อัพเดท : 15 สิงหาคม 2565

ทำไม “ฝาถังน้ำมันรถ” บางรุ่นถึงอยู่ฝั่งซ้าย บางรุ่นถึงอยู่ฝั่งขวา

อยู่ฝั่งไหน

ฝาน้ำมันอยู่ฝั่งซ้ายหรือฝั่งขวาตรงไหนดีกว่า
หลายคนคงสงสัยว่าทำไมฝาถังน้ำมันรถบางรุ่นถึงอยู่ฝั่งซ้าย บางรุ่นถึงอยู่ฝั่งขวา ทำไมรถยุโรปถึงอยู่ฝั่งขวา แล้วรถญี่ปุ่นถึงอยู่ฝั่งซ้าย อันนี้ไม่มีข้อกำหนดที่ตายตัว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับโครงสร้างการออกแบบและความปลอดภัยของผู้ขับขี่เป็นหลัก….

ส่วนใหญ่ผู้ออกแบบมักออกแบบให้ ฝาถังน้ำมันรถ อยู่คนละฝั่งกับท่อไอเสีย เนื่องจากเหตุผลในการออกแบบถังน้ำมันกับช่องทางเติมจะต้องไม่อยู่ใกล้กับระบบท่อไอเสียที่มีความร้อนสูง เป็นเรื่องของความปลอดภัยนั่นเอง

 

 

ฝาถังน้ำมันรถ

 

รถยนต์ที่มี ฝาถังน้ำมันรถ อยู่ขวาฝั่งเดียวกับพวงมาลัย…

ข้อดี คือ เราสามารถสังเกตได้ว่าพนักงานปั๊มน้ำมัน เติมน้ำมันรถยนต์เราถูกต้องหรือไม่ ในขณะที่ข้อเสียคือ การลงจากรถเดินไปเปิดฝาท้ายเพื่อหยิบหรือเก็บของจะต้องเดินอ้อมหัวจ่ายน้ำมัน

 

 

ฝาถังน้ำมันรถ

 

รถที่มีฝาถังน้ำมันอยู่ด้านซ้าย…

ข้อดี คือ ในขณะที่รถจอดเติมน้ำมันอยู่ หากต้องการเดินไปหยิบของท้ายรถ สามารถเดินได้โดยไม่ต้องอ้อม แต่ข้อเสีย คือ ต้องเสียเวลารอคิวเติมน้ำมันนานกว่ารถที่มี ฝาถังน้ำมันรถ อยู่ฝั่งขวา

 

วิธีตรวจสอบว่า ฝาถังน้ำมันรถ อยู่ฝั่งไหน โดยไม่ต้องดูตรงฝาถัง….

สามารถดูได้จากมาตรวัดน้ำมันเชื้อเพลิง ว่าลูกศรสามเหลี่ยมชี้ไปทิศทางไหน หากปลายลูกศรชี้ไปด้านซ้าย หมายความว่าฝาถังอยู่ทางด้านซ้ายมือของคนขับ และถ้าปลายลูกศรชี้ไปทางด้านขวา หมายความว่าฝาถังอยู่ด้านขวามือของคนขับนั่นเอง

 

ข้อควรระวัง

การเติมน้ำมันผิดฝั่งอาจทำให้รถเป็นรอยหรือสีถลอกได้ เนื่องจากสายปั๊มน้ำมันอาจเกิดการเสียดสีกับรถ ฉะนั้นหากรู้ตัวว่าหันฝาน้ำมันเติมผิดฝั่ง ควรรีบเปลี่ยนฝั่งทันที ซึ่งวิธีการสังเกตเพื่อไม่ให้เข้าผิดฝั่ง คือ ดูว่าสายปั๊มน้ำมันติดตั้งอยู่ฝั่งไหน และรถของเราฝาน้ำมันอยู่ทางฝั่งไหน

 

เติมน้ำมันผิด
เติมน้ำมันผิด

 

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ

อัพเดท : 15 สิงหาคม 2565

น้ำมันเครื่อง มีวันหมดอายุไหม?

