อัพเดท : 1 สิงหาคม 2561

วิธีตรวจสอบน้ำมันรั่ว ความผิดปกติของรถยนต์ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง

เช็คน้ำมันรั่ว

จะรู้ได้ไงน้ำมันอะไรรั่ว!!
หากวันหนึ่งสังเกตว่ามีรอยน้ำมันหยดอยู่ใต้รถเรา นั่นแสดงว่าเกิดความผิดปกติจากรถยนต์ของท่านแน่นอน เมื่อพบอาการแบบนี้แล้วผู้ใช้จะเริ่มกังวลแล้วว่ามันคือน้ำมันอะไรที่รั่ว แล้วจะมีปัญหาหรือไม่? แล้วขับใช้งานต่อได้หรือไม่? เรามาดูกันดีกว่าว่าหากเกิดอาการแบบนี้ต้องทำยังไง

มาดูกันว่า วิธีตรวจสอบน้ำมันรั่ว มีกี่วิธีทำยังไงได้บ้าง

อาการน้ำมันรั่วหยดใต้ท้องเป็นอาการที่เกิดได้กับรถทุกคันยิ่งเป็นรถที่มีอายุการใช้งานมานาน และยิ่งมีโอกาสที่ซีลยางต่างๆ จะเสื่อมสภาพและไม่สามารถกั้นหรือกันน้ำมันไม่ให้ไหลออกมาได้ นอกจากนั้นอาการน้ำมันรั่วอาจเกิดมาจากสภาพการใช้งาน เช่น อุบัติเหตุที่เกิดระหว่างการใช้งานรอยครูด รอยกระแทก ใต้ท้องรถ ก็ทำให้เกิดอาการน้ำมันรั่วซึมได้เช่นกัน

แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าน้ำมันที่รั่วเป็นน้ำมันอะไร?

การที่เราจะรู้ได้ว่าเป็นน้ำมันอะไรที่รั่วก็ต้องช่างสังเกตกันนิดนึง เช่น ตำแหน่งที่มีรอยหยดของน้ำมันที่พื้นที่จอดรถให้ดูว่าตรงกับด้านซ้ายหรือด้านขวาของรถยนต์ หากมีรอยหยดอยู่ทางด้านขวาของรถก็สันนิษฐานได้ว่าเป็นน้ำมันเครื่องรั่ว สาเหตุอาจจะเกิดจากซีลอ่างน้ำมันเครื่องเสื่อมสภาพ ปะเก็นน็อตถ่ายน้ำมันเครื่องแตก ฉีกขาด เสื่อมสภาพ หรือซีลไส้กรองน้ำมันเครื่องไม่เข้าที่ไม่เข้าตำแหน่งหลังจากที่มีการเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่อง

ส่วนด้านซ้ายของรถยนต์หากพบรอยหยดทางด้านนี้ก็สันนิษฐานว่าเป็นการรั่วจากระบบส่งกำลังหรือชุดเกียร์แน่ๆ ซึ่งสาเหตุอาจจะเกิดจากซีลเพลาขับฉีกขาด เสื่อมสภาพจนเนื้อยางแข็ง ปะเก็นอ่างน้ำมันเกียร์ หรือรั่วจากน็อตถ่ายน้ำมันเกียร์ ทั้งนี้ตำแหน่งเครื่องกับตำแหน่งเกียร์ในรถแต่ละประเภท แต่ละยี่ห้อก็จะต่างกันออกไป

สำหรับรถโตโยต้าทุกรุ่นเครื่องยนต์วางด้านหน้าขับเคลื่อนล้อหน้าจะอยู่ในตำแหน่งที่กล่าวมาแล้ว คือ เครื่องยนต์จะอยู่ด้านขวา ส่วนชุดส่งกำลังหรือชุดเกียร์จะอยู่ทางซ้าย แต่สำหรับรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์วางด้านหน้าขับเคลื่อนล้อหลัง ชุดเครื่องยนต์กับชุดเกียร์จะอยู่ในแนวเดียวกัน คือ อยู่ตรงกลางรถวางเป็นแนวเดียวกันไปทางด้านหลัง การดูรอยหยดของน้ำมันก็จะแยกยากขึ้นมาอีกนิดนึง เพราะจะหยดอยู่ตำแหน่งกลางรถซะส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเครื่องหรือน้ำมันเกียร์ก็ต้องใช้การสังเกตจากสีน้ำมันซึ่งน้ำมันแต่ละประเภทก็จะมีสีที่ต่างกันออกไป โดยมีวิธีการสังเกตสีแบบนี้

1. รอยน้ำมันที่รั่วเป็นสีใส่หรือขุ่นดำสันนิษฐานได้ว่าเป็นน้ำมันเครื่องรั่ว

2. รอยน้ำมันที่รั่วเป็นสีออกแดงเป็นน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ

3. รอยน้ำมันเป็นสีใส่หรือขุ่นดำและมีความเหนียว,หนืดมากเป็นน้ำมันเกียร์ธรรมดา

4. รอยน้ำมันเป็นสีใส่หรือขุ่นดำและมีความเหนียว หนืดมากเป็นน้ำมันเฟืองท้าย

เมื่อพบอาการและพบรู้เบื้องต้นแล้วคำถามต่อมาคือ แล้วจะเกิดปัญหาหรือไม่?

