อัพเดท : 12 กรกฎาคม 2565

ทำไมถึง ห้ามเปิด ไฟฉุกเฉิน ขณะฝนตก

ห้ามเปิด

อาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้…
รู้หรือไม่? การเปิดไฟฉุกเฉินพร่ำเพรื่ออาจเกิดอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะตอนฝนตก ถนนลื่น ยิ่งไม่ควรทำ เพราะไม่ใช่แค่คุณเท่านั้นที่อาจไม่ปลอดภัย ยังร่วมไปถึงเพื่อนร่วมทางคนอื่นๆ ด้วย ที่อาจเกิดการบาดเจ็บจากการกระทำที่ประมาทของคุณ

การเปิด ไฟฉุกเฉิน จะทำให้เราไม่สามารถใช้ไฟเลี้ยวซ้ายหรือขวาได้ ทำให้รถที่ขับรถตามหลังมา รวมถึงผู้ร่วมใช้ถนนอื่นๆ ไม่สามารถรับรู้ถึงความต้องการของเราได้ ว่าจะไปทางซ้าย ขวา หรือต้องการจอด เนื่องจากไฟเลี้ยวจะไม่ทำงานขณะที่เปิดไฟฉุกเฉินอยู่ จะเห็นเพียงไฟกะพริบ 2 ด้านพร้อมกัน และไฟกะพริบฉุกเฉินยังส่งผลให้ดวงตาของผู้ขับขี่คันอื่นๆ พร่าเบลอได้ รวมถึงอาจจะทำให้รถที่จอดรถรอฝนซาบนไหล่ทาง หรือจอดเสียอยู่เสี่ยงต่อการโดนชนท้ายทั้ง ๆ ที่เปิดไฟฉุกเฉิน และหลบอยู่บนไหล่ทางอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

 

แล้วขับรถตอนฝนตกหนักควรปฎิบัติตัวอย่างไร…

1. ลดความเร็ว ขับรถด้วยความระมัดระวัง
2. หากฝนตกหนักจนใบปัดน้ำฝนไม่สามารถทำงานได้ทัน ควรหาที่จอดในบริเวณที่ปลอดภัย เมื่อฝนซาค่อยเดินทางต่อ
3. หากเกิดเหตุฉุกเฉินจนต้องจอดบนไหล่ทาง ให้จอดห่างถนนให้มากที่สุด และเปิดไฟฉุกเฉินไว้ เพื่อส่งสัญญาณว่ามีรถจอดอยู่

 

ไฟฉุกเฉินควรเปิดตอนไหน?

1. เมื่อรถจอดเสียอยู่กับที่ จะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อนได้
2. เมื่อต้องเบรกกะทันหัน การเปิดไฟฉุกเฉินขณะเบรกกะทันหัน เพื่อส่งสัญญาณเตือนให้ผู้ขับขี่ที่อยู่ด้านหลังใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ และเมื่อรถคันหลังชะลอความเร็วลงจนปลอดภัยแล้ว ควรปิดไฟฉุกเฉินทันที

 

 

สายพานสายพาน

 

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ

อัพเดท : 21 มิถุนายน 2565

ขับรถช้าๆ ประหยัดน้ำมัน จริงหรอ?

ทริคง่ายๆ

ไม่อยากสิ้นเปลืองน้ำมันต้องอ่าน…
หลายคนเข้าใจว่าการขับรถช้าๆ นั้นจะทำให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้น ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดครับ ไม่ว่าจะขับรถช้าไปหรือเร็วไปก็สิ้นเปลืองน้ำมันอยู่ดี การใช้ความเร็วรถที่มากเกินไปจะทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้นเพื่อรักษาโมเมนตัมเอาไว้ ในขณะที่หากขับช้าไปเกียร์รถจะถูกปรับเกียร์ไปมาอัตโนมัติ ซึ่งต้องใช้พลังงานกับส่วนนี้มากขึ้น

วิธีขับรถให้ ประหยัดน้ำมัน …

 

