อัพเดท : 1 ตุลาคม 2561

เก็บตกภาพบรรยากาศกิจกรรม ALIVE SPACE OPEN HOUSE @ เค.มอเตอร์ส สาขารามคำแหง

ภาพความสนุก

สนุกจัดเต็ม มีความสุขกับเสียงรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ
เก็บตกประมวลภาพความสนุกสนานจากกิจกรรม ALIVE SPACE OPEN HOUSE ซึ่งจัดขึ้นที่โตโยต้า เค.มอเตอร์ส สาขารามคำแหง เมื่อวันเสาร์ที่ 29 กันยายน 2561 ที่ผ่านมา… งานนี้ฟินทั้งศิลปิน เซเลป ลูกค้า และผู้ร่วมงาน แต่จะฟินเบอร์แรงขนาดไหน ไปติดตามกันแบบช็อตต่อซ็อตได้เลยครับ

 

เพิ่งผ่านพ้นไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมากับกิจกรรม ALIVE SPACE OPEN HOUSE ซึ่งจัดขึ้นที่โชว์รูมโตโยต้า เค. มอเตอร์ส สาขารามคำแหง เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม ความสนุกสนาน ยังไม่ทันห่างหายไป เราจึงรีบนำภาพบรรยากาศอันคละเคล้าไปด้วยความสุขของผู้เข้าร่วมกิจกรรมมากฝากกันครับ

เริ่มต้นด้วยบรรยาการลงทะเบียน มีลูกค้าที่สนใจเข้าร่วมงานทั้งจากลงทะเบียนและ Walk in เข้ามามากมายครับ

 

 

สำหรับใครที่พลาดไป ไม่ต้องเสียใจ ไว้โอกาสหน้ายังมีครับ…

 

 

 

อัพเดท : 21 กันยายน 2561

ร่วมเป็นหนึ่งใน ALIVE SPACE OPEN HOUSE @ เค.มอเตอร์ส สาขารามคำแหง กิจกรรมสนุกๆ พร้อมมินิคอนเสิร์ตจาก แสตมป์ อภิวัชร์ ลุ้นรับรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย

ร่วมสนุกสุดมันส์

กับกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นเอาใจลูกค้า
สัมผัสประสบการณ์ใหม่กับกิจกรรม ALIVE SPACE OPEN HOUSE ที่พร้อมให้คุณสนุกกับกิจกรรมสุดคูลจาก TOYOTA ALIVE SPACE ที่โตโยต้า เค.มอเตอร์ส (สาขารามคำแหง)วันเสาร์ที่ 29 กันยายน 2561 เวลา 13.00 – 17.00น.

 

 

โตโยต้า เค.มอเตอร์ส คืนความสุข มอบความสนุกสนานให้กับลูกค้า รวมไปถึงผู้ที่สนใจจองรถรุ่นใหม่ป้ายแดงกับเรา ด้วยการจัดกิจกรรมสนุกๆ ชมคอนเสิร์ตสุดมันส์ไปกับนักร้องเสียงนุ่ม แสตมป์ อภิวัชร์ อภิวัชร์ และพูดคุยกับกูรูเรื่องกิน เที่ยว ถ่ายภาพ พร้อมลุ้นรางวัลใหญ่ๆ กลับบ้านอีกมากมาย

โดยภายในงานนอกจากลูกค้าทุกท่านจะได้รับชมมินิคอนเสิร์ตจากนั้งร้องหนุ่มเสียงนุ่มแสตมป์ อภิวัชร์ อภิวัชร์ แล้ว คุณยังจะได้พบกับพีท พีรพัฒน์ บล็อกเกอร์ชื่อดังและเจ้าของเพจ EAT WITH PETE ที่จะมาแชร์ประสบการณ์การกิน และการท่องเที่ยวไปพร้อมๆ กัน และพูดคุยกับ ธนบัตร กายเออร์ ช่างภาพชื่อดัง ซึ่งจะมาบอกเล่าการเสริมเทคนิคในการถ่ายภาพโดยช่างภาพมืออาชีพ

พบกับบรรยากาศสุดสนุก คละเคล้าความอบอุ่นภายในโชว์รูม พร้อมรวมลุ้นรับรางวัลภายในงานอีกมากมาย อาทิ

-Apple watch จำนวน 2 รางวัล

-ท่องเที่ยว Kept บางเสร่ หนึ่งคืน จำนวน 1 รางวัล

-โปรแกรมขัดเคลือบสีฟรี จำนวน 4 รางวัล

-Iphone X จำนวน 1 รางวัล (จับสลาก+ลูกค้าตัวจริงต้องอยู่ในงาน)

และรับทันที Camera Clip Lens ทันที สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://line.me/R/ti/p/%40ktw3523v  หรือสมัครร่วมกิจกรรมได้ที่ Facebook Fanpage : www.kmotors.co.th/toyotakmotors  โทร K.Motors Call Center 02-662-6555

 

…………….รีบกันหน่อยนะครับ เพราะสิทธิ์มีจำนวนจำกัด!!!!!…………..