ปัญหาที่จะเกิดตามมาหากว่าพบอาการน้ำมันรั่วนั้น ต้องบอกว่าขึ้นอยู่กับปริมาณที่รั่วของน้ำมันและระยะเวลาที่เกิดการรั่ว เพราะน้ำมันต่างที่กล่าวมานั้นมีคุณสมบัติเพื่อใช้ในการหล่อลื่นทั้งสิ้น ดังนั้นหากการรั่วมีปริมาณที่มาก ก็ย่อมส่งผลกับการสึกหรอของชิ้นส่วนที่น้ำมันหล่อลื่นอยู่แน่นอน และจะสึกหรอมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่รั่ว

แล้วจะขับหรือใช้งานได้หรือไม่?

อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ เกี่ยวกับปริมานของน้ำมันที่รั่วกับระยะเวลาที่จะทำให้ชิ้นส่วนสึกหรอ ซึ่งหากน้ำมันที่รั่วมีปริมาณมากอย่างเห็นได้ชัด ประมาณว่านองเต็มพื้นก็ไม่แนะนำให้ขับขี่หรือใช้งานควรแจ้งช่างหรือติดต่อศูนย์บริการเพื่อนำรถเข้าตรวจสอบที่มาของรอยรั่วและชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาต่อเนื่องหรือบานปลาย  ส่วนถ้าพบรอยรั่วเล็กน้อยเป็นรอยหยดไม่มากก็สามารถใช้งานได้ แต่ก็แนะนำว่าควรจะขับไปหาช่างหรือศูนย์บริการเพื่อทำการแก้ไขให้เรียบร้อยก่อนก็จะดีกว่าไม่ควรปล่อยให่รั่วไว้นานๆ

ที่กล่าวมาเป็นรอยรั่วจากน้ำมันหล่อลื่นซึ่งส่งผลกับความปลอดภัยอยู่พอสมควร ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเครื่องรั่วหรือน้ำมันเกียร์รั่วถ้าหากน้ำมันที่รั่วไปสัมผัสกับท่อเสียซึ่งมีความร้อนมากก็อาจเกิดอันตรายได้ แต่ข้อแนะนำและควรระวังเพื่อความปลอดภัยอีกอย่าง คือ น้ำมันเชื้อเพลิงรั่ว หากพบอาการน้ำมันเชื้อเพลิงรั่วซึ่งจะสังเกตได้ง่ายและชัดเจนมาก เพราะน้ำมันเชื้อเพลิงเมื่อมีการรั่วสิ่งแรกที่จะสังเกตได้คือ กลิ่น เมื่อได้กลิ่นน้ำมันเชื้อเพลิงมากผิดปกติ สิ่งแรกที่ให้ทำคือดับเครื่องยนต์ทันทีหากมีการสตาร์ทเครื่องยนต์อยู่ จากนั้นหลีกเลี่ยงประกายไฟหรือความร้อนและติดต่อศูนย์บริการทันที ส่วนสาเหตุที่น้ำมันเชื้อเพลิงรั่วก็ต้องตรวจสอบกันที่ตัวรถอีกครั้ง

ท้ายที่สุดเรื่องเกี่ยวกับน้ำมันรั่วผู้ใช้รถควรหมั่นสังเกตใต้ท้องรถและพื้นที่บริเวนที่ใช้จอดรถบ่อยๆ และจำวิธีการสังเกตน้ำมันที่หยดไว้บ้าง เพราะไม่ว่าจะรั่วจุดไหน บริเวณใด ก็ไม่ควรปล่อยไว้เพราะมีแต่จะเสียกับเสียมากขึ้น และอาจส่งผลเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยด้วยนะครับ ด้วยความหวังดีจาก ช่างเค

 

อ่านเรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ

เครดิต ช่างเค

อัพเดท : 19 กรกฎาคม 2561

ใครว่าลมยางไม่สำคัญ…นี่แหละ!!

อ่อนแข็งไป ไม่ดี

ลมยางที่ไม่พอดีจะส่งผลให้เปลืองน้ำมัน
ลมยางนั้นสำคัญไฉน? แล้วใครว่าไม่สำคัญ!! ลมมากไปก็ไม่ดี น้อยไปก็ไม่ได้ แล้วต้องเติมในปริมาณไหนถึงจะพอดี วันนี้ช่างเค.มีคำตอบและวิธีการเติมลมยางให้เหมาะสมมาฝาก ทำเองได้ง่ายๆ เติมยางรถยนต์ถูกต้องในปริมาณที่เพียงพอกับขนาดของรถ จะช่วยยืดอายุการใช้งานของยางรถยนต์ แถมยังประหยัดน้ำมันอีกด้วยนะครับ

ถ้าคิดว่าลมยางไม่สำคัญ ต้องคิดใหม่แล้วนะครับ เพราะ อาจเป็นสาเหตุทำให้รถวิ่งอืด,ดึงซ้าย-ขวา,ขาดความนุ่มนวลได้หรือแม้กระทั่งการสึกหรอที่ไม่เท่ากันของดอกยางก็อาจเกิดจากลมยางได้ และลมยางที่อ่อนเกินไปก็ส่งผลให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้นด้วย วิธีสังเกตุยางว่ามีการสึกหรอที่เกิดจากการเติมลม ก็จะมีวิธีดูซึ่งไม่ว่ายางเล็ก ยางใหญ่ รุ่นไหน ยี่ห้ออะไร ก็ดูเหมือนกัน คือ…

 

 

1.หากเติมลมยาง มากเกินไป
– บริเวณของกึ่งกลางของหน้ายางจะสึกหรอได้ง่าย
– การรับแรงและการยืดหยุ่นด้อยลง เมื่อมีการรับน้ำหนักหรือการกระแทก ก็อาจทำให้เกิดการระเบิดของยางได้ง่าย
– การทรงตัวและการเกาะถนน ไม่ดีเท่าที่ควร