ควบคุมความเร็วให้เหมาะสม
ไม่ว่าจะขับรถช้าไปหรือเร็วไปก็สิ้นเปลืองน้ำมันอยู่ดี สรุปได้ว่าการขับรถให้ประหยัดที่สุดนั้น ต้องใช้ความเร็วคงที่ ซึ่งความเร็วที่เหมาะสมจะอยู่ที่ 80-90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เนื่องจากมีประสิทธิภาพการเผาผลาญเชื้อเพลิงดีที่สุด

 

เร่งเครื่องเฉพาะที่จำเป็น ออกตัวเบา ๆ อย่ากระชาก
การออกตัวแบบกระชาก จะทำให้รถสิ้นเปลืองน้ำมันและทำให้ชิ้นส่วนต่างๆ เกิดการเสียหายได้ง่าย จึงควรออกตัวเบาๆ และเร่งเครื่องเฉพาะตอนที่จำเป็น

 

ใช้วิธีการชะลอแทนการเบรกบ่อยๆ
การเบรกรถยนต์บ่อยๆ นอกจากจะส่งผลทำให้เครื่องยนต์พังง่าย ชิ้นส่วนต่างๆ สึกหรอเร็ว ยังทำให้เครื่องยนต์ซดน้ำมันเพิ่มขึ้นได้ถึง 2 เท่า

 

ใส่เกียร์ N แทนเกียร์ D
เมื่อเจอกับปัญหาจราจรติดขัดนานๆ แนะนำให้เข้าเกียร์ว่าง (N) แทนที่จะเข้าเกียร์เดินหน้า (D) ทิ้งไว้ เพราะสามารถช่วยประหยัดน้ำมันได้ดีกว่า และไม่ต้องเหยียบเบรกทิ้งไว้ตลอดเวลา

 

ตรวจสอบเส้นทางก่อนออกเดินทาง
หลีกเลี่ยงเส้นทางจราจรติดขัด ตรวจสอบเส้นทางก่อนออกเดินทาง นอกจากจะช่วยให้ประหยัดเวลายังช่วยประหยัดน้ำมันได้ด้วย

 

เช็กลมยาง
หมั่นตรวจเช็กลมยางให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมเป็นประจำ เพราะถ้าลมยางอ่อนหรือแข็งไป เครื่องยนต์อาจทำงานหนักไป ส่งผลให้เกิดการสิ้นเปลืองน้ำมันโดยใช่เหตุ

 

ไม่บรรทุกของหนัก
การบรรทุกของหนักมากเกินไป จะทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนัก และซดน้ำมันมากกว่าเดิม ฉะนั้นควรบรรทุกเฉพาะของที่จำเป็นเท่านั้น

 

เปิดแอร์อุณหภูมิที่เหมาะสม
เพราะการเปิดแอร์แต่ละครั้ง จะดึงพลังงานเชื้อเพลิงจากน้ำมันไปใช้มากถึง 10 – 20 % หากเปิดแอร์เย็นเกินไปจะทำให้สิ้นเปลือง จึงควรเปิดแอร์ในอุณหภูมิที่เหมาะสม เพื่อลดภาระทำงานของคอมเพรสเซอร์แอร์และเครื่องยนต์นั่นเอง

 

สายพานสายพาน

 

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ

อัพเดท : 15 มิถุนายน 2565

สีรถยนต์ บอกนิสัยคนขับ….

สีบอกนิสัย

สีรถยนต์ที่คุณใช้บอกนิสัยคุณได้…
เวลาเลือกซื้อรถสักคน นอกจากดีไซน์ ฟังก์ชันแล้ว หลายคนยังเลือกซื้อจากสีรถยนต์ที่ถูกโฉลก และชื่นชอบด้วย ซึ่งสีรถแต่ละคันที่คุณเลือกนั้น สามารถบ่งบอกตัวตนได้ถึง 80% เลยทีเดียว มาดูกันว่าสีรถสีไหน บอกนิสัยคนขับรถยนต์อย่างไรบ้าง….