 

อัพเดท : 1 สิงหาคม 2561

ไขข้อข้องใจ!! เกียร์ CVT และ เกียร์ Auto คืออะไร แล้วมีดียังไง

เกียร์ต่างกันอย่างไร

ทำความรู้จักเกียร์ CVT VS เกียร์ AUTO
ปัจจุบันรถยนต์ทั่วไปมักใช้เกียร์รถแบบ Auto และยังมีบางส่วนที่ขับแบบเกียร์กระปุก ในขณะที่รถรุ่นใหม่ๆ เริ่มเปลี่ยนมาใช้เกียร์ CVT กันมากขึ้น จะว่าไปแล้วคนขับรถทั่วไป ก็ไม่ค่อยเข้าใจหรือรู้ว่าเกียร์แต่ละแบบนั้นมีดีหรือเสียต่างกันอย่างไร ช่างเค.จึงนำข้อมูลมาฝากครับ

เกียร์ CVT คืออะไร แล้วมีดียังไง

ความแตกต่างระหว่าง เกียร์ CVT vs เกียร์ AUTO

เกียร์ CVT คืออะไร ถือว่าเป็นอีกหนึ่งข้อสงสัยสำหรับหลายๆคนวันนี้ผม “ช่างเค” เลยจะขอเอาประเด็นนี้มาอธิบายให้เพื่อนๆเข้าใจ และทำความรู้จักกันให้มากยิ่งขึ้นครับ

ระบบเกียร์ CVT (CONTINOUS VARIABLE TRANSMISSION) ในรถยนต์ หรือ ระบบเกียร์แปรผัน เป็นเกียร์ที่จะเปลี่ยนแปลงการทำงานตามกำลังที่ส่งมาจากเครื่องยนต์ ซึ่งในชุดเกียร์จะประกอบด้วย พูลเลย์ 2 ตัว ตัวแรกต่อกับเครื่องยนต์เรียกว่า พูลเล่ย์ขับ (DRIVE PULLEY) ส่วนตัวที่ต่อกับเพลาจะเรียกว่า พูลเลย์ตามหรือพูลเล่ย์กำลัง (DRIVEN PULLEY) โดยทั้งสองตัวจะทำงานสอดคล้องกันตามอัตราเร่งและรอบเครื่องยนต์

ในชุดเกียร์ AUTOMATIC หรือเกียร์ธรรมดา (Manual)

สำหรับรถยนต์เกียร์ AUTO หรือเกียร์ MANUAL ปกติเวลาเราเปลี่ยนจะต้องเข้าเกียร์ ซึ่งภายในเกียร์ก็จะเปลี่ยนและเลื่อนการขบกันของเฟืองไปยังชุดเกียร์ต่าง ๆ เช่น เกียร์ 1,2,3,4 จนถึงเกียร์สุดท้าย เพื่อให้ทำงานตามอัตราทดของเกียร์นั้น ๆ ทำให้รู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนอัตราทดในเกียร์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเปลี่ยนให้อัตราทดสูงขึ้นหรือต่ำลง หรือสามารถสังเกตได้จากรอบของเครื่องยนต์ อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่ามันช่วยเพิ่มอรรถรสและอารมณ์สนุกเร้าใจในการขับขี่ได้ ในส่วนของเกียร์ CVT ในรถยนต์นั้น จะไม่มีชุดเฟืองในแต่ละเกียร์ แต่จะปรับอัตราทดด้วยการเปลี่ยนขนาดของพูลเล่ย์ให้เป็น พูลเลย์ขับเล็ก พูลเลย์ตามใหญ่ เพื่อให้ได้แรงบิดในการออกตัว เปรียบเทียบก็เหมือนเกียร์ 1 เฟืองเล็กขับเฟืองใหญ่ เมื่อความเร็วสูงขึ้น ใช้เกียร์สูงขึ้น พูลเลย์ขับก็จะขยายตัวใหญ่ขึ้น ในขณะที่พูลเลย์ตามจะมีขนาดลดลง กลายเป็นใหญ่ขับเล็กและจะได้ความเร็ว ซึ่งรถมอเตอร์ไซค์ออโตเมติกปัจจุบันก็เป็นการทำงานแบบนี้เช่นกัน

ในเกียร์ CVT กับเกียร์ AUTO หรือเกียร์ธรรมดา จะมีหลักการปรับเปลี่ยนอัตราทดเหมือนกันคือเปลี่ยนจากเฟืองมาเป็นพูลเล่ย์ ที่จะขยายใหญ่หรือลดขนาดไปตามอัตราทดที่ต้องการ โดยใช้สายพานโลหะเป็นตัวเชื่อมการทำงานของพูลเลย์ทั้ง 2 อันไว้ด้วยกัน ซึ่งระบบการปรับขนาดของพูลเล่ย์นี้มีทั้งแบบทำงานโดยไฟฟ้าและไฮดรอลิก ทำให้ไร้ความรู้สึกในการปรับเปลี่ยนอัตราทดในเกียร์ CVT

