อัพเดท : 1 สิงหาคม 2561

เช็คสภาพรถยนต์ก่อนเดินทาง หากพบอาการผิดปกติเหล่านี้ ไม่ควรนิ่งนอนใจ!!

รีบซ่อมด่วน!!

วิธีสังเกตอาการรถยนต์ผิดปกติเบื้องต้น
การตรวจสอบความพร้อมของรถยนต์ก่อนออกเดินทางแบบเบื้องต้นเป็นสิ่งที่ควรทำประจำ ซึ่งนอกจากเพื่อความปลอดภัยในการเดินทางแล้ว ถ้าหากพบอาการผิดปกติของเครื่องยนต์ในส่วนต่างๆ เราจะได้รีบแก้ไขได้ทันท่วงที ทั้งยังไม่ก่อให้เกิดความเสียหายจนมากเกินไปด้วยครับ

อาการของรถเสีย ที่ไม่ควรนิ่งนอนใจอย่างเด็ดขาด!!

ถ้าเจอสิ่งเหล่านี้ ควรรีบตรวจสอบและจัดการปรึกษาช่างผู้ชำนาญ เพื่อทำการซ่อมโดยเร็ว ก่อนที่จะเสียหายหนักกว่าที่เป็นอยู่นะครับ… วันนี้ “ช่างเค” มีวิธีสังเกตอาการผิดปกติของรถเบื้องต้น มาฝากกันด้วยครับ

1. คลัทช์ สำหรับรถเกียร์ธรรมดา เช่น คลัทช์ลื่น เข้าคลัทช์ไม่สนิท หรือเหยียบแป้นคลัทช์แล้วแต่ยังเข้าเกียร์ได้ยาก คลัทช์มีเสียงดังเมื่อเหยียบแป้นคลัทช์ แป้นคลัทช์สั่นขึ้นๆ ลงๆ ขณะกำลังขับอย่ามองข้ามนะครับ เพราะอาการเหล่านี้จะทำให้ควบคุมเกียร์ได้ยาก อาจเกิจอันตรายได้ครับ

2. เกียร์ สัญญาณบอกเหตุว่าเกียร์มีปัญหา คือ มีเสียงดังทั้งในขณะอยู่ที่เกียร์ว่าง หรือเข้าเกียร์ใดเกียร์หนึ่งอยู่ เปลี่ยนเกียร์ยาก มีอาการติดขัด หรือต้องขยับอยู่นาน มีเสียงดังขณะเข้าเกียร์ทั้งที่เหยียบคลัทช์แล้ว ห้องเกียร์มีน้ำมันหล่อลื่นไหลออกมา

3. พวงมาลัย ปัญหานี้จะทำให้อุปกรณ์อื่นๆ เช่น ยางเฟืองท้ายชำรุดตามไปด้วย เช่น พวงมาลัยหนัก หรือต้องใช้แรงมากผิดปกติในการบังคับเลี้ยว พวงมาลัยหลวมเกินไป มีระยะฟรีเกิน 1 นิ้ว พวงมาลัยสั่นในขณะขับ ถ้าเจออาการแบบนี้แนะนำว่าควรนำรถเข้าศูนย์บริการครับ

4. เบรก ถ้าพบว่าเบรกมีอาการผิดปกติ ต้องรีบแก้ไขทันที เช่น เบรกลื่น หยุดรถไม่อยู่ เบรกแล้วรถปัดไปข้างใดข้างหนึ่ง หรือแป้นเบรกยังจมลึกลงไปทั้งที่ถอนเท้าออกมาแล้ว ควรนำรถเข้าตรวจสอบทันทีครับ

5. ไฟชาร์จ ควรจะปรากฏขึ้นที่แผงหน้าปัดทุกครั้งที่สตาร์ทเครื่อง และเมื่อสตาร์ทติดสักครู่ก็จะดับลง แต่ถ้าไฟชาร์จไม่สว่าง หรือสว่างแล้วไม่ยอมดับ อาจเกิดจากไดชาร์จผิดปกติหรือสาเหตุอื่น ปัญหานี้ก็ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ครับ

6. ยาง หากดอกยางตรงกลางล้อสึกหรอมากกว่าขอบแสดงว่าเติมลมแข็งเกินไป กลับกันถ้าดอกยางขอบล้อสึกหรอมากกว่าตรงกลาง แสดงว่าเติมลมอ่อนเกินไป แต่ถ้าดอกยางสึกหรอข้างใดข้างหนึ่ง แสดงว่ามุมแนวตั้งของยางไม่ตรง ดอกยางเป็นบั้งๆ แสดงว่าแนวของยางไม่ขนานกับแนวเคลื่อนที่ของรถ ควรนำรถศูนย์บริการเพื่อตั้งศูนย์ล้อหรือปรับแรงดันลมยางใหม่ครับ

7. หลอดไฟ ถ้าขาดบ่อยหรือต้องเติมน้ำกลั่นในหม้อแบตเตอรี่บ่อยแสดงว่าอุปกรณ์ที่เรียกว่า “เรกูเลเตอร์” ทำหน้าที่ควบคุมกระแสไฟให้เหมาะสมเกิดการชำรุด ควรนำรถเข้าตรวจสอบระบบไฟ เพื่อซ่อมเรกูเลเตอร์ หรือถ้าหากชำรุดก็อาจจะต้องเปลี่ยนใหม่

8. น้ำมันหล่อลื่น ถ้าสัญญาณไฟเตือนระบบน้ำมันหล่อลื่นสว่างขึ้นในขณะขับขี่รถยนต์ หมายความว่าเครื่องยนต์กำลังทำงานโดยปราศจากน้ำมันหล่อลื่น ให้รีบนำรถไปยังศูนย์บริการที่ใกล้ที่สุดทันที แต่ถ้าฉุกเฉินจริงๆ แนะนำให้เติมน้ำมันเครื่องใส่ลงในถังน้ำมันหล่อลื่นไปก่อน เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ถ้าเป็นสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่น้ำมันหล่อลื่นแห้ง ควรใช้รถลากไป ศูนย์บริการโตโยต้า เค.มอเตอร์ส ทันทีครับ… ด้วยความห่วงใย/ ช่างเค