2.เติมลมยาง น้อยเกินไป
– บริเวณไหล่ยาง จะสึกเร็วกว่าปกติ แก้มยางทำงานหนัก สึกหรอได้ง่าย
– การหมุนหรือบังคับ พวงมาลัย ได้ยากขึ้น
– การทรงตังของรถในขณะขับขี่ด้อยลง

นอกจากนี้หาก ดอกยาง สึกเป็นช่วงๆ คล้ายฟันเลื่อย  สันนิฐานปัญหาอาจเกิดจากศูนย์ของล้อมีความผิดปกติ หากสังเกตุแล้วเห็นสภาพยางไม่ดีก็ใช้ความระมัดระวัง และต้องเข้าใจ ในการ เติมลม ทุกครั้ง  ถึงแม้เราจะไม่ได้เติมเองแต่อย่างน้อยก็ควรบอก เด็กปั๊ม ให้เติมลมยางได้ตามมาตรฐานที่กำหนด ก็จะเป็นผลดีต่อ ล้อแม็ก  ยาง และรวมไปถึงความปลอดภัยแก่ตัวเราด้วย

รถแต่ละประเภท ก็จะมีค่าแรงดันลมยางที่จะต้องเติมเข้าไม่เท่ากัน ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วรถเราจะต้องเติมเท่าไรถึงจะดี  ก่อนอื่นต้องดูก่อนว่าปกติการใช้รถ นั่งโดยสารกันกี่คน ระยะทางที่ใช้ หากปกติมีการโดยสารไม่เกิน 2 คน ควรเติมลมยาง อย่าให้เกิน Spec ที่มาจากทางมาตราฐานบริษัทผู้ผลิตกำหนดโดยปกติ

รถเก๋ง จะอยู่ระหว่าง 28-35 PSI (ปอนด์/ตารางนิ้ว)
รถSUV จะอยู่ระหว่าง 30-35 PSI (ปอนด์/ตารางนิ้ว)
รถกะบะบรรทุก 45-55 หรือมากกว่าขึ้นอยู่กับน้ำหนักบรรทุก แต่ไม่ควรเกิน 65 (ปอนด์ / ตารางนิ้ว)

ข้อแนะนำอีกนิดเพราะส่วนใหญ่หลายๆท่านอาจจะไม่เคยนึกถึง ก็คือ เวลาเติม ลมยาง ควรเติมตอน ยาง ไม่ร้อนเกินไปเพราะถ้ายางมีอุณหภูมิสูง(วิ่งมาร้อนๆ)แล้วไปเช็คลมยาง ค่าที่เช็คได้จะสูงเนื่องจากมีการขยายตัวของลมที่อยู่ในยาง

ในการเติมลมยางถ้าหากจะให้เด็กปั๊มเติมให้ก็บอกน้องเค้าได้ว่าต้องการให้เติมเท่าไหร่เค้าก็จะเติมให้ แต่หากว่าคุณอยากเติมเอง ก็ให้ดูวิธีเหล่านี้กันก่อน

1. สำรวจอุปกรณ์เติมลมที่คุณเจอมาเป็นแบบอัตโนมัติหรือไม่ ซึ่งปั๊มทั่วไปที่เป็นมาตรฐานตอนนี้มีอยู่จำนวนมาก
2. ถ้าเป็นแบบอัตโนมัติสังเกตุง่ายๆจะมีสัญลักษณ์บวกหรือลบอยู่ที่แป้นสัมผัส เราก็กดบวกหรือลบตามค่าที่เราต้องการ
3. นำเอาหัวเติมลมเสียบลงไปที่จุกลมยาง เครื่องก็จะเติมให้เราอัตโนมัติ เมื่อถึงค่าที่เราตั้งไว้ก็จะมีเสียงเตือนและตัดการทำงานโดยอัตโนมัติ แต่ห้ามไปกดที่เติมลมยางที่เขียนไว้ว่า สำหรับยางแบนเป็นอันขาด เพราะระบบจะไม่มีการตัดลมอัตโนมัติซึ่งอาจเกิดอันตรายได้ ลองเช็คดู ทุกๆสองสัปดาห์ ก็จะช่วยให้คุณรู้สึกปลอดภัยและรู้สึกดีกับความนุ่มนวลของรถคุณและยืดอายุของยาง รวมถึงประหยัดน้ำมันได้อีกด้วยครับ

 

ที่มา : ช่างเค

อัพเดท : 18 กรกฎาคม 2561

การสลับยางรถยนต์ ช่วยยืดอายุการใช้งาน

สลับยาง ยืดอายุ

วิธีง่ายๆ ที่คนใช้รถไม่ควรมองข้าม
ยางรถยนต์เป็นอีกหนึ่งส่วนที่มีความสำคัญมากๆ เพราะหากล้อยางเกิดชำรุดหรือเสื่อมโทรม อาจทำให้เกิดอันตรายแบบไม่คาดคิดได้  การสลับยางรถยนต์จึงถือเป็นอีกวิธีในการยืดอายุการใช้งาน และทำให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพได้ ซึ่งจะแบ่งออกเป็นหลายแบบ แต่แบบไหนที่เหมาะกับรถของเรา มาดูกันครับ