ข้อดีของเกียร์ CVT

ข้อดีของเกียร์ CVT จุดเด่นคือความนุ่มนวล เพราะเกียร์ CVT จะเปลี่ยนอย่างต่อเนื่องไม่มีรอยต่อการเปลี่ยนเกียร์ จาก 1 ไป 2 ไป 3 เหมือนเกียร์ AUTO ปกติ ดังนั้นจึงทำให้รถยนต์นิ่งไม่มีความรู้สึกถึงการกระชาก หรือกระตุกในจังหวะเปลี่ยนเกียร์ แต่จะค่อย ๆ ไต่ความเร็วขึ้นไปเรื่อย ๆ อย่างนุ่มนวล ในขณะเดียวกันข้อดีของการที่เกียร์ไม่กระชาก จะทำให้รอบเครื่องไม่กระชากตามไปด้วย ส่งผลให้ทำให้อัตราการบริโภคน้ำมันลดลง และไม่มีการลากรอบทิ้งก่อนเปลี่ยนเกียร์เหมือนเกียร์ออโต้

ส่วนข้อเสียนั้นจริง ๆ แล้วอาจจะไม่ได้เรียกว่าเป็นข้อเสียซะทีเดียว เพราะส่วนใหญ่มักจะเกิดกับคนเท้าหนักหรือคนที่คุ้นเคยกับเกียร์ในแบบที่มีรอยต่อเกียร์ให้รู้สึกลากรอบเพื่อเรียกแรงบิดในเกียร์ออโต้เป็นหลัก เพราะอย่างที่อธิบายไปแล้วว่าเกียร์แบบนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อให้การเปลี่ยนเกียร์นุ่มนวลไม่กระชาก ดังนั้นบรรดาขาซิ่งหรือผู้ที่คุ้นเคยกับเกียร์ออโต้แบบเก่า จึงรู้สึกเหมือนกับว่ารถมันไม่ค่อยวิ่ง ถ้าไปใช้วิธีการขับแบบเดิม ๆ ก็กลายเป็นมีแต่รอบ รถไม่วิ่ง แถมมาด้วย พอรถมันรู้สึกเหมือนไม่วิ่งก็คิ๊กดาวน์บ่อย ๆ กระชากสายพานบ่อย ๆ อายุสายพานก็ลดลง แต่ถ้าวัดความเร็วกันจริง ๆ ก็ช้ากว่าเกียร์ธรรมดาไม่มากนัก แค่รู้สึกไม่ทันใจเท่านั้นเอง เกิดจากการขัดความรู้สึกที่ชินกับเกียร์ออโต้หรือเกียร์ธรรมดาซะมากกว่า

ในการขับขี่รถยนต์ที่ใช้งานเกียร์ CVT อย่างถูกวิธี ซึ่งนอกจากจะทำให้คุณรีดสมรรถนะของเกียร์แบบนี้ ออกมาได้มากกว่าเดิมแล้ว ยังช่วยยืดอายุของเกียร์ให้มากขึ้นด้วย ในการออกตัวเกียร์ CVT จะทำงานด้วยอัตราทดที่สัมพันธ์กันตามการหมุนของรอบเครื่อง เพราะฉะนั้นในการออกตัวควรจะเริ่มจากค่อย ๆ กดคันเร่งลงไปเล็กน้อยให้รอบเครื่องเริ่มขยับ จนรู้สึกว่าเริ่มมีแรงบิดจากเกียร์ แล้วจึงค่อย ๆ เติมคันเร่งเพิ่มเข้าไป การใช้วิธีนี้จะทำให้รถออกตัวได้เร็วและนุ่มนวลกว่าการออกตัวแบบเหยีบคันเร่งไปแบบเต็มที่หรือทันทีทันใด เพราะการกดคันเร่งแบบหนักหน่วงทันทีจะทำให้รอบเครื่องกวาดขึ้น แต่พูลเล่ย์จะหมุนตามไม่ทัน รถจึงเกิดอาการรอรอบ

ส่วนวิธีที่จะขับให้ประหยัดนั้น พอรถออกตัวเคลื่อนที่แล้วให้กดคันเร่งเน้น ๆ หน่อย โดยรถจะค่อย ๆ ไต่ความเร็วขึ้นไปจนถึงความเร็วที่ต้องการให้ยกเท้าขึ้นนิดนึง แล้วคงความเร็วไว้นิ่งๆ ในช่วงความเร็วที่ต้องการ จะเป็นการขับโดยไม่มีรอบฟรีทิ้งให้เปลืองน้ำมัน ในการแซงหากกระแทกคันเร่งลงไปทีเดียวรถก็จะเกิดอาการรอรอบ (รอบกวาดสูง) เช่นกัน ต้องใช้วิธีเบิ้ลคันเร่งคือเมื่อจะเร่งแซงก็ให้กดคันเร่งเหมือนคิ๊กดาวน์ แล้วถอนออกเพื่อให้เกียร์ทำงานเร็วขึ้น