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ

อัพเดท : 1 สิงหาคม 2561

LSD (Limited Slip Differential) ในรถโตโยต้าจำเป็นยังไง และมีไว้เพื่ออะไร

ทำความรู้จักLSD

เฟื่องท้ายอีกส่วนสำคัญของเครื่องยนต์
Limited Slip Differential บางคนเรียกสั้นๆ ง่ายๆ ว่า “เต็ด” ชื่อย่อๆ คือ LSD (Limited Slip Differential) หรือที่เรารู้จักกันว่า “เฟืองท้าย” นั่นเองครับ หน้าที่ของมันคือทำการรองรับน้ำหนักของรถในขณะเลี้ยว ทำการล็อคให้ล้อรถทั้ง 2 ด้านหมุนไปด้วยความเร็วเท่าๆกัน

มาพบกันอีกครั้งนะครับ กับผม “ช่างเค” ที่จะมาพูดคุยเรื่องของยานยนต์ ไม่ว่าจะเป็นทริคเล็กๆ น้อยๆ หรือเรื่องราวที่น่ารู้เกี่ยวกับรถยนต์ วันนี้ผมขอพูดถึง Limited Slip Differential บางคนเรียกสั้นๆ ว่า เต็ด หรือชื่อย่อๆ คือ LSD มันก็คือ เฟืองท้ายนั่นแหละครับ ซึ่งหน้าที่ของมันคือรองรับในขณะที่รถเลี้ยว ทำการล็อคให้ล้อรถทั้ง 2 ด้าน หมุนไปด้วยความเร็วเท่าๆ กัน แม้ว่าล้อด้านที่ลื่นจะหมุนฟรีอยู่กับที่ แต่ล้อรถอีกด้านหนึ่งก็ยังสามารถทำงานให้รถยนต์เคลื่อนที่ไปได้ และเฟืองท้าย LSD ยังแก้ปัญหารถขณะติดหล่ม แม้ว่าล้อด้านที่ลื่นจะหมุนฟรีอยู่กับที่ แต่ LSD จะเสริมกำลังฉุดจากหล่มหรือพื้นที่ลื่นต่างๆ ทำให้ล้อทั้งสองมีแรงขับเคลื่อนต่อไปได้ ถือเป็นประโยชน์มากกับการขับขี่บนถนนหรือทางวิ่งที่ลื่น หรือเส้นทางที่เป็นโคลนครับ

เฟืองท้ายที่นิยมใช้ในรถยนต์นั่ง มี 2 แบบคือ

1. เฟืองท้ายแบบธรรมดา หรือ Conventional
2. เฟืองท้ายแบบการหมุนฟรีจำกัด หรือ LSD

ชนิดของเฟืองท้าย Limited Slip Differential

– 1 way LSD หรือระบบ limited Slip แบบทางเดียว จะทำหน้าที่ส่งกำลังไปยังล้อทั้ง 2 ด้านเฉพาะเวลาเหยียบคันเร่ง จะทำให้เกิดแรงบิดไปผลักดันกลไกลภายในให้ทำงาน แต่พอถอนคันเร่งก็หยุดการทำงาน LSD แบบนี้มักจะติดตั้งมากับรถโรงงาน พวกนี้เวลารถเข้าโค้งแล้วถอนคันเร่งการทำงานจะมีลักษณะเหมือนเฟืองขับปกติ

– 2 way LSD หรือระบบ limied Slip แบบสองทาง จะทำงานทั้งในขณะเหยียบคันเร่งและถอนคันเร่ง LSD แบบนี้จะส่งกำลังได้ดีในทางตรงและควบคุมรถได้ง่ายกว่าเวลาขับเข้าโค้ง และอาจทำให้เกิดอาการ Understreer ได้

– 1.5 way LSD พัฒนาจากการใช้งานระหว่าง 1 way และ 2 way ซึ่งแบบนี้จะทำงานเต็มที่เมื่อเหยียบคันเร่ง แต่พอถอนคันเร่งจะทำงานได้น้อยกว่า แต่ข้อดีคือลดอาการ Understreer ได้มาก
รถในปัจจุบันส่วนมากจะมี LSD กันอยู่แล้วครับ โดยรถทั่วไปจะเป็น 1 way limited slip และรถกระบะแทบทุกรุ่น จะใส่เป็น 2-way limited slip มาให้จากโรงงาน (ขึ้นอยู่กับรุ่น และยี่ห้อของรถด้วยครับ)

ตำแหน่งเฟืองท้ายในรถแต่ละประเภท
รถขับเคลื่อนล้อหลัง เครื่องอยู่หน้า >> เฟืองท้ายจะอยู่ที่เสื้อเพลาหลัง และมีเพลากลาง ต่อจากเกียร์มายังเฟืองท้าย
รถขับเคลื่อนล้อหน้า เครื่องอยู่หน้า และรถขับเคลื่อนล้อหลัง เครื่องอยู่หลัง >> เฟืองท้ายจะต่อโดยตรงกับเกียร์ ไม่มีเพลากลาง

ข้อดีของ LSD เมื่อทียบกับเฟืองท้ายแบบธรรมดา

1. ช่วยแก้ปัญหาเวลารถตกหล่ม ทำให้ล้ออีกด้านไม่หมุนฟรี สามารถใช้กับเส้นทางทุรกันดารได้ดีกว่า
2. การออกตัวดีขึ้น ลดอาการฟรีของล้อ เหมาะสำหรับรถควอเตอร์ไมล์
3. ช่วยในการออกโค้งได้ดีกว่า ลดอาการหมุนกลับ และสามารถใช้เทคนิคควบคุมรถได้
4. เพิ่มลูกเล่นและเทคนิคการขับรถได้มากขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบฝึกฝนหรือหาเทคนิคใหม่ๆ