รู้หรือไม่ การสลับยางรถยนต์ มีประโยชน์กว่าที่คิด

ยางรถยนต์เป็นอีกหนึ่งส่วนที่มีความสำคัญมากๆ เพราะหากล้อยางเกิดชำรุดหรือเสื่อมโทรม อาจทำให้เกิดอันตรายแบบไม่คาดคิดได้ การสลับยางรถยนต์จึงถือเป็นอีกวิธีในการยืดอายุการใช้งาน และทำให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพได้ ซึ่งจะแบ่งออกเป็นหลายแบบ แต่แบบไหนที่เหมาะกับรถของเรา มาดูกันครับ

1. สำหรับรถยนต์ที่มีการขับเคลื่อนด้วยล้อหน้า การสลับยางจะเป็นรูปแบบการทะแยง จากด้านหลังไปด้านหน้า ตามรูปที่ (1) หรือ สลับยางแบบกากบาท แบบรูปที่ (2) ก็ได้สามารถทำได้
2. สำหรับรถที่ขับเคลื่อนด้วยล้อหลัง หรือ ขับเคลื่อน 4 ล้อ ก็ให้สลับยางจากด้านหน้าไปด้านหลัง เหมือนรูปที่ (3)
3. สำหรับรถยนต์ที่มีการใส่ยาง ที่เป็นชนิดที่มีทิศทางการหมุนทางเดียว จะใช้การสลับยาง แบบรูปที่ (4)
4. สำหรับรถที่ใส่ล้อและยางที่มีขนาดด้านหน้ากับด้านหลังไม่เท่ากัน รวมถึงดอกยางแบบไม่เป็นเป็นทิศทาง แนะนำให้การสลับยางในแบบรูปที่ (5)
5. การสลับยางแบบ 5 วง หรือแบบใช้ยางอะไหล่ คือเพื่อให้ดอกยางมีขนาดที่เท่าๆกันทั้ง 5 เส้น  โดยจะให้ทำการสลับยางตามแบบรูปที่ (6) และ (7)

เพิ่มเติมนะครับ : สำหรับรถทั่วไปควรสลับยางทุกๆ 10,000 กิโลเมตร และ 5,000 กิโลเมตร สำหรับรถขับเคลื่อนสี่ล้อ (รถแต่ละประเภทจะมีการสึกหรอแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการใช้งานด้วยครับ) เพื่อนๆคนไหนที่สนใจเข้ารับบริการสลับยางรถยนต์ก็สามารถเข้ามารับบริการได้ที่ศูนย์บริการ โตโยต้า เค.มอเตอร์ส ทั้ง 17 สาขาได้เลยนะครับ นัดหมายล่วงหน้าได้ที่ Call Center 02-662-6555

เทคนิคการดูแลรถ-การสลับยางรถยนต์-ช่างเค

ที่มา : ช่างเค

อัพเดท : 18 กรกฎาคม 2561

เติมนํ้ามันชนิดไหนดีที่สุด ให้เหมาะสมกับรถที่คุณใช้?

เลือกใช้นํ้ามัน

รถแต่ละรุ่นต้องการน้ำมันแตกต่างกัน
หลายท่านมักตั้งคำถามว่าจะเลือกใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเบนซิน ชนิดไหนถึงจะดีที่สุดสำหรับรถของตนเอง วันนี้เรามีแนวทางให้คุณได้ตัดสินใจกันดูว่าจะเลือกใช้แบบใด ก่อนอื่นเรามารู้จักกันก่อนว่าน้ำมันเชื้อเพลิงเบนซิน มีชนิดใดบ้าง ทำงานแตกต่างกันอย่างไร และเหมาะกับรถรุ่นไหน ไปดูกัน

รถของเราเติมน้ำมันชนิดไหนได้บ้าง?? หลายคนอาจจะยังไม่รู้รถยนต์ของเราใช้นํ้ามันชนิดไหนได้บ้าง?? วันนี้ช่างเค. พามาทำความรู้จักเชื้อเพลิงเบนซินกันครับ จะได้ใช้เป็น เติมถูกรุ่น ก่อนอื่นมาดูกันว่าน้ำมันเชื้อเพลิงเบนซินมีชนิดไหนบ้าง…

1. น้ำมันเบนซิน ออกเทน 95
2. น้ำมันเบนซิน ออกเทน 91
3. น้ำมันแก็สโซฮอลล์ ออกเทน 95
4. น้ำมันแก็สโซฮอลล์ ออกเทน 91
5. น้ำมันแก็สโซฮอลล์ E20 ออกเทน 95 หรือเบนซิน E20
6. น้ำมันแก็สโซฮอลล์ E85

หลังจากนั้นเราต้องตรวจสอบที่รถของเราว่ารถที่ใช้อยู่รองรับน้ำมันชนิดใด และเกรดใดบ้างของน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามแต่ละรุ่น และชนิดของแบรนด์รถนั้นๆ ซึ่งสิ่งที่ต้องคำนึงคือหากเราเติมน้ำมันผิดชนิด และประเภทของน้ำมัน อาการที่รถจะแจ้งให้เราได้ทราบว่าเติมหรือใช้น้ำมันผิดประเภท นั่นคือเครื่องยนต์สะดุด, วิ่งไม่ออกหรือถ้าอันตรายกว่านั้นก็คือ เครื่องยนต์สตาร์ทไม่ติด เครื่องยนต์ก็จะคล้ายกับร่างกายของเรา คือรับประทานอะไรได้บ้าง ไม่ได้บ้าง คราวนี้มาดูกันว่ารถที่เราใช้จะเติมอะไรได้บ้าง

 

 

