐานตามชนิดของนอต ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องขันให้อยู่ในค่ามาตรฐานตามที่ผู้ผลิตกำหนดค่าแรงขัน ซึ่งจะต้องใช้เครื่องมือพิเศษที่เรียกว่า ประแจวัดแรงบิด (ประแจปอนด์) ในการขันแน่นให้ได้ตามค่าแรงขันมาตรฐานที่กำหนด

 

ขั้นตอนการขันนอตล้อ


1. ติดตั้งนอตล้อด้วยมือ

2. ติดตั้งนอตล้อด้วยมือก่อน จากนั้นใช้ด้ามขันขันให้แน่น หรือหากใช้ปืนลม (บล็อกลม ) จะต้องรู้ Spec ของปืนลมตัวนั้นว่ามีค่าแรงขันกี่ฟุต-ปอนด์ หากไม่ทราบให้ปรับไปตำแหน่ง เบาสุด และค่อยๆ ขันยึดเข้าไปจนสุด โดยขันน็อตล้อที่อยู่ด้านตรงข้ามกันเสมอ การใช้ปืนลม (บล็อกลม) ตั้งค่าสูงๆ และ ขันย้ำๆ จะทำให้ค่าแรงขันเกิน และเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้นอตล้อยืดและเกิดการขาดตามมาในที่สุด

3. เอารถลงมาย้ำนอตด้วยประแจวัดแรงบิด (ประแจปอนด์) ให้ได้ตามค่ามาตรฐาน หากไม่มีประแจวัดแรงบิด (ประแจปอนด์) ให้ใช้แรงมือ กดน้ำหนักจากหัวไหล และตัวช่วงบนลงไปให้แน่นก็เพียงพอ ห้ามขึ้นไปยืนขย่มหรือใช้ด้ามมาต่อเพิ่มในการขัน เพราะความยาวที่เพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว แรงที่ได้จะเพิ่ม 1 เท่าตัวเช่นกัน ทำให้ค่าแรงขันเกินค่ามาตรฐาน ทำให้นอตล้อยืดและเกิดการขาดตามมาในที่สุด


ดังนั้นจึงพอสรุปได้ว่าการใช้ปืนลม (บล็อกลม ) แน่นย้ำๆ นอตล้อ ถ้าใช้แรงลมสูงๆ หรือการใช้ด้ามต่อยาวๆ หรือการขึ้นขย่มเพื่อขันล้อ จะทำให้ค่าแรงขันของนอตล้อเกินค่ามาตรฐานที่ทางผู้ผลิตกำหนดไว้ จะทำให้นอตล้อเกิดการยืดและทำให้นอตล้อขาดและล้อหลุดได้ การใช้ปืนลมที่ถูกต้องคือการใช้ในการคลายนอตล้อออก ซึ่งสามารถปรับความแรงของปืนลมได้ตามสะดวก เพื่อที่จะคลายนอตล้อให้ออกมาได้ แต่สิ่งสำคัญคือการติดตั้งและขันนอตล้อเข้าจะต้องปรับความแรงของปืนลมให้เบาสุด หรือให้น้อยกว่าค่าแรงขันมาตรฐานกำหนด เพื่อจะใช้ประแจแรงบิด (ประแจปอนด์) มาทำการขันนอตล้อให้อยู่ในค่าแรงขันที่ทางผู้ผลิตกำหนดไว้ในขั้นตอนสุดท้าย เพื่อให้มั่นใจว่าไม่ขันแน่นหรือต่ำกว่าค่าแรงขันที่ทางผู้ผลิตกำหนด ดังนั้นการใช้ปืนลมขันแน่นนอตล้อย้ำๆใช้แรงดันลมสูงๆ หรือใช้ท่อแป๊บต่อกับด้ามขันล้อแล้วขันแน่นโดยไม่ใช้ประแจวัดแรงบิด (ประแจปอนด์) จึงเป็นเรื่องเสี่ยงต่อการทำให้นอตล้อยืดและขาดได้ครับ

 

สายพานสายพาน

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