การบำรุงรักษา เกียร์ CVT

โดยส่วนใหญ่ผู้ขับขี่รถยนต์จะคุ้นเคยกับเกียร์ออโต้แบบเดิม คือ การออกตัวแบบรุนแรงรีบร้อนหรือการลากรอบเครื่องรอบเกียร์สูง ๆ บ่อย ๆ ฉะนั้นสิ่งแรกที่ถือว่าเป็นการบำรุงรักษารถยนต์เกียร์ CVT นั้น ต้องเริ่มจากการปรับพฤติกรรมการขับขี่ก่อน ได้แก่การไม่ออกตัวแบบกระชาก หรือไม่ทำเลยได้ยิ่งดี เพราะสายพานโลหะที่เชื่อมกำลังระหว่างพูลเล่ย์ทั้ง 2 ตัว ถ้ามีการกระชากบ่อย ๆ สายพานก็จะชำรุดเสียหาย ต่อมาควรมีการบำรุงรักษาอย่างถูกต้องและเหมาะสมตามระยะ นั่นคือ ตรวจสอบหรือเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ตามระยะที่คู่มือกำหนด หรือเปลี่ยนทุก ๆ 40,000 หรือ 80,000 กม. และเพื่อให้สบายใจในการขับขี่มากควรเลือกเกรดน้ำมันเกียร์ให้ถูกต้องและเหมาะสมตามสเปคมาตรฐานของเกียร์ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะน้ำมันเกียร์ของเกียร์ AUTO ธรรมดากับน้ำมันเกียร์ CVT มีค่าความหนืดไม่เท่ากัน ไม่ควรเอามาใช้ปนกันเด็ดขาด! …ซึ่งเพื่อนๆคนไหนที่มีความสนใจเปลี่ยนถ่าย ดูแลบำรุงรักษา สามารถเข้ามาใช้บริการที่ศูนย์บริหารมาตรฐาน โตโยต้า เค.มอเตอร์ส ทั้ง 17 สาขา ของเราได้เลยครับ หรือโทรนัดหมายหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 02-662-6555

สรุป เกียร์ CVT vs เกียร์ AUTO ไม่ว่าจะเป็นเกียร์แบบไหน การใช้งานการขับขี่ก็เป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้เกิดสมรรถนะสูงสุดไม่ว่าจะการสิ้นเปลืองหรือพละกำลัง รวมถึงอายุการใช้งานที่จะยืดยาวนานหรือสั้นก็อยู่ที่การขับขี่ซะส่วนใหญ่แล้วล่ะครับ ลองปรับเปลี่ยนและทำความคุ้นเคยกับเกียร์ CVT ดู แล้วจะรู้เลยว่ามันก็ไม่ธรรมดาจริงๆ /ช่างเค

อัพเดท : 1 สิงหาคม 2561

ระวัง!! รถ”พัง” ไม่รู้ตัว..สัญญาณที่กำลังบอกว่า “เบรค” รถของคุณกำลังมีปัญหา ซ่อมด่วน!!

เบรคพัง รถพัง

สัญญาณเตือนเบรคมีปัญหา
เชื่อว่าหลายคนที่ใช้รถต้องเคยเจอกับปัญหาเรื่อง “เบรค” แน่นอน ไม่ว่าตั้งแต่เริ่มออกรถ หรือในขณะที่ขับรถอยู่กลางถนนก็ตาม ซึ่งปัญหา “เบรค” หมายถึงชีวิตคุณเลยทีเดียว!! แล้วคุณรู้หรือไม่ว่าปัญหาเหล่านั้นมันเกิดจากอะไร วันนี้เรามีคำตอบมาให้แล้วครับ…

1. เบรคมีเสียงครูด เสียงแหลมดัง

เบรคเกิดอาการเสียงดังในขณะที่เบรครถ ส่วนใหญ่สาเหตุมาจากผ้าเบรคหมด จนทำให้เหล็กผ้าเสียดสีกับจานเบรค หรือจานเบรคเป็นรอยเพราะฝุ่นจับ รวมไปถึงเศษหินที่หลุดเข้าไปข้างใน ทำให้เบรครถเกิดปัญหา ถึงขั้น ต้องเจียรจานเบรคใหม่ อย่างไรก็ตามหากเช็คแล้วว่าทั้งผ้าเบรคและจานเบรคยังคงคุณภาพดีทั้งคู่ โปรดจงรู้ไว้เลยว่าเสียงดังนั้นอาจเกิดจากผ้าเบรคที่ไม่ได้มาตรฐานนั่นเอง ต้องรีบเปลี่ยนโดยด่วนเลยครับ