สติ๊กเกอร์ระบุว่าแก๊สโซฮอล์ E0 – E85 จะเติมตั้งแต่ E-85 หรือ 91 ขึ้นไป

สติ๊กเกอร์ระบุว่าแก๊สโซฮอล์ 91 – E20 จะเติมตั้งแต่ 91 จนถึงแก๊สโซฮอล์ E20

สติ๊กเกอร์ระบุว่าแก๊สโซฮอล์ 91 – E10 จะเติมตั้งแต่ 91 จนถึงแก๊สโซฮอล์ E10

 

1. น้ำมันเบนซิน ออกเทน 95   

น้ำมันชนิดนี้ รถทุกคันที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงชนิดเบนซิน สามารถใช้ได้หมด เนื่องจากเป็นน้ำมันที่ไม่มีส่วนผสมของ เอทิลแอลกอฮอล์ และมีออกเทนที่ให้ค่าสูง มีการเผาไหม้ที่ดีที่สุดของน้ำมันในขณะนี้ และมีการป้องกันการน็อคของเครื่องยนต์สูง การเผาไหม้ของเครื่องยนต์จึงสมบูรณ์ และให้กำลังของการจุดระเบิดสูงตามมา สมรรถนะการขับขี่ตอบสนองได้เร็ว แต่ติดตรงที่มีราคาที่สูงกว่าน้ำมันชนิดอื่นๆ เป็นกฎธรรมชาติที่ว่า ของดีต้องแพงไว้ก่อน

2. น้ำมันเบนซิน ออกเทน 91  

น้ำมันชนิดนี้ รถทุกคันอาจจะสามารถใช้ได้ ยกเว้นรถที่มีระบุไว้ว่า   เติมน้ำมันชนิด เบนซินออกเทน 95  เท่านั้น ซึ่งหากเราฝืนเติมออกเทน 91 เข้าไปในรถที่มีระบุคำว่า เบนซินออกเทน 95 อาการที่รถจะแสดงออกมาให้เราทราบว่าใช้น้ำมันผิดประเภท ก็อาจจะแค่เครื่องยนต์สะดุด เดินเบาไม่เรียบ แต่รถสามารถวิ่งได้ เป็นน้ำมันที่ไม่มีส่วนผสมของ เอทิลแอลกอฮอล์ และมีค่าออกเทนที่ให้ค่าต่ำกว่าออกเทน 95 ลงมา สมรรถนะการขับขี่ตอบสนองได้เร็ว เป็นรอง ออกเทน 95 เล็กน้อย แทบจะไม่เห็นผล ต้องพิสูจน์ด้วยการนำรถเข้า Test ที่ห้องแล็บ จึงจะรู้ได้อย่างชัดเจน น้ำมันชนิดนี้จะหาเติมได้ยาก เพราะบางปั๊มไม่มีให้บริการ เนื่องจากมีชนิดของน้ำมันเชื้อเพลิงอื่นเข้ามาแทนที่ได้ ส่วนราคาสูงรองมาจาก ออกเทน 95

3. น้ำมันแก็สโซฮอลล์ ออกเทน 95 

น้ำมันชนิดนี้เป็นการนำน้ำมันเบนซินพื้นฐานมาผสมกับเอทานอลหรือ เอทิลแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 99.5% ในอัตราส่วน เบนซินพี้นฐาน 9 ส่วน : เอทานอล 1 ส่วน โดยค่าออกเทนของแก๊สโซฮอล์จะขึ้นอยู่กับค่าออกเทนของน้ำมันเบนซินพื้นฐานแต่ละชนิด หากนำน้ำมันเบนซินพื้นฐานออกเทน 91 จำนวน 9 ส่วน ผสมกับเอทานอล 1 ส่วน จะได้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 สามารถเลือกแก๊สโซฮอล์ตามค่าออกเทนที่ต้องการใช้มาทดแทนน้ำมันเบนซินได้ทันที  น้ำมันชนิดนี้ หากรถที่ไม่มีระบุว่า สามารถใช้น้ำมันแก็สโซฮอลล์ ออกเทน 95  ได้ ก็ไม่สมควรที่จะใช้ เพราะจะเกิดการกัดกร่อนจากเอทิลแอลกอฮอล์ ที่มีส่วนผสมในน้ำมันเชื้อเพลิง ส่งผลให้ท่อยาง, โอริงปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิง หรือหัวฉีดเกิดการรั่วได้ สมรรถนะการขับขี่ตอบสนองได้เร็วเทียบเท่ากับน้ำมันเบนซินออกเทน 95   ไม่เหมาะสำหรับรถที่มีการจอดทิ้งเอาไว้นานๆ เกินกว่า 1 เดือนขึ้นไป เพราะเกิดการระเหยของน้ำมันเชื้อเพลิงเกิดขึ้น และมีโอกาสที่น้ำมันจะเสียได้