เลขท้ายป้ายทะเบียน
โดยทั่วไปแล้ว การเลือกตัวเลขของป้ายทะเบียนรถ นอกจากเรื่องความเชื่อต่างๆ อย่าลืมว่าเวลาขับขี่ทุกครั้ง คุณต้องมีสติ มีสมาธิ และปฏิบัติตามกฎจราจร เพราะไม่เช่นนั้นต่อให้เลขดีขนาดไหน ก็ไม่อาจทำให้ชีวิตคุณปลอดภัยได้

 

มาดูกันว่า เลขท้ายป้ายทะเบียน แต่ละตัวนั้นมีความหมายอย่างไร? …

 

ป้ายทะเบียน ลงท้ายด้วย 0
บ่งบอกว่าคนขับเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูง มีบุคลิกที่ไม่เหมือนใคร มักมีความลับที่ไม่อยากเปิดเผย ชื่นชอบการเร่งเครื่องและความเร็ว ถนัดปาดซ้าย ปาดขวา แต่ในบางเวลาก็ขับขี่อย่างใจเย็น แล้วแต่อารมณ์ในขณะนั้น

 

ป้ายทะเบียน ลงท้ายด้วย 1
คุณเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง มั่นใจในตัวเอง ชอบเอาชนะ ใจร้อน ขี้โมโห มีความเป็นผู้นำ ชื่นชอบการขับรถในที่โล่งๆ ไม่มีใครตาม และไม่อยากตามใคร

 

ป้ายทะเบียน ลงท้ายด้วย 2
ว่ากันว่าเลข 2 หมายถึงพลังหญิง รถที่มีป้ายทะเบียนลงท้ายด้วย 2 นั้น นิสัยของคนขับไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายจะมีความนุ่มนวล อ่อนหวาน ในบ้างครั้งอาจเชื่องช้า มักเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติล้อมตัว

 

ป้ายทะเบียน ลงท้ายด้วย 3
ป้ายทะเบียนที่ลงท้ายด้วย 3 บ่งบอกว่านิสัยคนขับเป็นคนกล้าคิด กล้าทำ กล้าลองในสิ่งต่างๆ ชื่นชอบความท้าทาย โดยเฉพาะความเร็ว ขับเร็ว ตัดสินใจเร็ว และบางครั้งก็กะทันหันเกินไป ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อเพื่อนร่วมถนนได้

 

ป้ายทะเบียน ลงท้ายด้วย 4
มักมีเหตุให้เดินทางบ่อยๆ ทั้งใกล้ ไกล และคนขับมักมีนิสัยโลเล มักเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เชื่อใจใครยาก

 

ป้ายทะเบียน ลงท้ายด้วย 5
รถที่ป้ายทะเบียนลงท้ายด้วย 5 หมายความว่า คุณเป็นคนตรงไปตรงมา หนักแน่น มีความเป็นผู้ใหญ่ มักขับรถด้วยความซื้อตรง ตามกฎหมาย บ้างครั้งก็เชื่องช้าจนน่าขัดใจ

 

ป้ายทะเบียน ลงท้ายด้วย 6
คุณเป็นคนมีเสน่ห์ น่าค้นหา มีความนุ่มนวน อ่อนหวานละมุนละไม ชอบความบันเทิง รักอิสระ มักขับรถตามใจตัวเอง จึงควรระมัดระวังในเรื่องของการเกิดอุบัติเหตุ

 

ป้ายทะเบียน ลงท้ายด้วย 7
คุณเป็นคนละเอียดอ่อน ชอบวางแผน มีความรอบคอบและอดทน แต่มักขับรถด้วยความระแวงและกดดัน เพราะต้องการให้เป็นไปตามแผน จนอาจทำให้เครียด และเกิดอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ ได้

 

ป้ายทะเบียน ลงท้ายด้วย 8
เป็นคนความเสี่ยง แก้ไขสถานการณ์เก่ง มีไหวพริบ กล้าเสี่ยง มักขับรถด้วยความใจกล้า บ้าบิ่น ชอบลัดเลาะไปตามตรอกซอยเล็กๆ เพื่อความท้าทาย

 