ดูให้ดี

วิธีการตรวจสอบน้ำมันเครื่องว่าหมดอายุวันไหน
การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง จะช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ และช่วยรักษาเครื่องยนต์ให้สะอาด ปราศจากสิ่งสกปรก ซึ่งการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องสามารถทำได้เองง่ายๆ ด้วยตัวเอง แต่…คุณรู้หรือไม่ว่าหากเปิดใช้งานแล้ว น้ำมันเครื่องจะหมดอายุการใช้งานได้!!

รถยนต์จะมีระบบหล่อลื่นที่ทำงานควบคู่กับการทำงานของเครื่องยนต์ ทั้งหล่อลื่นและระบายความร้อนตัวชิ้นส่วน น้ำมันเครื่อง ส่วนใหญ่จะไม่ได้ระบุวันที่หมดอายุไว้ข้างแกลลอน แต่จะมีเขียนวันที่ผลิตไว้เสมอ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว หากแกลลอน น้ำมันเครื่อง ยังไม่ถูกเปิดใช้งาน จะมีอายุประมาณ 5 ปี โดยมีเงื่อนไขว่าต้องถูกจัดเก็บภายใต้สภาวะที่เหมาะสม ไม่มีแสงแดดส่องโดยตรง และห้องที่เก็บไม่มีความชื้น น้ำมันเครื่อง ถึงจะยังคงคุณสมบัติของมันไว้อย่างสมบูรณ์
ส่วนใครที่เปิดใช้น้ำมันเครื่องแล้ว แต่ยังใช้ไม่หมด น้ำมันเครื่องที่เหลือจะมีอายุการใช้งานได้อีกไม่เกิน 1 ปี

 

แล้วน้ำมันเครื่องที่ตกค้างอยู่ในเครื่องยนต์ล่ะ หมดอายุด้วยไหม?

คำตอบคือ หากใช้งานรถยนต์เป็นประจำหรือเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องตามระยะเสมอ ไม่ต้องห่วงว่าน้ำมันเครื่องจะหมดอายุครับ แต่ถ้าจอดรถทิ้งไว้นานๆ เวลาจะเปลี่ยนน้ำมันเครื่องต้องดูดีๆ ครับว่าน้ำมันเก่าถูกถ่ายออกหมดหรือยัง

 

ในกรณีที่ไม่ถ่าย “น้ำมันเครื่อง” ..เนื่องจากยังไม่ถึงระยะต้องถ่ายน้ำเครื่อง น้ำมันเครื่องจะมีอายุนานเท่าไหร่…

กรณีนี้ขึ้นอยู่กับเกรดของน้ำมันเครื่องที่ลูกค้าใช้งานอยู่ เช่น ถ้าเป็นน้ำกึ่งสังเคราะห์ จะมีอายุการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 6 เดือน และควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุกๆ 5,000 กิโลเมตร แต่ถ้าเป็นนำมันสังเคราะห์อายุการใช้งานอยู่ที่ 1 ปี ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องที่ระยะ 10,000 กิโลเมตร ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับการใช้งานและระยะไหนถึงก่อน

 

วิธีสังเกต “น้ำมันเครื่อง” หมดอายุ…

  1. วันผลิต น้ำมันเครื่องส่วนใหญ่จะมีวันผลิตระบุมากับตัวขวด แต่ไม่มีบอกวันหมดอายุ ฉะนั้นจึงต้องสังเกตวันหมดอายุเอง โดยส่วนใหญ่น้ำมันเครื่องจะมีอายุสูงสุดประมาณ 5 ปี หลังจากวันผลิต
  2. สีของน้ำมันเครื่องเปลี่ยนไป หากน้ำมันเครื่องหมดอายุจะมีสีที่ขุ่นเข้ม แตกต่างจากตอนที่ยังไม่หมดอายุที่จะมีสีเหลืองอำพัน สดใส
  3. ลักษณะของน้ำมันเครื่อง น้ำมันเครื่องที่ดีต้องมีความใสและโปร่งแสง และต้องไหลโดยมีความหนืดคงที่พอดี ถ้ามีสีขุ่นเข้ม หรือน้ำมันแยกเป็นชั้นๆ มีฝุ่นตกตะกอน แสดงว่าน้ำมันกำลังจะเสื่อมสภาพ
  4. น้ำมันเครื่องที่ดี ต้องไหลโดยมีความหนืดคงที่พอดีและสม่ำเสมอ