4. น้ำมันแก็สโซฮอลล์ ออกเทน 91 

น้ำมันชนิดนี้เป็นการนำน้ำมันเบนซินพื้นฐานมาผสมกับเอทานอลหรือ เอทิลแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 99.5% ในอัตราส่วน เบนซินพี้นฐาน 9 ส่วน : เอทานอล 1 ส่วน โดยค่าออกเทนของแก๊สโซฮอล์จะขึ้นอยู่กับค่าออกเทนของน้ำมันเบนซินพื้นฐานแต่ละชนิด หากนำน้ำมันเบนซินพื้นฐานออกเทน 88 จำนวน 9 ส่วน ผสมกับเอทานอล 1 ส่วน จะได้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 สามารถเลือกแก๊สโซฮอล์ตามค่าออกเทนที่ต้องการใช้มาทดแทนน้ำมันเบนซินได้ทันที น้ำมันชนิดนี้ หากรถที่ไม่มีระบุว่า สามารถใช้น้ำมันแก็สโซฮอลล์ ออกเทน 91  ได้ก็ไม่สมควรที่จะใช้ เพราะจะเกิดการกัดกร่อนจากเอทิลแอลกอฮอล์ ที่มีส่วนผสมในน้ำมันเชื้อเพลิง ส่งผลให้ท่อยาง, โอริงปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิง หรือหัวฉีดเกิดการรั่วได้ สมรรถนะการขับขี่ตอบสนองได้เร็ว เป็นรองจากแก็สโซฮอลล์ออกเทน 95 โดยหากรถระบุว่าสามารถเติมน้ำมันแก็สโซฮอลล์ ออกเทน 91 ชนิดนี้ได้ น้ำมันจากข้อที่ 1-3 สามารถนำมาเติมได้ทั้งหมด แต่ไม่เหมาะสำหรับรถที่มีการจอดทิ้งเอาไว้นานๆ เกินกว่า 1 เดือนขึ้นไป เพราะเกิดการระเหยของน้ำมันเชื้อเพลิงเกิดขึ้น และมีโอกาสที่น้ำมันจะเสียได้ ข้อดีของน้ำมันชนิดนี้คือ ราคาน้ำมันจะย่อมเยาลงมา

5. น้ำมันแก็สโซฮอลล์ E20  ออกเทน 95 หรือเบนซิน E20 

น้ำมันชนิดนี้คือ น้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้จากการนำน้ำมันเบนซินพื้นฐาน ผสมกับเอทานอลหรือ เอทิลแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นแอลกอฮอล์ บริสุทธิ์ 99.5% ในอัตราส่วน เบนซิน 80 : เอทานอล 20 ได้เป็นน้ำมัน E20 ซึ่งมีค่าออกเทน 95 ซึ่งมีหลายรายที่นำน้ำมันชนิดนี้มาเติม โดยไม่รู้ว่าเครื่องยนต์ไม่สามารถรองรับได้ จึงเป็นสิ่งที่คุณควรต้องเช็คก่อนว่ารถยนต์รองรับได้หรือไม่ เนื่องจากเครื่องยนต์ที่สามารถใช้น้ำมันชนิดนี้ได้ ต้องมีการปรับอุปกรณ์ และปรับอัตราส่วนผสมให้เกิดการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ หากรถที่ไม่ระบุคำว่า ใช้น้ำมันแก็สโซฮอลล์ E20 ได้ ห้ามนำมาเติมเด็ดขาด เพราะเอทิลแอลกอฮอล์ จะกัดกร่อนทำให้ ท่อยาง, โอริงปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิง หรือหัวฉีดเกิดการรั่ว และส่งผลเสียหายเร็วขึ้น เครื่องยนต์จะเร่งไม่ขึ้น มีการสะดุด สตาร์ทติดยาก ไม่เหมาะสำหรับรถที่มีการจอดทิ้งเอาไว้นานๆ เกินกว่า 1 เดือนขึ้นไป เพราะจะเกิดการระเหยของน้ำมันเชื้อเพลิง และมีโอกาสที่น้ำมันจะเสียได้ แต่ถ้าหากรถคุณมีระบุอย่างชัดเจนที่คุ่มือการใช้รถ หรือที่ฝาถังว่าสามารถใช้น้ำมันแก็สโซฮอลล์ E20 ได้ คำแนะนำคือ หากชอบการประหยัดในการเติมน้ำมัน ไม่เน้นขับรถแบบแรงๆ เติมได้เลยครับไม่มีปัญหาตามมา และน้ำมันตั้งแต่ข้อ 1-4 ก็ยังสามารถใช้กับรถของคุณได้ และมีความประหยัดในการเติมน้ำมันแบบเห็นๆ ส่วนสมรรถนะมีความใกล้เคียงกับออกเทน 95 เนื่องจากเครื่องยนต์มีการออกแบบ และเซ็ทให้สมรรถนะวิ่งได้เหมือนกับ ออกเทน 95 ผลความแตกต่างน้อยมาก แทบจะไม่ค่อยเห็นผล แต่หากเติมเบนซินออกเทน 95 เพียวๆ แล้วเปรียบเทียบดู จะรู้ได้ทันที ในขณะออกตัวหรือเร่งแซง น้ำมันแก็สโซฮอลล์ E20 ออกเทน 95 จะยังสู้ไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่