ข้อเสีย

1. การเข้าโค้งจะยากกว่าและต้องระวังมากกว่า เพราะอาจทำให้รถเกิดการ Understeer ได้ง่าย
2. ยางสึกหรอเร็ว เพราะล้อที่ไม่หมุนฟรีต้องอาศัยการหมุนฟรีของยางที่สัมผัสกับถนนยางจะสึกหรออย่างรวดเร็ว และมีเสียงดัง
3. อายุการใช้งานของเพลาขับและลูกปืนล้อสั้นลงอย่างรวดเร็ว เพราะต้องรับแรงบิดเพิ่มขึ้น เพลาอาจขาดหรือลูกปืนแตกได้ง่าย
4. ดูแลรักษายาก ต้องดูแลอยู่เสมอ และมีการสึกหรอค่อนข้างสูง
5. ในรถแบบขับเคลื่อนล้อหน้าจะมีการขัดขืนเวลาเข้าโค้ง อาจเกิดการ Overstreer ได้ง่าย

การดูแลรักษา
เนื่องจาก LSD มีระบบการทำงานที่ซับซ้อนกว่าเฟืองขับแบบปกติ เช่น บางรุ่นมีฟันเฟืองพิเศษ ที่ต้องอาศัยเบอร์น้ำมันที่ไม่เหมือนกับเฟืองท้ายปกติ และบางรุ่นมีผ้าครัชท์แบบเปียก ที่ต้องใช้น้ำมันพิเศษที่ออกแบบมาสำหรับ LSD โดยเฉพาะ จึงไม่ควรใช้น้ำมันเฟืองท้ายที่ผสมหัวเชื้อใดๆ เพราะอาจะทำให้ผ้าคลัชท์ลื่นได้
น้ำมัน LSD ต้องได้รับการเปลี่ยนถ่ายไวกว่า เพราะจะมีเศษของชิ้นส่วนที่สึกหรอปนออกมามากกว่าและอาจจะไปทำอันตรายต่อชิ้นส่วนอื่น หรือทำให้สึกหรอเร็วยิ่งขึ้น และต้องระวังไม่ให้น้ำเข้าอย่างเด็ดขาด เพราะผ้าคลัชท์และสปริงกลัวน้ำมาก และจะเกิดการเสียหายอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าสงสัยว่าน้ำอาจจะเข้าต้องรีบเช็คหรือรีบเปลี่ยนถ่ายทันทีครับ

ด้วยความห่วงใยจาก ช่างเค

 

อัพเดท : 1 สิงหาคม 2561

ว่ากันด้วยเรื่อง “เกียร์หลุด เกียร์ค้าง” เมื่อเจอเหตุการณ์ เราควรทำอย่างไร

เกียร์มีปัญหา

เกียร์หลุด เกียร์ค้าง เกิดจากอะไร
อาการเกียร์หลุด เกียร์ค้าง มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมากๆ ถ้าเทียบเป็นเปอร์เซนต์ก็ ซึ่งรถที่ถูกผลิตออกมาให้ผู้บริโภคได้ใช้งานจะถูกทดสอบมาเป็นอย่างดีจากโรงงานที่ประกอบ และต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณภาพอีกขั้นตอน ก่อนที่จะส่งต่อให้ผู้บริโภคได้ใช้งานกัน

เมื่อเจออาการ เกียร์หลุด เกียร์ค้าง ควรทำยังไงกันนะ

ดังนั้นมาดูกันว่าอาการเกียร์หลุด เกียร์ค้างมันเกิดขึ้นได้อย่างไร ในรถที่เป็นเกียร์อัตโนมัตินั้น จะมีการใส่เกียร์ที่คันเกียร์บริเวณคอนโซลกลางของรถ หรืออาจจะเป็นเกียร์อัตโนมัติที่คันเกียร์อยู่ที่ตำแหน่งพวงมาลัย ซึ่งเมื่อเราโยกคันเกียร์เพื่อเปลี่ยนตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นที่ตำแหน่งใดก็ตาม เช่น ตำแหน่งเกียร์ P R N D 2 L หรือตำแหน่งอื่นๆ แล้วแต่ผู้ผลิตจะออกแบบมาให้ผู้ขับขี่ได้ใช้งานกัน การส่งกำลังจะต้องถูกส่งกำลังจากคันเกียร์ไปสู่สายคันเกียร์ที่เป็นลักษณะสายสลิงที่มีแกนเหล็กเป็นลวดสลิง อยู่ด้านในที่ถูกวัสดุยางหุ้มเอาไว้  ลักษณะการเคลื่อนที่จะถูกดึงเข้า และถูกดันออก ไป-กลับ เช่นนี้ตลอดเวลาที่เรามีการผลักคันเกียร์ไปสู่ตำแหน่งเกียร์ที่เราต้องการ (ยกเว้นในระบบที่เป็นเกียร์ไฟฟ้า จะถูกสั่งงานโดยไม่มีสายคันเกียร์)

 