2. ขณะเบรครถยนต์เอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง

ในขณะที่เท้าของคุณแตะเหยียบเบรคอยู่นั้นกับพบว่ารถยนต์ของคุณกำลังเหวี่ยงไปทางซ้าย หรือเอียงขวาบ้าง อาการปัดเอียงนั้นบ่งบอกว่าเบรครถกำลังมีปัญหา หากเอียงไปทางซ้าย หมายความว่าระบบเบรคกำลังรวนให้ตรวจสอบระบบเบรคทางด้านขวา โดยอาจเกิดจากคราบน้ำมันหรือสารหล่อลื่นของเครื่องยนต์ช่วงล่างกระเด็นมาโดนจานเบรค จนทำให้ผิวลื่นมันและความฝืดลดลง หรือเกิดจากประสิทธิภาพการสึกหรอของชุดคาลิปเปอร์เบรคที่มีแรงกดในแต่ละฝั่งแตกต่างกัน

3. ขณะเบรคแป้นเกิดอาการสั่น

“เบรคสั่น” ในขณะที่เหยียบเบรค แป้นเบรคเกิดอากาสั่นขึ้น-ลง หากเบรคสั่นมากอาจจะรับรู้ถึงแรงสั่นได้ถึงพวงมาลัย หรือเวลาเหยียบเบรคทีแต่เกิดอาการรถสั่นไปทั้งคัน สาเหตุจากจานเบรคเกิดการคดบิดตัว เนื่องจากถูกใช้งานรุนแรงกินไป หรือกรณีที่รถผ่านการลุยน้ำ (จานเบรคที่ร้อนจัด เวลาเจอน้ำมักจะบิดตัวได้ง่าย) ลูกปืนล้อหลวม น็อตล้อหลวม ผ้าเบรคสึกหรอไม่เท่ากัน อาการนี้เกิดได้ทั้งระบบดิสเบรคและดรัมเบรค

4. เบรคแข็งต้องใช้แรงมากกว่าปกติ

อาการแบบนี้เรียกกันว่า “เบรคตื้อ” คือ เวลาเหยียบเบรคแล้วเบรคไม่ค่อยอยู่ เกิดอาการเบรคแข็ง ต้องออกแรงเหยียบมากๆ โดยลักษณะของเบรคตื้ออาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น แรงดูดสุญญากาศของหม้อลมน้อย เนื่องจากปั้มดูดไดชาร์จเสียหรือผ้าในหม้อลมรั่ว วาล์ว PVC หรือ Combo Vale เสีย หรือสายลมรั่ว

5. แป้นเบรคต่ำต้องเหยียบเบรคลึกมาก เบรคถึงทำงาน

เรียกอาการแบบนี้ว่า “เบรคต่ำ” เวลาที่เหยียบเบรค แป้นเบรคจะจมลงต่ำกว่าปกติ เมื่อเหยียบค้างไว้เบรคค่อยๆจมลง สาเหตุเกิดจากลูกยางแม่ปั้มเบรคบนสึกหรอหรือบวม จึงทำให้แรงดันเบรคลดลง จนต้องออกแรงเบรคมากขึ้น บางครั้งต้องเหยียบเบรคซ้ำ ๆ กัน หลาย ๆ ทีก็มี

6. เบรคทำงานทันทีเมื่อเหยียบเพียงเล็กน้อย

เหยียบแป้นเบรคเพียงเล็กน้อยแล้วรถหยุดทันทีแบบทันที คือ เบรคทำงานเร็วเกินไป

สาเหตุหลักที่ทำให้เบรคมีปัญหา

1. เกิดการรั่วของน้ำมันเบรค เช่น สายอ่อนเบรคแตก ท่อแป๊ปเบรคแตก หรือน้ำมันเบรครั่วซึมเป็นเวลานาน ลูกยางแม่ปั้มเบรคและแม่ปั้มเบรคเก่า เกิดการเสียหายจนน้ำมันเบรครั่วออกมา

2. ผ้าเบรคหมด บ่อยครั้งที่ผ้าเบรคหมดนาน ๆ แต่ไม่ได้รับการเปลี่ยน จนทำให้หลุดออกมาจากฝักก้ามปูเบรค และถ้าหากลูกสูบผ้าเบรคหลุด เบรคก็จะแตกทันที

3. ส่วนประกอบในระบบเกิดการหลุดหลวม เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น สากแป้นเบรค (ที่ตั้งได้ไขไม่แน่นหลุดเกลียว หรือไม่ได้ใส่สลักล็อค) น็อตยึดขาเบรคหลุด ฝักเบรค หรือคาลิปเปอร์เบรคยึดไม่แน่น ร่วมไปถึงส่วนประกอบต่าง ๆ ในระบบเบรคประกอบกันไม่แน่นจนหลุดออก