ป้ายทะเบียน ลงท้ายด้วย 9
รถที่ป้ายทะเบียนลงท้ายด้วย 9 มี 2 แบบคือ 1.เป็นคนทันสมัย รู้ทันเทคโนโลยี 2. หัวโบราณหรือร่วมสมัย สนใจสิ่งลี้ลับ การขับขี่ของพวกลงท้ายด้วย 9 จึงไม่มีรูปแบบที่แน่นอน เพราะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ต่างๆ

 

 

 

อ่านบทความที่น่าสนใจ

อัพเดท : 11 มิถุนายน 2565

สิ่งที่คนขับ เกียร์ออโต้ ห้ามทำ!!

ต้องห้าม!!

เรื่องราวของเกียร์ออโต้ที่คุณอาจยังไม่รู้
ทุกวันนี้รถยนต์ส่วนใหญ่จะเป็นเกียร์ออโต้ เนื่องจากสะดวกสบายและใช้งานง่าย แต่การใช้ “เกียร์ออโต้” ก็มีข้อควรระวังเช่นกัน เพราะหากผิดพลาดขึ้นมา คุณอาจเจอค่าเสียหายค่อนข้างสูง และอาจอันตรายถึงชีวิตก็เป็นได้ มาดูกันว่าเมื่อคุณใช้เกียร์ออโต้ อะไรบ้างที่ไม่ควรทำ!!

สิ่งที่คนขับ “เกียร์ออโต้” ห้ามทำ!!

 

กดคันเร่งจนมิด หรือคิกดาวน์บ่อย

 

เกียร์ออโต้

 

เพราะเกียร์ทำงานหนักและเกิดการสึกหรออายุการใช้งานสั้นลง การเร่งหรือแซงบางจังหวะ จะส่งผลให้เกียร์เปลี่ยนเป็นอัตราทดที่ต่ำลง เมื่อรอบเครื่องขึ้น รถมีกำลังเร่งแซง จะพุ่งไปอย่างรวดเร็ว หากทำแบบนี้บ่อยๆ แรงบิดที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจะทำให้ชุดเกียร์เกิดความเสียหายและพังไวขึ้น

 

บิ้ลหรือเร่งเครื่องยนต์แล้วเข้าเกียร์เพื่อออกตัว

 

เกียร์ออโต้

 

ชุดคลัทช์ในเกียร์เกิดการสึกหรอได้สูงมากในจังหวะทีคลัทช์จับ การเบิ้ลเครื่องเพื่อให้รถออกตัวเร็วขึ้น มักจะทำการเร่งเครื่องและทำการเข้าเกียร์เดินหน้า (D) จะทำให้รถออกตัวได้เร็ว แต่จะสร้างความเสียหายให้กับชุดเกียร์ คลัทช์ เพลาขับ และยางรถยนต์ได้

 

เข้าเกียร์ N แล้วปล่อยรถไหล

 

เกียร์ออโต้

 

จะทำให้เกิดความร้อนสูงภายในเกียร์ เนื่องจากไม่มีน้ำมันเกียร์ไหลเวียน การเข้าเกียร์ N ปล่อยให้รถไหล จะทำให้ชุดเกียร์ขาดน้ำมันเกียร์ น้ำมันเกียร์ไม่สามารถทำการหล่อลื่นชุดเกียร์ได้ ส่งผลให้เกิดความร้อนสูง และชุดเกียร์เสียหาย

 

เข้าเกียร์ P ตอนรถติด ควรใช้เกียร์ N หรือ D

 

เกียร์ออโต้

เวลารถติดควรใช้เกียร์ N หรือเกียร์ D แทนการใช้เกียร์ P เนื่องจากถ้าใช้เกียร์ P สลักล็อกในชุดเกียร์จะทำงาน หากเกิดอุบัติเหตุ จะทำให้ชุดเกียร์เกิดความเสียหายได้มากขึ้น แนะนำให้ใช้เกียร์ P ในบางพื้นที่ เช่น จอดรถในห้าง บ้าน หรืออาคารจอดรถ เป็นต้น

 