 

สายพานสายพาน

 

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ

อัพเดท : 21 กรกฎาคม 2565

โตโยต้า เค.มอเตอร์ส บริจาคเงิน 4 ล้าน แด่ศิริราชมูลนิธิ

ช่วยเหลือ

สมทบกองทุนช่วยเหลือผู้ป่วย….
โตโยต้า เค.มอเตอร์ส โดย คุณจิรเดช สมภพรุ่งโรจน์ และคุณชัยพร สมภพรุ่งโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการ มอบเงิน 4 ล้านบาท สมทบกองทุนช่วยเหลือผู้ป่วยโรงพยาบาลศิริราช ศิริราชมูลนิธิ ได้แก่

โตโยต้า เค.มอเตอร์ส โดย คุณจิรเดช สมภพรุ่งโรจน์ และคุณชัยพร สมภพรุ่งโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการ มอบเงิน 4 ล้านบาท สมทบกองทุนช่วยเหลือผู้ป่วยโรงพยาบาลศิริราช ศิริราชมูลนิธิ ได้แก่

– กองทุน D1671 แพทย์หญิงละอองศรี อัชชนียะสกุล จำนวน 2 ล้านบาท

– กองทุน D003995 เพื่อผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ผิวหนัง และ กองทุน D3755 ภูมิแพ้ผิวหนังตจวิทยา จำนวน 2 ล้านบาท

โดยมี
รองศาสตราจารย์ นายแพทย์วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช, ศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ นายแพทย์ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์ ที่ปรึกษาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล, ศาสตราจารย์ แพทย์หญิง กนกวลัย กุลทนันทน์ หัวหน้าภาควิชาตจวิทยา และศาสตราจารย์ แพทย์หญิงละอองศรี อัชชนียะสกุล ภ.จักษุวิทยา สาขาวิชาจักษุวิทยาเด็กและกล้ามเนื้อตา เป็นผู้รับมอบ

 

อัพเดท : 14 กรกฎาคม 2565

ตั้งพระหน้ารถ ควรหันทางไหนดี?

ตรงไหนดี..

วางพระหันไปทางไหนถึงจะเสริมมงคลที่สุด
รถยนต์ของชาวพุทธ นอกจากรอยเจิมแล้ว รถหลายๆ คันยังมีการตั้งพระไว้หน้ารถ ซึ่งเป็นความเชื่อส่วนบุคคล เพื่อเสริมดวง เสริมสิริมงคล อีกทั้งยังเหมือนเป็นเครื่องเตือนใจให้ขับขี่อย่างระมัดระวังด้วย

ทั้งนี้การ ตั้งพระหน้ารถ หลายคนถกเถียงกันว่าควรหันทางทิศทางไหนดี ถึงจะดีที่สุด ซึ่งการ ตั้งพระหน้ารถ มีหลายแบบ แล้วแต่ความเชื่อของแต่ละบุคคล

 

สำหรับคนที่เชื่อในเรื่องของหลักฮวงจุ้ย ควร ตั้งพระหน้ารถ ให้หันหน้าออกไปทางหน้ารถ ทิศทางเดียวกันกับคนขับ ซึ่งตำแหน่งนี้จะช่วยเสริมดวง และเพื่อปกป้อง กันภัยอันตรายให้ผู้ขับขี่ และเชื่อว่าหากวางพระหันเข้าตัวรถอาจเกิดความขัดแย้งกับคนรอบข้างได้

 

ส่วนคนที่ไม่เชื่อในเรื่องของฮวงจุ้ย สามารถตั้งพระให้หันหน้าเข้าตัวรถได้ เพื่อความสบายใจ และเตือนใจให้มีสติตื่นรู้ตลอดการขับขี่

 

ข้อควรระวังในการตั้งพระหรือวัตถุมงคลหน้ารถ

 