4. สายอ่อนเบรคแตก สายอ่อนที่ใช้งานมานานจะเกิดอาการบวม แม้ภายนอกอาจมองไม่เห็นสิ่งผิดปกติแต่เมื่อขับรถและเหยียบเบรคกลับจะเกิดการพองตัวเหมือนลูกโป่ง ซึ่งถือว่าอันตรายมาก หากเหยียบเบาๆ แรงดันน้ำมันเบรคต่ำ อาจจะไม่เกิดอะไร แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์ขับคัน จนต้องเบรคแรง ๆ สายอ่อนเบรคจะไม่สามารถรับแรงดันไหวและแตกออกมา ทำให้รถเกิดอันตรายได้

การดูแลรักษาระบบเบรค และข้อควรระวัง

+ ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องปีละครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบเบรคเกิดสนิม

+ น้ำมันเบรค ควรใช้ให้ตรงกับมารตราฐานที่ผู้ผลิตกำหนด เช่น DOT3 จะไม่สามารถนำน้ำมันเบรค DOT อื่นมาผสมได้ หรือนำน้ำมันอื่นมาเติมแทน เพราะจะทำให้ลูกยางเบรกเกิดอาการบวมได้

+ การเช็คระยะห่างผ้าเบรคในระบบดรั้มเบรค ระยะห่างระหว่างผ้าและจานเบรคที่มากขึ้น จะสังเกตได้จากการเหยียบเบรคจะต่ำลงและการดึงเบรคมือที่สูงขึ้น

+ ระดับน้ำมันเบรคลดต่ำลง ควรถอดจานเบรคออกมาทำความสะอาดและปัดฝุ่น จากนั้นจึงจัดให้ระยะผ้าเบรคให้ชิดขึ้น โดยใช้ไขควงเขี่ยเฟืองตั้งให้หมุนตามฟันตั้ง ส่วนด้านหลังจานเบรคใส่ล้อไขแล้วหมุนให้แน่น

+ การตรวจสอบผ้าเบรค ผ้าเบรคถือว่าเป็นส่วนที่สึกหรอได้ง่าย เนื่องจากเกิดการเสียดสีบ่อยครั้ง รวมไปถึงฝุ่นเกาะเกรอะกรัง ดังนั้นจึงควรถอดออกมาเช็ดเป็นประจำ

+ การเจียรจานเบรค การใช้ผ้าเบรคที่มีโลหะผสมอยู่ ปรอะกอบด้วยฝุ่น หิน และการปล่อยให้ผ้าเบรคหมด จะทำให้จานเบรคเกิดเป็นรอย และการขับรถลุยน้ำในขณะที่จานเบรคกำลังร้อน จานเบรคจะเกิดการคดหรือบิดตัว ต้องรีบทำการเจียรจาน ซึ่งทำได้ทั้งหมด 2 วิธี คือ การถอดจานเบรคมาเจียรด้วยเครื่องเจียรจาน และการใช้เครื่องเจียรจานแบบประชิดล้อ

+ การล้างและเปลี่ยนชุดซ่อมเบรค เบรคเป็นส่วนที่ถูกใช้งานบ่อยครั้ง ควรได้รับการเปลี่ยนชุดซ่อมอย่างน้อย 2-4 ปีต่อครั้ง เช่น ลูกยางแม่ปั้มเบรค ลูกยางลูกสูบเบรค และยางกันฝุ่น  ส่วนรถที่ถูกนำไปลุยน้ำมาต้องรีบตวรจสอบทันที เพราะน้ำที่หลุดรอดเข้าไปในกระบอกเบรคและแม่ปั้มเบรค จะทำลายลูกสูบเบรคทำให้เกิดสนิม เป็นตามด และทำให้เกิดอาการเบรคติด หรือน้ำมันเบรครั่วซึม หากรถของคุณมีลูกยางกันฝุ่นที่เก่าใกล้หมดสภาพล่ะก็ มันจะไม่สามารถกันน้ำและฝุ่นได้เลย

หากรถของคุณเกิดเหตุการณ์เบรคมีปัญหาแบบไหน ต้องรีบนำเข้าตรวจเช็คที่ศูนย์บริการโตโยต้า เค.มอเตอร์ส ได้เลยนะครับ ทิ้ง ๆ ไว้นาน ๆ จะยิ่งเรื้อรังแก้ไขได้ยาก หรือถ้าไม่อยากพารถเข้าศูนย์บ่อย ๆ ก็อย่าลืมดูแลรักษารถของคุณให้ดีด้วยนะครับ จะได้ไม่เสียเวลาและไม่ต้องเสียตังค์ด้วย #ช่างเค

อัพเดท : 1 สิงหาคม 2561

ระวัง!! อันตรายบนท้องถนนที่มาพร้อมกับฝน ฤดูแห่งความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ

ขับขี่ปลอดภัย

เตรียมความพร้อมรถก่อนออกเดินทางวันฝนตก
การขับรถในช่วงฤดูฝนมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในรูปแบบต่างๆ ซึ่งสร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมาก เพื่อความปลอดภัยต่อรถของคุณ ขอแนะนำวิธีการและขั้นตอนในการตรวจสอบรถยนต์เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงหน้าฝนดังนี้ครับ

1. ตรวจสอบทัศนวิสัยในการขับขี่ ว่ากระจกหน้าของรถมีการทำงานของ “ยางใบปัดน้ำฝน” ดีเพียงใด หากมีการใช้งานแล้วยางใบปัดน้ำฝนไม่สามารถรีดน้ำออกได้เต็มที่ ในช่วงที่ฝนตกอย่างรุนแรง อาจจะส่งผลให้ท่านไม่สามารถมองออกไปได้อย่างชัดเจน และจุดหนึ่งที่อยู่ใกล้เคียงกันนั่นคือ “หัวฉีดน้ำกระจก” ขอแนะนำให้หมั่นตรวจสอบเพื่อไม่ให้มีการอุดตันของน้ำที่ฉีดออกไป ซึ่งมีส่วนให้ยางใบปัดน้ำฝนทำงานได้ดียิ่งขึ้น เพราะมีส่วนชะล้างคราบสกปรกต่างๆ ที่เกาะติดอยู่ออกไปได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะหากเราได้ใส่น้ำยาล้างกระจกเข้าไปที่กระป๋องน้ำที่ฉีดกระจกจะเป็นส่วนเสริมให้ผิวหน้ากระจกลื่นขึ้นและถนอมไม่ให้ยางใบปัดน้ำฝนเสื่อมคุณภาพเร็วขึ้นเพราะความเสียดทานที่กระจกน้อยลงไป โดยระดับน้ำที่ต้องตรวจสอบที่กระป๋องน้ำฉีดกระจกต้องเติมให้เต็มอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากในช่วงนี้อาจจะต้องมีการใช้น้ำมากกว่าการขับขี่ปกติ
2. สัญญาณไฟต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้ โดยเฉพาะไฟหน้ารถยนต์ “ไฟตัดหมอก” และ “ไฟเลี้ยว” ที่ต้องใช้ควบคู่กับ ไฟฉุกเฉิน ซึ่งเราจะต้องใช้งานเมื่อหากขับผ่านจุดที่มีฝนตก โดยการเปิดไฟหน้าหรือไฟตัดหมอก เพื่อให้เกิดทัศนวิสัยที่ดีในการขับขี่ การตรวจสอบด้วยตัวเองมีวิธีง่ายๆดังนี้ คือให้เปิดสวิทช์ไฟไปที่ตำแหน่งไฟต่ำ และออกมาสังเกตที่บริเวณโคมไฟหน้า และไฟตัดหมอกว่า มีแสงสว่างที่ออกมาอยู่ในตำแหน่งและแสงไฟที่ส่องออกมามีกำลังเพียงพอหรือไม่ ซึ่งหากตรวจสอบแล้วพบว่า แสงที่ออกมาไม่มีหรือไฟที่ออกมาเหมือนแสงไฟที่น้อยและริบหรี่มาก สมควรที่จะเข้าศูนย์บริการ เพื่อตรวจสอบว่าโคมไฟหรือหลอดไฟมีการเสื่อมสภาพจากการใช้งานมาหรือไม่ สำหรับสัญญาณไฟฉุกเฉินที่จะต้องตรวจสอบ ก็เพราะเมื่อถึงเวลาที่จะต้องใช้งานในนาทีฉุกเฉิน และรถของเราได้ประสบเหตุที่ไม่คาดคิด เช่น รถอาจจะเสียกลางทาง หรือเกิดอุบัติเหตุขึ้นจะได้ไม่ต้องมาเสียอารมณ์เพิ่มมากขึ้น โดยขอแนะนำให้สังเกตเมื่อเราเปิดไฟเลี้ยว ทั้งสองข้างหากพบว่ามีจังหวะที่ไฟกระพริบเร็วมากกว่าปกติ นั่นแสดงว่าหลอดไฟด้านใดด้านหนึ่งขาด และให้กดสวิทช์ไฟฉุกเฉินว่ามีการทำงานที่เป็นปกติหรือไม่ หากสวิทช์ไม่ทำงานแนะนำให้ท่านต้องรีบเช็คที่ศูนย์บริการว่ามีส่วนไหนที่ทำงานบกพร่อง สำคัญคือเมื่อฝนตกห้ามเราเปิดไฟฉุกเฉินในขณะขับขี่ให้เปิดไฟหน้าหรือไฟหรี่แทน