ลากรถที่เสียแบบเคลื่อนที่ได้

 

เกียร์ออโต้

 

ต้องยกล้อที่ใช้ในการขับเคลื่อนให้พ้นจากพื้นผิวถนน เพราะถ้าเครื่องยนต์ไม่มีการทำงานจะทำให้ปั้มน้ำมันเกียร์ไม่มีการส่งน้ำมันไปหล่อลื่นในชุดเกียร์ทำให้เกิดความเสียหายได้ ชุดฟันเฟืองต่างๆ ไม่มีการหล่อลื่น ทำให้เกิดการเสียดสีอย่างรุนแรง จนทำให้ในห้องเกียร์เกิดความร้อนสูง หากทำการลากไปไกล เกียร์อาจพังได้ทันที และหากจำเป็นต้องลากให้ทำแบบช้าๆ แต่อย่าให้เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อนำรถเข้าศูนย์บริการที่ใกล้ที่สุด

 

สายพานสายพาน

 

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ

อัพเดท : 18 พฤษภาคม 2565

รถโดนสวมทะเบียนปลอม ทำอย่างไรดี?

ระวังให้ดี

สวมทะเบียนปลอมมีโทษเป็นแสน…
การสวมทะเบียนปลอม คือการนำเอาทะเบียนรถคันอื่นมาใช้กับรถอีกคันหนึ่ง ไม่ว่าจะการปกปิด อำพราง หรือดัดแปลงแผ่นป้ายทะเบียน เช่น นำสติ๊กเกอร์รูปตัวเลขมาติดที่ป้ายหรือทำทะเบียนปลอมขึ้นมาเอง แบบนี้ถือว่าโทษสูงสุดก็คือการใช้ทะเบียนปลอม ซึ่งจะกลายเป็นความผิดอาญาต้องมีโทษทั้งจำทั้งปรับ สูงสุด 100,000 บาท

รถโดนสวมทะเบียนปลอม

5 ขั้นตอน เมื่อได้ “ใบสั่ง” แล้วในภาพไม่ใช่รถเรา

 

  1.  แจ้งผู้ออกใบสั่ง ตามเบอร์โทร ที่ปรากฏในใบสั่ง
  2. ให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่ผู้ออกใบสั่งว่ารถเรามีความแตกต่างจากคันสวมทะเบียนอย่างไร
  3. ผู้ออกใบสั่งจะทำการยกเลิกใบสั่งในระบบ เมื่อพบว่าไม่ใช่รถคันเดียวกัน
  4. เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสืบสวนค้นหารถคันดังกล่าวมาดำเนินการต่อไป
  5.  เจ้าของรถควรเข้าแจ้งความไว้เพื่อเป็นหลักฐานต่อไป

ความผิดฐานสวมทะเบียนปลอมมีดังนี้…

 

“มาตรา 265 ผู้ใดปลอมเอกสารสิทธิ หรือเอกสารราชการ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่10,000-100,000 บาท” “มาตรา 268 ผู้ใดใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา 264 มาตรา 265 มาตรา 266 หรือ มาตรา 267 ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ” พระราชบัญญัติรถยนต์พ.ศ. 2522 มาตรา 6 ห้ามมิให้ผู้ใดใช้รถดังต่อไปนี้ (2) รถที่ถูกเพิกถอนการจดทะเบียน มาตรา 60 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 6 (2) ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท มาตรา 14 รถใดที่จดทะเบียนแล้ว ห้ามมิให้ผู้ใดเปลี่ยนแปลงตัวรถหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของรถให้ผิดไปจากรายการที่จดทะเบียนไว้และใช้รถนั้น เว้นแต่เจ้าของรถนำรถไปให้นายทะเบียนตรวจสภาพก่อน มาตรา 60 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 14 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท มาตรา 11 รถที่จดทะเบียนแล้ว ต้องมีและแสดงแผ่นป้ายและเครื่องหมายครบถ้วนถูกต้องตามที่กำหนดในกฎกระทรวง มาตรา 60ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 11 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท

 

 

สายพานสายพาน

 

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