การสึกหรอของชิ้นส่วนที่มีการเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลาตามที่เราผลักคันเกียร์ก็จะเกิดขึ้น  ในสายคันเกียร์จะมีชิ้นส่วนที่ทางช่างเราเรียกกันว่า บูชคันเกียร์ ซึ่งจะมีอยู่ที่ด้านปลายของสายคันเกียร์ทั้งสองด้าน  และจะสึกหรอตามการใช้งาน อาการที่จะเตือนเราให้รู้ตัวล่วงหน้าก่อนก็คือ เมื่อบูชคันเกียร์สึกหรอ หรือเมื่อเราเลื่อนคันเกียร์ไปที่ตำแหน่งใดก็ตาม คันเกียร์จะมีอาการหลวมๆ มีระยะที่สามารถโยกไปมาได้ แต่ระยะการโยกตัวจะมีไม่มาก หากอาการหนักคันเกียร์ก็จะเคลื่อนที่แบบที่เราสามารถใช้มือโยกเล่นได้เลย และเมื่อใดที่เราเข้าเกียร์ เราจะรู้สึกว่าคันเกียร์จะไม่ค่อยตรงตำแหน่งที่เราต้องการ อาการเช่นนี้เมื่อเกิดขึ้นจะอันตรายเป็นอย่างมาก หากเราปล่อยไว้ ส่วนอาการที่ตามมาคือ บูชคันเกียร์หลุดออกมา หรือตำแหน่งเกียร์ที่ต้องการไม่ตรงตำแหน่ง ก็จะทำให้เราไม่สามารถใส่เกียร์ได้ในทุกตำแหน่ง หรือที่เราเรียกกันว่าเกียร์หลุดนั่นเอง อาจเกิดอาการที่เราใส่เกียร์ไปที่ตำแหน่งใด เช่นเราใส่เกียร์เดินหน้า แต่สายคันเกียร์ที่เกิดอาการสึกหรอ ทำให้ปลายสายของสายคันเกียร์ไม่ตรงตำแหน่ง ดันไปอยู่ที่ตำแหน่งเกียร์ ถอยหลัง หรือบางครั้งเราใส่เกียร์ว่าง แต่สายคันเกียร์ที่รับกำลังจากคันเกียร์ ส่งกำลังไปที่ปลายสายอีกด้านหนึ่ง  ดันไปค้างอยู่ที่เกียร์ถอย หรือเกียร์เดินหน้าอยู่ ก็อาจจะเป็นไปได้ เป็นต้น ซึ่งเราเรียกอาการนี้ว่าเป็นอาการเกียร์ค้างก็ได้  ทีนี้เรามาดูกันว่าเราจะป้องกันได้อย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดการเสื่อมสภาพที่บูชของสายคันเกียร์  ก่อนอื่นเลยเราจะต้องหมั่นดูแลบำรุงรักษารถของเรา เข้าตรวจเช็คตามระยะที่ผู้ผลิตกำหนดเอาไว้ ซึ่งทางช่างจะมีการตรวจสอบ และหากพบอาการดังกล่าวก็จะมีการแจ้งให้ทราบ เพื่อเปลี่ยนสายคันเกียร์ หรืออะไหล่ที่เกี่ยวข้องให้กับลูกค้า ก่อนจะเกิดอาการที่ไม่คาดคิดได้

ในการใช้งานนั้นให้เราหลีกเลี่ยงการจอดรถในที่ลาดชัน ซึ่งหากเรามีความจำเป็นต้องจอดรถในพื้นที่ที่มีลักษณะลาดชันก็จะต้องเข้าเกียร์ P เอาไว้ ซึ่งบางครั้งเบรกมืออาจจะดึงไม่อยู่ แต่หากเราไม่ดึงเบรคมือก่อนใส่เกียร์ P และปล่อยเบรกที่แป้นเบรกที่เท้าเหยียบ รถก็จะถูกดึงลงในตำแหน่งที่ต่ำ ตามแรงโน้มถ่วงของโลก ชิ้นส่วนภายในเกียร์จะถูกล็อคที่เฟืองเกียร์  เพื่อไม่ให้มีการขยับตัวของเฟืองเกียร์ทำให้รถเคลื่อนที่ไม่ได้  และเมื่อเราต้องมีการขยับคันเกียร์ หรือในกรณีที่เราต้องมีการเคลื่อนย้ายรถไปจุดอื่น เราจะต้องออกแรงดึงคันเกียร์โดยการใช้แรงดึงที่มากกว่าปกติ  ซึ่งเกิดจากการล็อกตัวของเฟืองเกียร์ ในตำแหน่งเกียร์ P และถูกแรงดึงของน้ำหนักรถดึงเอาไว้อีก บูชสายคันเกียร์จะต้องถูกใช้งานด้วยแรงดึงที่มากกว่าปกติ ซึ่งจะเกิดการเสื่อมสภาพเร็วกว่าการใช้งานตามปกติ  อย่างไรก็ตาม หากสามารถหลีกเลี่ยงจอดรถในที่ลาดชันได้ สมควรหลีกเลี่ยงครับ

การใช้เกียร์ที่ปลอดภัยมากที่สุดสำหรับเกียร์อัตโนมัติ นั่นคือ

– ตรวจสอบพื้นที่ในบริเวณห้องคนขับ จะต้องไม่มีสัมภาระ เช่นขวดน้ำ รองเท้า หรือสิ่งของอื่นๆ อยู่ในพื้นที่เด็ดขาด

– หลีกเลี่ยงการใช้รองเท้าส้นสูงในการขับรถทุกครั้ง

– ตรวจสอบพรมที่ใช้งาน ห้ามซ้อนพรม หรือผ้ายางเกิน 1 ชั้น และไม่ควรใช้พรมที่ไม่ได้มาตรฐานจากทางผู้ผลิต ซึ่งอาจจะทำให้คันเร่งติดค้างที่พรมได้

– ทุกครั้งที่เรามีการใส่เกียร์ไม่ว่าจะตำแหน่งใดก็ตาม  ให้เราทำการเหยียบเบรกก่อนใส่เกียร์ทุกครั้ง และค่อยๆ ปล่อยแป้นเบรกที่เท้า  เพื่อให้รถเคลื่อนที่ออกไปอย่างช้าๆ เพื่อดูว่าตำแหน่งเกียร์ที่เราใส่อยู่ รถเคลื่อนที่ออกไปตรงความต้องการหรือไม่ แล้วจึงค่อยเหยียบคันเร่งตาม ห้ามปล่อยเบรคอย่างรวดเร็ว และเหยียบคันเร่งตามแบบทันทีทันใดเด็ดขาด เพราะหากเกิดอาการที่เกียร์ไม่อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง รถจะเกิดการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ขับขี่หลายราย ตกใจจนตั้งสติไม่อยู่   ในสมองสั่งให้เท้าเหยียบเบรก แต่เท้าที่เราเกิดอาการตกใจ ดันไปอยู่ที่ตำแหน่งคันเร่งที่เราเพิ่มแรงกดลงไปอีก เครื่องยนต์ก็จะถูกสั่งให้เพิ่มความเร็วรอบบวกกำลังที่เพิ่มขึ้น ทำให้รถพุ่งออกไปโดยที่เราควบคุมไม่ได้ และอุบัติเหตุก็จะตามมา

