อัพเดท : 18 กรกฎาคม 2561

ไม่อยากให้ยางรถยนต์เสื่อม จนต้องเปลี่ยนยางบ่อยๆ

พฤติกรรมไหนไม่ควรทำเด็ดขาด

ไม่อยากเปลืองตังค์ ควรเลี่ยง!!
การเปลี่ยนยางรถยนต์แต่ละครั้ง ค่าใช้จ่ายจะสูงพอสมควร แต่ด้วยความจำเป็นในเรื่องของความปลอดภัยในการเดินทางก็ยากที่จะปฏิเสธได้ใช่มั้ยล่ะครับ หากว่าเราไม่มีทางเลือกอะไรมากนักการที่จะหันมารักษาดูแลยางรถยนต์ เพื่อให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญพอตัวว่าแต่จะต้องดูแลกันยังไงมาดูกันครับ

ยางรถยนต์สึกหรอ เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง ?

ไม่ควรบรรทุกนํ้าหนักมากจนเกินไป

การบรรทุกนํ้าหนักมากจนเกินไปจะทำให้การบิดตัวบริเวณหน้ายางสัมผัสกับพื้นผิวถนนมาก จนทำให้เกิดการสึกหรอได้ ซึ่งอาจทำให้เกิดการลื่นไถลได้ง่าย และโครงยางอาจระเบิดได้เมื่อได้รับแรงกระแทก ดอกยางจะสึกบริเวณตอนกลางมากกว่าส่วนอื่น และทำให้ความนุ่มนวลในขณะขับขี่ลดลงอีกด้วย

ไม่ควรขับขี่ด้วยความเร็วสูง

การขับขี่ด้วยความเร็วสูงมากจนเกินไป จะทำให้เกิดแรงเสียดทานและความร้อนในยางสูง จึงทำให้ยางสึกหรอเร็ว อายุของยางก็จะลดลงไปด้วย

เติมลมยางไม่พอดี

ควรเติมลมยางให้พอดีไม่อ่อนหรือแข็งจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดการบวมและยางระเบิดได้ หากมีการเติมลมยางที่อ่อนกว่ามาตรฐาน จะทำให้อายุยางสั้นลงบริเวณไหล่ยางจะเกิดความร้อนสูงและสึกหรอเร็วกว่าส่วนอื่น ซึ่งอาจทำให้เนื้อยางไหม้และโครงสร้างยางแยกตัวออกจากกันอันนำไปสู่การบวมล่อนและระเบิดของยาง นอกจากนี้อาจทำให้โครงยางบริเวณแก้มยางฉีกขาดหรือหักได้ และยังเป็นการสิ้นเปลืองน้ำมันอีกด้วย

หลีกเลี่ยงการเบรกและออกตัวอย่างรุนแรง

ควรใช้ความเร็วในการขับขี่อย่างเหมาะสม หลีกเลี่ยงการเบรกหยุดรถอย่างกะทันหันหรือออกตัวอย่างรุนแรงในขณะที่รถยนต์วิ่งอยู่บนถนนจะเกิดแรงเฉื่อยซึ่งมีค่าสูงกว่าความเร็ว ดังนั้นเมื่อเบรกจนล้อหยุดหมุนแล้วแรงเฉื่อยของตัวรถจะดันให้ล้อลื่นไถลไปกับพื้นถนนทำให้ยางเกิดการสึกหรอ ซึ่งจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความเร็วและระยะในการเบรกเป็นสำคัญ ส่วนการออกตัวอย่างรุนแรงทำให้ล้อหมุนฟรี หน้ายางจะเสียดสีกับพื้นถนนอย่างหนักทำให้ยางสึกหรอเร็วขึ้นนั่นเองครับ

พยายามหลีกเลี่ยงสภาพถนนที่ขรุขระ

การขับรถบนถนนที่ขรุขระหน้ายางจะเสียดสีกับผิวถนน และจะทำให้เกิดการสึกหรอมากกว่าถนนที่ผิวเรียบ เพราะความต้านทานต่อการหมุนบนถนนเรียบมีน้อยกว่า ยางจึงเสียดสีกับผิวถนนเพื่อเคลื่อนที่ไปข้างหน้าด้วยแรงที่น้อยกว่า นอกจากนี้ลักษณะเส้นทางก็มีผลเช่นกัน การขับขี่บนทางตรงจะเกิดการสึกหรอช้ากว่าการขับขึ้นเขาหรือขับบนถนนที่คดเคี้ยว

ระบบศูนย์ล้อผิดสเปค

หากระบบศูนย์ล้อผิดปกติไปจากสเปคของรถยนต์จะทำให้เกิดแรงเสียดทานและลื่นไถลที่หน้ายางมากกว่าปกติ

อะไรทำให้ยางรถยนต์ของเราสึกหรอได้บ้าง?