6. น้ำมันแก็สโซฮอลล์ E85  

น้ำมันชนิดนี้คือ มีการผสมน้ำมันเบนซินมาตรฐานเข้ากับเอทานอลในสัดส่วน น้ำมันเบนซินพื้นฐาน ผสมกับเอทานอลหรือ เอทิลแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นแอลกอฮอล์ บริสุทธิ์ 99.5% ในอัตราส่วนเบนซิน 15 เปอร์เซ็นต์ : เอทานอล 85 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ  น้ำมันชนิดนี้จึงถูกเรียกว่า “E85” ซึ่งมีหลายรายที่นำน้ำมันชนิดนี้มาเติม โดยไม่รู้ว่าเครื่องยนต์ไม่สามารถรองรับได้ จึงเป็นสิ่งที่คุณควรต้องเช็คก่อนว่ารถเราสามารถใช้ได้หรือไม่ เนื่องจากเครื่องยนต์ที่สามารถใช้น้ำมันชนิดนี้ได้ ต้องมีการปรับอุปกรณ์ และปรับอัตราส่วนผสมให้เกิดการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ หากรถที่ไม่ระบุว่า ใช้น้ำมันแก็สโซฮอลล์ E85 ได้ ห้ามนำมาเติมเด็ดขาด และจะเป็นอันตรายสุดๆ เพราะเอทิลแอลกอฮอล์ จะกัดกร่อนทำให้ ท่อยาง, โอริงปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิง หรือหัวฉีดเกิดการรั่ว และส่งผลความเสียหายเร็วขึ้น เครื่องยนต์จะเร่งไม่ขึ้น สะดุด สตาร์ทติดยาก และอาจจะทำให้สตาร์ทไม่ติดในลำดับต่อมา ไม่เหมาะสำหรับรถที่มีการจอดทิ้งเอาไว้นานๆ เกินกว่า 1 เดือนขึ้นไป เพราะเกิดการระเหยของน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงมากๆ  และมีโอกาสที่น้ำมันจะเสียได้ แต่ถ้าหากรถคุณสามารถใช้ได้ มีระบุอย่างชัดเจนที่คู่มือการใช้รถหรือที่ฝาถังให้ใช้น้ำมันแก็สโซฮอลล์ E85 ได้ คำแนะนำคือ หากชอบประหยัดในการเติมน้ำมัน ไม่เน้นขับรถแบบแรงๆ  เติมได้เลยครับไม่มีปัญหาตามมา และน้ำมันตั้งแต่ข้อ 1-5  สามารถใช้กับรถของคุณได้ คุณจะได้ประทับใจในการเลือกใช้รถรุ่นที่รองรับน้ำมันชนิดนี้ เพราะจะได้ความประหยัดในการเติมน้ำมันแบบสุดๆ สมรรถนะมีความใกล้เคียงกับออกเทน 95 และมีค่าออกเทนที่ได้จากการผสมน้ำมันชนิดนี้อยู่ที่ 107–113 เนื่องจากเครื่องยนต์มีการออกแบบและเซ็ทให้สมรรถนะวิ่งได้เหมือนกับ ออกเทน 95  ผลความแตกต่างน้อยมาก แทบจะไม่ค่อยเห็นผล แต่ข้อเสียคือน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 มีผลให้รถยนต์เปลืองน้ำมันมากขึ้น เอทานอลบริสุทธิ์ให้พลังงานน้อยกว่าน้ำมันเบนซินธรรมดา ประมาณ 23% (เอทานอลมีปริมาณหน่วยความร้อน 84,600 บีทียูต่อแกลลอน ส่วนเบนซินบริสุทธิ์ ออกเทน 95 มี 125,000 บีทียูต่อแกลลอน) นั่นหมายถึงจะได้ระยะทางที่วิ่งได้น้อยกว่า แต่หากเติมเบนซินออกเทน 95 เพียวๆ แล้วเปรียบเทียบดู จะรู้ได้ทันที ในขณะออกตัวหรือเร่งแซง น้ำมันแก็สโซฮอลล์ E85 จะแตกต่างอยู่บ้าง

หวังว่าสิ่งที่ทางช่างเคได้สื่อสาร และแจ้งให้ทราบคงจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้บ้างว่า จะเลือกใช้น้ำมันชนิดใด ที่ดีที่สุดสำหรับรถยนต์ที่คุณรักนะครับ …

ด้วยความห่วงใยจากช่างเค.

อัพเดท : 18 กรกฎาคม 2561

โตโยต้า เทคโนโลยี Start&Stop

ลดมลพิษ มีประโยชน์

ระบบสตาร์ทที่สะดวกและรวดเร็ว แถมประหยัด
ระบบสตาร์ทและดับเครื่องยนต์อัตโนมัติ Start&Stop ของโตโยต้า เป็นระบบที่มีการดับเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อไม่ได้ใช้งานเป็นเวลาที่เหมาะสม ซึ่งเทคโนโลยี Start&Stop ที่ว่านี้ไม่ใช่ระบบใหม่ แต่มีการคิดค้นเรื่องนี้กันมาเกือบจะ 40 ปี แล้ว โดยครั้งแรกที่ได้ข้อมูลหลักฐานชัดเจนเป็นรถยนต์ Toyota

ที่ทดลองระบบ Start&Stop นี้ ใน Toyota Crown ที่ประเทศญี่ปุ่น โดยเมื่อรถหยุดนิ่งนานกว่า 1.5 วินาทีเครื่องยนต์จะดับลง ผลคือสามารถประหยัดมากขึ้นกว่า 10 % ระบบ Start&Stop จึงถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่ก้าวไกล มีประโยชน์ แถมประหยัด ลดมลพิษอีกด้วยนะครับ

จากนั้นโตโยต้าก็ได้มีการพัฒนา ระบบสตาร์ทและดับเครื่องยนต์อัตโนมัติ เพื่อลดมลพิษและประหยัดเชื้อเพลิงมากขึ้น และในเรื่องความเข้าใจในการสตาร์ทเครื่องยนต์แต่ละครั้งจะสูญเสียน้ำมัน มากกว่าการเดินเครื่องยนต์ คงต้องยอมรับว่า เป็นเรื่องที่เกิดความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะเมื่อการจ่ายน้ำมันมีความแม่นยำมากขึ้นด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำมันจำนวนมากในการทำให้เครื่องยนต์ทำงานอีกต่อไปนั่นเองครับ