– เมื่อเกิดเหตุการณ์เกียร์หลุด เกียร์ค้าง ให้เราตั้งสติ กดสวิทช์ไฟฉุกเฉิน  เหยียบแป้นเบรกให้แรงที่สุดเพื่อให้รถหยุด หากรถไม่หยุดห้ามตกใจเด็ดขาด จากนั้นเราจะต้องรีบทำการบิดกุญแจไปที่ตำแหน่ง Off เพื่อดับเครื่องยนต์ให้เร็วที่สุด เพื่อตัดการส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปสู่เกียร์ และหากเครื่องยนต์ดับแล้ว อาการที่จะตามคือพวงมาลัยจะมีอาการหนักเพิ่มขึ้นมา การควบคุมรถเราจะต้องใช้แรงในการหมุนพวงมาลัยไปทิศทางที่เราต้องการ และต้องใช้แรงที่เพิ่มมากขึ้น และระวังอย่าหมุนสวิทช์กุญแจไปที่ตำแหน่ง Lock โดยเด็ดขาด เนื่องจากเราจะไม่สามารถหมุนพวงมาลัยได้เลย เมื่อเครื่องยนต์ดับแล้ว จึงกดสวิทช์ไฟฉุกเฉิน หากเรามั่นใจว่าได้กระทำการตามข้อแนะนำมาแล้ว รับรองได้ว่า อุบัติเหตุจะห่างไกลจากตัวคุณมากขึ้นแน่นอน

– หากเราต้องการจอดรถ ให้เราทำเหมือนกันคือ เหยียบเบรกให้รถจอดสนิท และเหยียบเบรกค้างเอาไว้ก่อน แล้วจึงค่อยผลักคันเกียร์มาที่ตำแหน่ง P หรือ  N  จากนั้นค่อยๆ ปล่อยแป้นเบรก ดูว่ารถมีการเคลื่อนที่ไปด้านหน้า หรือถอยหลังหรือไม่ จากนั้นจึงค่อยปล่อยแป้นเบรกออกจนสุด โดยที่เท้าของเราไม่กดเอาไว้ และตรวจสอบการเคลื่อนที่ของรถว่า มีการเคลื่อนที่หรือไม่ ระวังในการจอดรถในที่ลาดชัน เนื่องจากจะใช้ไม่ได้เลยกับคำแนะนำวิธีนี้ อย่างไรขอให้ทุกท่านลองศึกษาวิธีการรับมือว่าจะทำอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาตามมาได้ครับ

 

อ่านเรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ

ด้วยความห่วงใยจากช่างเค.

อัพเดท : 1 สิงหาคม 2561

“สายพานขาด” งานเข้าแน่!!  ดูแลและตรวจสอบอย่างไรไม่ให้ขาด จนเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด

เช็คสายพาน

ก่อนงานเข้า เพื่อความปลอดภัยของคุณ
การเช็คสายพานเป็นสิ่งสำคัญที่ควรทำเสมอ เพราะหากสายพานเกิดขาดขึ้นมากลางทาง หรือในขณะที่ขับรถอยู่ อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ และการรู้จักทำความรู้จักข้อมูลและการทำงานของสายพานก็เป็นสิ่งที่ควรกระทำ เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์สุดวิสัย คุณจะได้แก้ปัญหาได้ถูกจุด

สายพานรถยนต์ “ขาด” งานแข้าแน่!!

สำหรับเครื่องยนต์ส่วนที่จำเป็นต้องดูแลมีหลายส่วน นอกเหนือจากเรื่องหลักๆ เช่น ของเหลวต่างๆ และสายพานก็สำคัญไม่แพ้กัน ในรถยนต์บางรุ่นก็จะมีทั้งสายพานราวลิ้นหรือที่เรียกกันว่าสายพานไทม์มิ่ง และสายพานหน้าเครื่อง เพราะสายพานมีหน้าที่ถ่ายทอดกำลังจากเครื่องยนต์เพื่อส่งไปให้อุปกรณ์อื่นทำงาน เช่น ไดชาร์จ ปั๊มน้ำหรือ ปั๊มเพาเวอร์ …สายพานไทม์มิ่งและสายพานหน้าเครื่องมีหน้าที่ในการทำงานอยู่คนละส่วน แยกกันอย่างชัดเจน เพราะบางคนยังเข้าใจว่าสายพานทั้ง 2 แบบ คือสายพานตัวเดียวกัน ทั้งที่ความจริงแล้วมันคนละเรื่องกันเลย

สายพานหน้าเครื่อง

มีหน้าที่ในการถ่ายทอดกำลังที่ได้จากเครื่องยนต์หรือมอเตอร์ไฟฟ้าไปขับเคลื่อนชิ้นส่วน หรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่จะต้องทำงานให้กับเครื่องยนต์หรืออำนวยความสะดวกในการขับขี่ เช่น ไดชาร์จ ปั๊มน้ำ หรือ ปั๊มเพาเวอร์ ซึ่งจะมีมู่เล่ย์หน้าเครื่องเป็นตัวส่งกำลังผ่านสายพานไปหมุนอุปกรณ์ เกิดการทำงานของอุปกรณ์ โดยสายพานหน้าเครื่องที่พูดถึงก็มีอยู่ เช่น สายพานเพาเวอร์ สายพานไดชาร์จ สายพานปั๊ม สายพานแอร์ ฯลฯ