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ

อัพเดท : 18 กรกฎาคม 2561

เคล็ดลับการใช้งาน “ปุ่ม Push Start”  อย่างถูกวิธี

พร้อมเคล็ดลับการใช้งาน…

ปุ่ม Push Start ใช้งานและทำงานอย่างไร?
การใช้งานของปุ่ม Push Start ถือเป็นการอำนวยความสะดวกสบายให้ผู้ขับขี่ยุคใหม่ จากเดิมที่ต้องเสียกุญแจก่อนจึงจะสตาร์ทเครื่องยนต์ได้ แต่ทุกวันนี้ “กด” ปุ๊ป ออกรถได้เลยทันที  แม้หน้าที่หลักคือใช้สตาร์ทรถ แต่ปุ่ม Push Start ยังมีวิธีการทำงานอื่นๆ ที่หลายคนอาจยังไม่รู้ และเทคนิคต่างๆ ที่จะทำให้การขับง่ายขึ้น

วันนี้ช่างเคจะมาบอกกล่าวเล่าเรื่องเกี่ยวกับปุ่ม Push Start พร้อมแนะเคล็ดลับการใช้งานอย่างถูกวิธีให้ครับ… ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับมันก่อนดีกว่าครับ ปุ่ม Push Start คืออะไร? มันก็คือปุ่มกดที่ทำหน้าที่เหมือนๆ กับกุญแจรถทั่วๆ ไป ใช้เปิดระบบภายในรถยนต์ ใช้เพื่อสตาร์ทเครื่องยนต์ เพียงแต่เราไม่ต้องหยิบกุญแจขึ้นมาแล้วคลำหาช่องเสียบกุญแจเพื่อบิดสตาร์ทเท่านั้นเอง

 

ระบบของ ปุ่ม Push Start ทำงานยังไง?

ปุ่ม Push Start จะทำงานควบคู่กับกุญแจ Smart Key เป็นการสื่อสารกันระหว่างตัวรถกับ Smart Key ถ้าไม่มี Smart Key ก็ไม่สามารถปลดล็อครถ หรือสตาร์ทเครื่องยนต์ได้

 

การทำงานของระบบ Push Start

เมื่อผู้ใช้รถถือกุญแจ Smart Key เข้าไปในรถ ระบบจะมีการสื่อสารกันระหว่างรถยนต์กับตัวกุญแจ โดยการสื่อสารระบบจะยอมให้ทำงานได้ก็ต้องเป็นกุญแจที่มีการลงทะเบียนไว้ด้วยกันเท่านั้น พูดง่ายๆ คือมันต้องเคยรู้จักกัน เคยทำสัญญากันไว้แล้ว ระบบถึงจะพร้อมทำงาน และหลังจากที่ระบบพร้อมทำงาน เมื่อผู้ใช้รถกดปุ่ม Push Start 1 ครั้ง เทียบเท่ากับการบิดกุญแจไปที่ ACC สามารถเปิดวิทยุฟังเพลงได้ โดยเครื่องยนต์ยังจะยังไม่มีการสตาร์ทเกิดขึ้น

ถ้าหากผู้ใช้รถกดที่ปุ่ม Push Start อีก 1 ครั้ง (เป็นการกดครั้งที่ 2 จากรอบแรก) เทียบเท่ากับการบิดกุญแจไปที่ ON สามารถใช้งานระบบไฟฟ้าของรถได้ เช่น ใช้งานกระจกไฟฟ้าที่ประตูและตรวจเช็คไฟสถานะต่างๆ ได้ที่แผงหน้าปัด และเมื่อผู้ใช้กดปุ่ม Push Start อีกครั้ง (เป็นการกดครั้งที่ 3) โดยมีการเหยียบแป้นเบรคด้วย ก็เทียบเท่ากับการบิดกุญแจสตาร์ทเครื่องยนต์นั่นเอง

 

วิธีการใช้งานปุ่ม Push Start

ในการใช้งานจริงผู้ขับขี่ส่วนใหญ่ก็จะพกกุญแจ Smart Key ไว้ในกระเป๋ากางเกง พอขึ้นรถระบบก็จะทำการสื่อสารให้อัตโนมัติ เมื่อผู้ใช้เหยียบแป้นเบรค แล้วกดปุ่ม Push Start เครื่องยนต์ก็จะสตาร์ทให้เลย ซึ่งก็สะดวกดีและก็ไม่ได้มีผลเสียอะไรครับ