3. ยางรถยนต์  หมั่นตรวจสอบ “ลมยาง” และ “สภาพยาง” อย่างสม่ำเสมอและเติมลมยางให้มากกว่าปกติประมาณ 2-3 ปอนด์ เพื่อให้หน้ายางแข็ง ซึ่งจะช่วยรีดน้ำออกจากหน้าสัมผัสของยาง และป้องกันอาการล้อฟรี ได้ ในกรณีดอกยางสึกหรอควรเปลี่ยนยางใหม่ โดยเลือกยางที่มีดอกยางละเอียดและมีร่องยางลึกไม่ต่ำกว่า 1.5 – 2 มม. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนน และการหยุดรถบนเส้นทางที่เปียกลื่น และให้ตรวจสอบอายุการใช้งานของยางด้วยว่าสมควรเปลี่ยนใหม่หรือไม่ ซึ่งปกติแล้วจะใช้งานไม่เกิน 4 ปี
4. ผ้าเบรก เมื่อถึงระยะเวลาที่ต้องเปลี่ยนหรือสึกหรอจากการใช้งานและมีการใช้งานที่นานมากๆ แต่ไม่เคยเปลี่ยนเลย อาจจะส่งผลให้การจับตัวของผ้าเบรกและจานเบรก ไม่มีประสิทธิภาพทำงานซึ่งเมื่อเจอกับสภาพอากาศที่มีความชื้นและเกิดการเปียกลื่นด้วยแล้ว เป็นการเสริมให้ความลื่นของหน้าสัมผัสมีมากขึ้น หากสภาพยางและเบรกไม่อยู่ในสภาพใช้งานได้ดี อาจจะทำให้รถเสียการทรงตัวและพลิกคว่ำได้ง่าย เพื่อความปลอดภัย ผู้ขับขี่ควรตรวจสอบยางและระบบเบรกให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานอยู่เสมอ
5. นำรถเข้าตรวจสอบเช็คระยะตามที่ผู้ผลิตกำหนดมาให้ เพราะหากเราละเลยหรือไม่นำรถเข้าตรวจสอบ อาจจะมีชิ้นส่วนบางตัว ที่เสื่อมสภาพจากการใช้งานหรือมีความจำเป็นต้องเปลี่ยน ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถขับรถได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
6. ผู้ขับขี่ ไม่ควรขับรถตามรถคันหน้าในระยะกระชั้นชิดและขับรถจี้ท้ายรถคันหน้า ประกอบกับสภาพถนนเปียกลื่น เมื่อรถคันหน้าหยุดรถกะทันหัน จะทำให้ไม่สามารถหยุดรถได้ทัน ไม่ควรขับรถด้วยความเร็วสูง ควรเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าในระยะที่เพียงพอต่อการหยุดรถหรือในระยะไม่ต่ำกว่า 60 เมตร เพื่อป้องกันรถคันหน้าหยุดกะทันหันซึ่งจะทำให้ถูกรถคันอื่นชนท้าย ในการหยุดรถหรือเปลี่ยนช่องทางเดินรถกะทันหัน ให้เปิดสัญญาณไฟล่วงหน้าก่อนเปลี่ยนช่องทางทุกครั้ง ไม่เหยียบเบรกและปลดเกียร์ว่างขณะเข้าโค้ง เพราะจะเกิดแรงเหวี่ยงจนทำให้รถหลุดโค้งหรือให้ไม่สามารถควบคุมรถให้อยู่ในเส้นทางได้
7. หากเกิดอาการรถเหินน้ำ ซึ่งเกิดจากการขับรถด้วยความเร็วสูงผ่านบริเวณที่มีแอ่งน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะทางโค้งและที่ลาดต่ำ ทำให้ยางไม่สามารถรีดน้ำออกจากหน้าสัมผัสได้ทัน จะส่งผลให้ล้อหมุนและลอยอยู่บนน้ำ ไม่สัมผัสกับพื้นถนน และเกิดการลื่นไถลจนไม่สามารถควบคุมได้ วิธีแก้ไขให้ค่อยๆถอนคันเร่ง เพื่อเบาเครื่องยนต์ จับพวงมาลัยให้มั่นคง พร้อมใช้เกียร์ต่ำจนกว่ารถจะทรงตัวได้ จึงค่อยเบรกเพื่อหยุดรถ กรณีขับผ่านแอ่งน้ำหรือหลุมบ่อที่มีความลึกมากกว่าปกติ ควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยแตะเบรกก่อนจะถึงแอ่งน้ำเพราะจะทำให้รถหมุนหรือปัดจนเกิดอุบัติเหตุได้หากเกิดอาการตกใจเมื่อไปแตะเบรก
ทางช่างเค หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคำแนะนำข้างต้นจะช่วยให้ทุกๆ ท่านได้ใช้รถ ใช้ถนน และขับขี่ได้อย่างปลอดภัยในช่วงฤดูฝนนี้นะครับ
..
“Credited by ช่างเค”