อายุการใช้งานสายพานหน้าเครื่อง

สายพานหน้าเครื่องมีอายุการใช้งานอย่างน้อย 50,000 กิโลเมตร หรือ 2 – 3 ปี แต่ถ้าไม่มั่นใจก่อนถึงระยะให้เปิดฝากระโปรงหน้าสามารถตรวจเช็คเองได้ เพราะมันอยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นชัดเจน เพียงแค่สังเกตดูว่ามีรอยแตกลายงา เนื้อยางแตกเป็นบั้งๆ หรือสายพานมีเส้นด้ายหลุดหลุ่ยออกมามากหรือไม่ ฯลฯ หากมีอาการตามที่กล่าวมา ให้เปลี่ยนใหม่ทันที เพราะหากใช้ต่อไปถ้าสายพานขาดทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับสายพานจะใช้งานไม่ได้ทันที อาจทำให้ระบบเสียหายมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย และปัญหาของสายพานที่มักพบเจอได้บ่อยๆ ก็คือเรื่องของเสียงที่ดังเอี๊ยดอ๊าด โดยเฉพาะตอนที่เครื่องยนต์ยังเย็นหรือตอนที่เพิ่งสตาร์ทใหม่ๆ ซึ่งสาเหตุที่สายพานดังอาจเป็นเพราะความตึงของสายพานหย่อนยานลงไป

วิธีแก้ไขก็คือ

การตั้งระยะความตึงของสายพานใหม่และหลังจากตั้งใหม่แล้ว ให้เช็คดูด้วยว่าหากกดสายพานลงไปมันต้องมีความตึง ไม่หย่อนลงไปเหมือนเดิมอีก แต่ในรถใหม่ๆ ปัจจุบันส่วนใหญ่จะใช้สายพานเพียง 1 – 2 เส้น คอยทำหน้าที่ถ่ายทอดกำลังชิ้นส่วนต่างๆ ที่กล่าวมา ซึ่งมันสามารถถ่ายทอดกำลังไปยังอุปกรณ์ต่างด้วยเส้นเดียว และง่ายกับการบำรุงรักษา ไม่ต้องปรับตั้งกันบ่อยๆ เหมือนก่อน พูดง่ายๆ คือไม่ต้องปรับตั้งเลยเพราะมีตัวปรับตั้งอัตโนมัติอยู่แล้ว แค่คอยตรวจเช็คสภาพตัวสายพานมันแค่นั้น

สายพานราวลิ้น

หรือที่เรียกกันว่าสายพานไทม์มิ่งเป็นชิ้นส่วนที่สำคัญมากชิ้นหนึ่ง ประกอบอยู่ภายในเครื่องยนต์ที่มีมาตั้งแต่รถยนต์รุ่นเก่าจนถึงเครื่องยนต์ในปัจจุบัน ซึ่งมันทำหน้าที่ถ่ายทอดกำลังจากเพลาข้อเหวี่ยงส่งต่อไปยังเพลาราวลิ้น เพื่อให้เพลาราวลิ้นหมุนและกดกระเดื่องวาล์วเพื่อเปิดปิดวาล์วไอดี-ไอเสีย ทั้งนี้หากมีการผิดจังหวะเกิดขึ้น ก็จะส่งผลให้เครื่องยนต์เกิดความเสียหายได้ อย่างไรก็ตามในปัจจุบันผู้ผลิตรถยนต์หลายค่ายได้หันกลับมาใช้ “โซ่ไทม์มิ่ง” ซึ่งมีอายุการใช้งานที่ยืนยาวกว่า

อายุการใช้งานของสายพานราวลิ้น

สายพานไทม์มิ่งที่ได้มาตรฐานจะถูกกำหนดมาจากผู้ผลิตรถยนต์ โดยเครื่องยนต์ดีเซลส่วนใหญ่กำหนดให้เปลี่ยนที่ 150,000 แสนกิโลเมตร ขณะที่เครื่องยนต์เบนซินที่ 100,000 แสนกิโลเมตร แต่ก็ยังมีอีกหลายปัจจัยไม่ว่าจะเป็นนิสัยการขับขี่ การตั้งที่ตึงหรือหย่อนจนเกินไป ที่ทำให้เจ้าสายพานไทม์มิ่งอาจหมดอายุไขก่อนเวลาอันควร แนะนำว่าเมื่อถึงเวลาเปลี่ยนก็เปลี่ยนเลยจะดีกว่า อย่ารอ!! เพราะอย่าลืมว่าแม้กำหนดระยะทาง 100,000-150,000 กิโลเมตรก็จริง แต่ในชีวิตประจำวันเครื่องยนต์ติดแต่รถไม่ได้วิ่งก็เยอะนะครับ เพราะถ้าสายพานราวลิ้นขาดกลไกของราวลิ้นยังคงทำงานอยู่ โดยครื่องยนต์ยังไม่หยุดทำงาน ในรถยนต์บางรุ่นจะส่งผลทำให้วาล์วชนกับลูกสูบจนเกิดความเสียหาย อาทิ วาล์วไอดี-ไอเสียคด-หัก-ลูกสูบแตกเสียหาย แต่อย่างไรก็ตามในเครื่องยนต์หลายๆ รุ่นได้มีการออกแบบให้หัวลูกสูบทำมุมหลบเพื่อป้องกันความเสียหายดังกล่าว ฉะนั้นควรเลือกใช้สายพานไทม์มิ่งที่ได้มาตรฐาน เปลี่ยนตามระยะที่กำหนด ถึงแม้สภาพภายนอกยังดูดีก็ตาม ทั่สำคัญควรเปลี่ยนลูกรอกสายพานไปพร้อมกันด้วยเลยเพราะมันก็ล้ามาพร้อมๆ กันครับ…

สุดท้ายนี้หากมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับสายพาน ไม่ว่าจะเส้นไหนก็ควรเช็คเบื้องต้นด้วยตัวเองหรือรีบปรึกษาช่างให้ตรวจเช็คหาสาเหตุ เพราะถ้าวันใดสายพานเกิดขาดขึ้นมา แทนที่จะเสียเงินแค่ค่าสายพานเส้นใหม่ เผลอๆ อาจต้องเสียเงินเพิ่ม เพื่อซ่อมในจุดอื่นที่ได้รับผลกระทบตามไปด้วยก็ได้ครับ

 