1. เลือกขนาดให้เหมาะสม หากเล็กเกินไปอาจเกิดการหล่นหายหรือหลุดเข้าไปในพื้นที่การทำงานของรถยนต์ได้ และไม่ใหญ่เกินไปจนบังสายตาจากการขับขี่

2. วางในตำแหน่งปลอดภัย จุดที่ดีที่สุดคือต้องไม่บดบังทัศนวิสัยหรืออยู่ใกล้ฟังก์ชันการขับขี่ เพราะอาจขัดขวางการใช้งาน จนทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ เช่น ไม่ตั้งทับบนตำแหน่งของถุงลมนิรภัย เป็นต้น

3. ไม่วางเยอะเกินไป เพราะจะทำให้กินพื้นที่ เกะกะ และอาจเสี่ยงต่อการถูกโจรกรรมได้

 

 

 

อ่านบทความที่น่าสนใจ

อัพเดท : 14 กรกฎาคม 2565

ดับเครื่อง ลงเขา… ปล่อยเกียร์ว่าง ขับรถลงเขาได้เลย จริงหรอ?

อย่าหาทำ!!

เลี่ยงได้เลี่ยงถ้าไม่อยากเกิดการสูญเสีย…
อันตรายมาก ห้ามทำเด็ดขาด!! เพราะการที่ดับเครื่องยนต์จะทำให้ไม่มีการสร้างสุญญากาศจากเครื่องยนต์ไปให้หม้อลมเบรก หลังจากดับเครื่องยนต์ไปแล้วเราจะเหยียบเบรกได้แค่ครั้งเดียวสุญญากาศในหม้อลมเบรกก็จะหมดไป

การที่ ดับเครื่องลงเขา จะทำให้ไม่มีการสร้างสุญญากาศจากเครื่องยนต์ไปให้หม้อลมเบรก หลังจาก ดับเครื่องยนต์ ไปแล้ว เราจะเหยียบเบรกได้แค่ครั้งเดียวสุญญากาศในหม้อลมเบรกก็จะหมดไป จากนั้นก็จะทำให้หม้อลมเบรกไม่ทำงานแรงเบรกที่ไปกระทำที่ล้อก็จะไม่เพียงพอที่จะหยุดรถได้ ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุจากการเบรกไม่อยู่ นอกจากนั้นพวงมาลัยเพาเวอร์ก็จะไม่ทำงานเช่นกัน ทำให้บังคับพวงมาลัยได้ยาก

 

ส่วนรถเกียร์อัตโนมัติเมื่อล้อที่อยู่กับเพลาขับหมุนก็จะทำให้ชิ้นส่วนภายในเกียร์มีการหมุนไปด้วย โดยปกติเวลาที่เครื่องยนต์ทำงานจะมีชุดปั๊มน้ำมันในเกียร์อัตโนมัติคอยปั๊มหล่อลื่นภายในชุดเกียร์ ถ้าทำการดับเครื่องยนต์ก็จะทำให้ปั๊มหยุดทำงาน ทำให้เมื่อลงเขาเป็นเวลานานๆ จะทำให้ชิ้นส่วนภายในเกียร์อัตโนมัติเกิดความเสียหายได้

 

ในกรณีที่ใส่เกียร์ว่างแล้วปล่อยไหล เวลามีเหตุฉุกเฉินต้องเร่งคันเร่งทันที หรือต้องการแซง หลบสิ่งของที่อยู่บนถนน เราจะกดคันเร่งให้รถออกไปไม่ทัน โดยเฉพาะเกียร์ธรรมดา จะต้องเหยียบคลัชท์ก่อนเพื่อเข้าเกียร์ และเช่นเดียวกับการดับเครื่อง คือ รถไหลลงเขา จะมีความเร็วอยู่ประมาณหนึ่ง แต่เราใส่เกียร์ว่าง ขณะนั้นปั๊มน้ำมันเกียร์ จะทำงานในรอบเดินเบาของเกียร์ว่าง ทำให้สร้างแรงดันไปไม่พอกับชิ้นส่วนที่หมุนอยู่ขณะรถไหลลงเขา อาจจะทำให้ชิ้นส่วนภายใน เสื่อมสภาพเร็วขึ้นนั่นเอง

 

 

สายพานสายพาน

 

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