แต่………. ถ้าลองนึกถึงวิธีการใช้งานของรถยนต์ทั่วไปที่ใช้กุญแจธรรมดา โดยปกติแล้วก่อนที่เราจะสตาร์ทเครื่องยนต์ การบิดกุญแจไปในตำแหน่งที่ 2 คือ ตำแหน่ง ON ไฟสถานะต่างๆ ที่แผงหน้าปัดก็จะติดขึ้นเพื่อแสดงสถานะให้ผู้ใช้รู้ว่าขณะนี้ระบบใดพร้อมใช้งานบ้าง มีระบบอะไรไม่พร้อมบ้าง ยกตัวอย่าง เช่น ระบบ ABS ปกติไฟสถานะของระบบ ABS จะติดขึ้นหลังจากที่เราบิดกุญแจไปที่ตำแหน่ง ON และดับลงภายใน 6 วินาที แสดงว่าระบบพร้อมใช้งานแล้ว แต่ถ้าผู้ขับขี่ขึ้นรถมาบิดกุญแจสตาร์ททันที โดยไม่สังเกตสถานะต่างๆ ก็อาจจะไม่รู้ถึงความผิดปกติของรถที่ใช้งานอยู่ได้

ฉะนั้นในการใช้งานปุ่ม Push Start ที่ผู้ผลิตรถเองได้ออกแบบมาไว้ให้ใช้แบบเหมือนจะกั๊กๆ แต่เค้าก็มีจุดประสงค์อย่างที่กล่าวมา ผู้ใช้ที่อยากสบายจะใช้ปุ่ม Push Start แบบสบายๆ ก็ไม่ได้ผิดอะไร ส่วนผู้ที่ชอบเช็คสถานะของระบบต่างๆ ของรถก่อนสตาร์ทก็ไม่ผิดเช่นกัน เอาเป็นว่าแล้วแต่สถานการณ์และความถนัดของแต่ละคนนะครับ

 

เผลอกดปุ่ม Push Start ขณะรถกำลังวิ่ง

เป็นเรื่องที่หลายๆ คนสงสัยและเกิดความกลัวขึ้นมาว่าถ้าขับรถอยู่แล้วบังเอิญไปกดโดนปุ่ม Push Start เข้าให้ จะเกิดอะไรขึ้น… ไม่ต้องสงสัยและกังวลไปครับ เพราะระบบ Pust Start นี้ หากใครไปกดในขณะขับขี่ยังไงรถก็ไม่ดับ ซึ่งก็เป็นระบบป้องกันที่มีมาให้ และแตกต่างจากรถยนต์ที่ใช้กุญแจทั่วไปที่บิดกุญแจขณะที่รถวิ่งอยู่ยังไงก็ดับครับ

 

แบตเตอรี่ของ Smart Key

ในตัวของ Smart Key จะมีแบตเตอรี่อยู่ จะ 1 หรือ 2 ก้อนก็แล้วแต่รุ่นของรถยนต์นั้นๆ ซึ่งแบตเตอรี่นี้จะใช้งานอยู่ 2 ส่วน คือ ใช้ Lock/Unlock ประตูทุกบานโดยการกดที่รีโมทกุญแจรถ อีกส่วนของการใช้งาน คือ ใช้เป็นแหล่งพลังงานในการสื่อสารกับรถยนต์เมื่อเข้าไปภายในรถและจะใช้งานปุ่ม Push Start นั่นเอง

 

แล้วถ้าแบตเตอรี่ Smart Key หมดประจุล่ะ?

หากใช้งานไปแล้วแบตเตอรี่ Smart Key เกิดหมดประจุ เสื่อมสภาพหรือถึงอายุไขของแบตเตอรี่ ก็ไม่ต้องกังวลอะไร เพราะในตัวของกุญแจ Smart Key จะมีกุญแจดอกเล็กเสียบซ่อนอยู่ข้างๆ ซึ่งหลายคนอาจไม่เคยสังเกตว่ามี แล้วพอเกิดอาการ Lock/Unlock ก็เริ่มวิตกว่าจะเปิดรถได้ยังไง ไอ้เจ้ากุญแจดอกเล็กนี้จะทำหน้าที่เพื่อให้ผู้ใช้รถไขประตูเข้าไปในรถได้ พอเข้ารถได้แล้วเรื่องสตาร์ทรถเพื่อใช้งาน ก็เพียงแค่นำตัวกุญแจ Smart Key เข้าไปทาบใกล้กับปุ่ม Push Start จากนั้นก็เหยียบแป้นเบรคค้างไว้ แล้วกดปุ่มเพื่อสตาร์ทได้เลย เมื่อเครื่องติดวิ่งได้ก็เข้าศูนย์บริการโตโยต้า เพื่อเปลี่ยนแบตเตอรี่ของกุญแจ Smart Key ได้เลยครับ

 

ข้อแนะนำเพิ่มเติม

เมื่อแบตเตอรี่ Smart Key หมดประจุ ควรซื้อหรือเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่ศูนย์บริการโตโยต้าเท่านั้น ไม่แนะนำให้ไปหาซื้อเปลี่ยนเองตามร้านทั่วไปครับ เพราะค่าการจ่ายกระแสหรือค่าการเก็บประจุจะไม่เท่ากัน พอเปลี่ยนมาก็ไม่สามารถใช้งานได้