อ่านเรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ

ที่มา : ช่างเค

อัพเดท : 1 สิงหาคม 2561

ทำไมรถกระบะ…ต้องใช้เครื่องดีเซล (Diesel)

เบนซินไม่ได้เหรอ

รถกระบะเติมดีเซล แรงดี ประหยัด
เนื่องจากรถกระบะเป็นรถที่ต้องใช้แรง ทั้งขนของ ขนคน จึงมีความจำเป็นที่ต้องใช้น้ำมันดีเซล เพราะแรงบิดเยอะกว่า แม้จะบรรทุกของหนักๆ ก็ไม่เปลืองน้ำมัน เรียกได้ว่ากินพอๆ กับขับรถเปล่าเลยครับ หากลองนำรถที่เติมเบนซินมาขนของ เชื่อได้เลยว่ากินน้ำมันหนักแน่ๆ ที่สำคัญเครื่องดีเซลจะทนกว่าเครื่องเบนซินครับ

คำถามแบบนี้เป็นที่คาใจสำหรับหลายๆ คนว่าทำไมรถกระบะจะต้องใช้เครื่องดีเซล ใช้เบนซินไม่ได้หรือ ก่อนอื่นเราต้องรู้จักสมรรถนะและโครงสร้างของเครื่องยนต์ทั้ง 2 ชนิดกันซะก่อน เริ่มด้วยเครื่องดีเซลกันเลย

เครื่องยนต์ดีเซล Diesel

เมื่อก่อนเครื่องยนต์ดีเซลจะมีขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก จึงเหมาะกับการใช้งานที่หนักต่อเนื่องเป็นเวลานาน เครื่องดีเซลจึงอยู่ในรถใหญ่ๆ อย่างพวกรถบรรทุก รถกระบะ และด้วยขนาดของเครื่องที่ใหญ่ จึงค่อนข้างทนทานและไม่ต้องบำรุงรักษาอะไรเป็นพิเศษ แถมอายุการใช้งานก็ยาวนานอีกด้วย เพราะเครื่องดีเซลให้แรงบิดที่สูงกว่าเครื่องเบนซินมาก โดยเฉพาะในรอบต่ำ จึงเหมาะกับการบรรทุกที่ไม่เน้นความเร็ว  ต่างกับเครื่องเบนซินที่จะให้แรงบิดสูงได้ที่รอบสูงเมื่อใช้เครื่องยนต์ที่ไม่จำเป็นต้องใช้รอบสูงนักอย่างเครื่องดีเซล  การสึกหรอของเครื่องก็ต่ำกว่า อายุการใช้งานนานกว่า แต่ถ้าจะเอาเครื่องดีเซลมาใช้ในรถเก๋ง ก็ต้องปรับอัตราทดเกียร์ ทดเฟืองท้าย ให้เหมาะสมกับรถยนต์นั่ง ไม่ใช่งานบรรทุกของ แต่ก็มีเสียงเครื่องดังกว่า สั่นสะเทือนมากกว่า  และราคาเครื่องก็แพงกว่าด้วย
แต่ทุกวันนี้ มีการปรับปรุงระบบฉีดเชื้อเพลิง และพัฒนาระบบเทอร์โบมากขึ้น จึงทำให้เครื่องดีเซลมีขนาดที่เล็กลง แต่ให้แรงม้าหรือรอบที่สูงขึ้น เช่น เครื่องคอมมอนเรล ที่อยู่ในรถกระบะหลายๆ รุ่น หลายๆ ยี่ห้อนั่นเอง

เครื่องยนต์เบนซิน Benzin

โครงสร้างเครื่องยนต์เบนซินนั้นจะมีขนาดที่เล็ก น้ำหนักเบา แรงระเบิดน้อยกว่าดีเซล แต่มีรอบการทำงานที่สูงกว่า จึงเหมาะที่จะนำมาใช้กับรถขนาดเล็ก เช่น รถยนต์นั่ง มอเตอร์ไซค์ หรือรถแข่งที่ต้องการการรอบสูงๆ เครื่องเบนซินนั้น มีความบอบบางกว่า เพราะมีโครงสร้างที่เบา จึงต้องบำรุงรักษามากเป็นพิเศษ เนื่องจากมีระบบไฟฟ้าเกี่ยวข้อง เช่น ระบบจุดระเบิดหัวเทียน ระบบฉีดน้ำมัน ทำให้ต้องระวังเรื่องความชื้นและน้ำอย่าให้เข้านะครับ

สมรรถนะเครื่องดีเซล

ถ้าเน้นพละกำลัง / บรรทุกของหนัก  ดีเซลจะเหมาะกว่าเนื่องจาก

– แรงบิดที่เรียกใช้ได้แบบเหลือๆ โดยที่ไม่ต้อเร่งรอบเครื่องยนต์ให้สูง
– ประหยัดน้ำมันมากกว่า แน่นอนว่าในเมื่อไม่ต้องเร่งรอบเครื่องยนต์ให้สูงในการที่จะเรียกแรงบิดมาใช้งาน การสิ้นเปลืองน้ำมันก็น้อยลงด้วยเช่นกัน  รถกระบะเครื่องดีเซลถึงแม้จะมีการบรรทุกของหนักก็สิ้นเปลืองน้ำมันพอๆ กับวิ่งรถเปล่าไม่ได้บรรทุกก็ไม่ต่างกันมาก  แต่ถ้าลองเอาเครื่องเบนซิลมาบรรทุกของหนักนอกจากจะวิ่งไม่ค่อยออกแล้ว น้ำมันนี่ลดอย่างรวดเร็วเลยแน่นอน
– ความแข็งแกร่งทนทานและบำรุงรักษาง่าย เครื่องยนต์ดีเซลมีการออกแบบมาให้มีความทนทานเพื่อรองรับการใช้งานบรรทุกของหรือใช้งานเชิงพาณิชย์ ในการบำรุงรักษาเครื่องยนต์ดีเซลก็ไม่มีอะไรยุ่งยากจุกจิกต่างกับเครื่องยนต์เบนซิน ส่วนข้อเสียของเครื่องยนต์ดีเซล คือ โครงสร้างเครื่องยนต์ที่มีขนาดใหญ่ การสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ขณะมีการทำงาน อัตราเร่งที่ไม่จี๊ดจ๊าดเท่าเครื่องยนต์เบนซินและเสียงเครื่องยนต์ที่ดังจนสังเกตได้ว่าเครื่องยนต์ทำงาน