ระบบสตาร์ทและดับเครื่องยนต์อัตโนมัติของโตโยต้านี้
จะดับเครื่องยนต์โดยอัตโนมัติเมื่อรถหยุด เช่น เมื่อรถหยุดติดไฟแดง และเมื่อปล่อยแป้นเบรครถเริ่มออกตัว เครื่องยนต์จะสตาร์ทอีกครั้งโดยอัตโนมัติ โดยระบบสตาร์ทและดับเครื่องยนต์อัตโนมัติ ประกอบด้วย ECU สตาร์ทและดับเครื่องยนต์ บูสต์คอนเวอร์เตอร์สำรอง และชุดมอเตอร์สตาร์ทแบบโซลินอยด์คู่ การใช้ชุดมอเตอร์สตาร์ทแบบโซลินอยด์คู่จะทำให้เครื่องยนต์สตาร์ทติดแม้เมื่อเครื่องยนต์ยังคงหมุนภายใต้แรงเฉื่อย โดยที่ ECU สตาร์ทและดับเครื่องยนต์จะนับจำนวนครั้งที่มอเตอร์สตาร์ททำงาน (354,000 ครั้ง) เพื่อควบคุมอายุการใช้งานของชุดมอเตอร์สตาร์ท ถ้าจำนวนเกินกว่าค่าระดับที่กำหนด ECU จะสั่งให้ไฟแสดงสถานะยกเลิกระบบสตาร์ทและดับเครื่องยนต์อัตโนมัติกระพริบเพื่อแจ้งให้คนขับทราบว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนชุดมอเตอร์สตาร์ท  และเช่นเดียวกันอีก ECU สตาร์ทและดับเครื่องยนต์จะนับจำนวนครั้งที่เครื่องยนต์สตาร์ทติดและสตาร์ทอีกครั้งเพื่อควบคุมอายุการใช้งานของฟลายวีล (628,000 ครั้ง) ถ้าการนับจำนวนครั้งที่เครื่องยนต์สตาร์ทติดและสตาร์ทอีกครั้งรวมกันเกินกว่าค่าที่กำหนด ECU จะสั่งให้ไฟแสดงสถานะยกเลิกระบบสตาร์ทและดับเครื่องยนต์อัตโนมัติกระพริบเพื่อแจ้งให้คนขับทราบว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนฟลายวีล

การใช้งานระบบ Start&Stop

ผู้ขับขี่สามารถใช้งานระบบ Start&Stop ตามปกติแต่กรณีถ้ามีการจอดรถชั่วขณะ เช่น ติดไฟแดง เครื่องยนต์อุ่นจนถึงอุณหภูมิทำงาน แป้นเบรคถูกเหยียบ แรงดันไฟฟ้าในแบตเตอรี่มากกว่า 8.92 โวล์ท ระบบปรับอากาศมีการทำงานตามอุณหภูมิที่ตั้งไว้ ไล่ฝ้าไม่ได้เปิดใช้งาน เครื่องยนต์ก็จะดับหรือหยุดการทำงานเข้าสู่โหมด Stop เองโดยอัตมัติ แต่หากเมื่อจอดชั่วขณะแล้วระบบไม่ทำงาน ซึ่งอาจจะมีส่วนใดส่วนหนึ่งไม่เข้าเงื่อนไข ระบบก็จะมีการแจ้งผู้ขับขี่ให้ทราบว่าขณะนั้นไม่ครบเงื่อนไขใดโดยมีข้อความแสดงที่แผงหน้าปัด เช่น กำลังชาร์จไฟ แสดงว่าขณะนั้นกำลังไฟฟ้าในแบตเตอรี่อาจจะต่ำ หรือ ขึ้นข้อความว่าสุญญากาศหม้อลมไม่เพียงพอ นั่นแสดงว่าเหยียบแป้นเบรกไม่เต็มที่ ผู้ขับขี่ก็ออกแรงเหยียบเบรกเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย ระบบก็จะทำงานให้แล้ว หรือหากผู้ขับขี่ไม่อยากให้ระบบทำงานเลยก็สามารถยกเลิกระบบได้ด้วยการกดปิดสวิทช์ระบบ Start&Stop ก็ไม่ทำงานแล้ว

การทำงานในช่วงออกตัว

ช่วงที่ระบบ Start&Stop ทำงาน ในระหว่างที่เครื่องยนต์ดับชั่วขณะ ชุดปั๊มน้ำมันพร้อมโซลินอยด์จะทำงานเพื่อทำให้แรงดันน้ำมันเกียร์อัตโนมัติคงที่จึงทำให้การออกตัวไม่ เกิดอาการสะดุด สามารถออกตัวได้เหมือนกับรถทั้วไป ในการทำงานของระบบสตาร์ทและดับเครื่องยนต์อัตโนมัติ เช่น จำนวนครั้งที่หยุดการเดินเบา และการเตือนกับการแนะนำต่างๆ โดยใช้จอแสดงข้อมูลรวม ไฟแสดงสถานะระบบระบบสตาร์ทและดับเครื่องยนต์อัตโนมัติและไฟแสดงสถานะยกเลิกระบบระบบสตาร์ทและดับเครื่องยนต์อัตโนมัติในชุดมาตรวัดรวม

ระบบ Start&Stop นอกจากจะทำมาเพื่อการประหยัดเชื้อเพลิงในเวลาที่เราจอดติดเครื่องอยู่กับที่ซึ่งสิ้นเปลืองโดยไม่เกิดประโยชน์แล้ว การที่เครื่องยนต์ดับหรือหยุดทำงานชั่วขณะนั้นก็เป็นการช่วยลดมลภาวะจากการปล่อยก๊าซไอเสียของเครื่องยนต์ไปด้วย ประหยัดแถมลดมลพิษ น่าใช้นะครับ /ช่างเค