จุดเด่นของเครื่องยนต์ดีเซล

คือ การที่มันมีพื้นฐานเรียบง่าย เพราะใช้เพียงแรงอัดเป็นตัวจุดระเบิดให้เกิดพลังงาน ในการขับเคลื่อนของเครื่องยนต์ หลักๆ คือ เน้นเรื่องการบีบอัดอากาศให้ร้อนในห้องเผาไหม้ ที่สำคัญคือไม่ต้องอาศัยการช่วยเหลือใดๆ เหมือนในเครื่องยนต์เบนซินที่ต้องใช้การจุดระเบิดจากชุดหัวเทียน เพราะฉะนั้นเครื่องยนต์ดีเซลจึงมีกำลังอัดที่ค่อนข้างสูงกว่า เครื่องยนต์เบนซินเกือบเท่าตัวเลยทีเดียว (ว่าง่ายๆ ก็คือ ดีเซลใช้น้ำมันเชื้อเพลิงน้อยกว่าในการทำให้เกิดแรงบิด ที่เท่ากันกับเครื่องเบนซิน) ด้วยสาเหตุนี้จึงสามารถตอบโจทย์ได้อย่างง่ายดายว่าทำไมดีเซลจึงบริโภคน้ำมันน้อยกว่าเบนซิน

จากอดีตจนปัจจุบัน

ในอดีตการออกแบบเครื่องยนต์ดีเซลนั่นมีขนาดใหญ่เพื่อความทนทาน เสียงดัง น้ำหนักเยอะ ซึ่งไม่เหมาะจะใส่ในรถยนต์นั่งหรือรถเก๋งแน่นอน แต่ด้วยเครื่องยนต์ดีเซลเป็นเครื่องยนต์ที่ให้แรงบิดสูงในรอบต่ำ ทำให้เกิดความประหยัดลดการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินชีวิตของคนใช้รถในปัจจุบันที่เน้นความประหยัดมากกว่าความเร็ว แต่สามารถใช้งานรถยนต์ไปในทุกเส้นทาง  ทุกวันนี้จึงมีการออกแบบและผลิตเครื่องยนต์ดีเซลที่มีแรงบิดสูง อัตราเร่งที่ดีขึ้นเทียบเท่าหรืออาจจะดีกว่ารถเก๋งเครื่องเบนซินบางรุ่นด้วยซ้ำ ทำให้ลืมภาพเครื่องยนต์ดีเซลต้องใช้งานกระบะบรรทุกไปได้เลย รวมถึงการออกแบบให้มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่เพียบพร้อมอยู่ภายในรถกระบะเครื่องดีเซลในปัจจุบัน ความดังของเสียงเครื่องยนต์ที่ลดลงมาก ความเงียบภายในห้องโดยสารซึ่งไม่ต่างกับเครื่องยนต์เบนซินเลยแม้แต่น้อย ในปัจจุบันรถยนต์บางค่ายก็มีการนำเครื่องยนต์ดีเซลที่มีการออกแบบให้เป็นบล็อกหรือขนาดเล็กลง ซีซีน้อยลง แต่ยังได้สมรรถนะแรงบิดที่ดีในรอบต่ำตามคอนเซ็ปต์เครื่องดีเซลมาอยู่ในรถยนต์นั่งหรือรถเก๋ง (ต่างประเทศมีการยอมรับมานานแล้ว) ออกสู่ตลาดบ้านเรามาบ้างแล้ว

เครื่องยนต์ดีเซลในปัจจุบัน

ปัจจุบันเครื่องยนต์ดีเซลมีดีเกินกว่าจะมองข้าม เพราะเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้เครื่องยนต์ดีเซลมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นเป็นอย่างมาก พร้อมกับความประหยัดเชื้อเพลิงที่หน้าเหลือเชื่อ อัตราการบริโภคน้ำมันที่น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด อีกประการที่สำคัญของเครื่องยนต์ดีเซล ที่ทำให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเครื่องยนต์เบนซิน อยู่ที่ความเรียบง่ายไม่ซับซ้อนของระบบการทำงานเครื่องยนต์ ซึ่งพูดง่ายๆ ก็คือเหมือนเป็นการจุดระเบิดแบบธรรมชาตินั่นเอง ผ่านกระบวนการบีบอัดอากาศให้เกิดความร้อนจนเกิดการจุดระเบิดด้วยตัวเอง ไม่ต้องอาศัยระบบจุดระเบิดใดๆ เครื่องยนต์จึงมีความทนทาน แต่อย่างไรก็ตามวัสดุที่ใช้ในการสร้างเครื่องยนต์ดีเซล ต้องมีความแข็งแรงทนทานเป็นพิเศษ

สรุปข้อดีของเครื่องยนต์ดีเซล

เนื่องจากเครื่องยนต์ดีเซลมีการทำงานที่ไม่ซับซ้อนเอาซะเลย ทำให้มีค่าบำรุงรักษาเครื่องยนต์ที่ต่ำกว่าเครื่องยนต์จำพวกเบนซินอยู่มาก ลืมไปเลยสำหรับค่าใช้จ่ายกับพวกระบบวาล์วอัจฉริยะต่าง และระบบจุดระเบิดที่มีการทำงานที่ซับซ้อน การดูแลเครื่องยนต์ดีเซล ก็เพียงแค่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีคุณภาพ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง และดูแลรักษาเครื่องยนต์ตามระยะที่กำหนด เพียงเท่านี้เครื่องยนต์ดีเซลก็จะอยู่กับเราไปนานแสนนานแล้วล่ะครับ…/ ช่างเค