สุดท้ายนี้ข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นเป็นข้อมูลที่เขียนขึ้นมาเพื่อให้ผู้ที่ใช้งานระบบ Push Start ได้ใช้งานได้อย่างถูกต้อง สบายใจและสะดวกกับการใช้งานระบบ Push Start และหวังว่าจะเป็นข้อมูลให้ทุกท่านได้อ่านเพื่อใช้ประโยชน์ได้นะครับ… ท่านสามารถอ่านบทความเกี่ยวกับรถยนต์ เทคนิคดูแลรถ วิธีการดูแลรถ เคล็ดลับเกี่ยวกับรถยนต์ หรือพูดคุยและสอบถามกับกูรู ช่างรถยนต์ผู้ชำนาญ ของ โตโยต้า เค.มอเตอร์ส ได้ที่ https://www.facebook.com/toyotakmotors ครับ……….ช่างเค

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ

อัพเดท : 18 กรกฎาคม 2561

วิธีการดูแลรถที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน ทิ้งไว้นานๆ

จอดรถทิ้งไว้นาน

รถอาจ “พัง” ต้องดูแลอย่างไร?
ซื้อรถมาไม่ค่อยได้ขับ ไม่ค่อยได้ใช้งาน ไม่ได้หมายความว่ารถของคุณจะยังสภาพดีกว่ารถที่ผ่านการใช้งานทุกวันนะครับ เพราะการจอดอยู่เฉยๆ นั่น ก็เหมือนกับการรอเวลาให้สภาพเครื่องยนต์มันเสื่อมและชำรุดไปตามกาลเวลานั่นเอง วันนี้ “ช่างเค” จึงมีวิธีเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ในการดูแลรถที่ไม่ค่อยใช้งานมาฝากครับ

มีคนสอบถามเข้ามาเยอะแยะว่าซื้อรถยนต์มาแต่ไม่ค่อยได้ขับ ปล่อยทิ้งไว้นานๆ จะเกิดปัญหาอะไรมั๊ย?? ต้องบอกว่ามี ปัญหา แน่ๆ ครับ แต่จะแก้อย่างไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับสภาพและระยะเวลาในการจอดด้วยครับ วันนี้ช่างเคจึงขอแนะนำเทคนิคการดูแลรถที่ไม่ได้ใช้นานๆ มาฝาก วิธีนี้นอกจากจะเหมาะสำหรับเพื่อนๆ ที่ไม่ค่อยได้ใช้งานรถยนต์แล้ว คนที่กำลังวางแผนเดินทางไกลไปต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ ก็สามารถเอามาปรับใช้กันได้ตามความเหมาะสมกันเลยครับ

เริ่มแรกเลยสิ่งที่เราจะต้องดูจะมีอยู่ 6 เรื่องด้วยกัน คือ เรื่องของแบตเตอรี่ เรื่องของพวกผลิตภัณฑ์ของเหลวต่างๆ ในรถยนต์ เรื่องของลมยาง เรื่องของระบบต่างๆ ภายในเครื่องยนต์ เรื่องของสีรถและสถานที่ในการจอดรถ

1. แบตเตอรี่
หลายคนเจอปัญหารถไม่ค่อยได้ใช้ พอจะกลับมาใช้งานทำไมแบตเตอรี่หมด แบตเสื่อม ไม่มีประจุ ต้องขอบอกตรงนี้ก่อนว่าถึงแม้ว่าจะไม่มีการเปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าไว้ก็ตาม แต่ในความจริงแบตเตอรี่ก็ยังคงมีการจ่ายกระแสไฟฟ้าไปเลี้ยงระบบในรถยนต์อยู่ เช่น ระบบกันขโมย หรือ ระบบควบคุม (ECU) หากจอดไว้โดยไม่มีการติดเครื่องยนต์เป็นระยะเวลานานก็ทำให้แบตเตอรี่หมดประจุได้ เมื่อแบตเตอรี่หมดประจุก็ต้องมีการพ่วงเพื่อสตาร์ท ซึ่งถ้าปล่อยให้แบตหมดแล้วพ่วงอยู่บ่อยๆ ก็จะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมได้ครับ

ข้อแนะนำที่เป็นหลักสากลก็คือหากไม่ค่อยได้ใช้รถยนต์ก็แนะนำให้มีการสตาร์ทเครื่องยนต์ไว้ 10 นาที หรือมากว่า อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือหากทำได้ทุกวันก็จะดี เป็นการช่วยยืดอายุแบตเตอรี่ได้ครับ (สตาร์ทอยู่กับที่เฉยๆ นะครับ)

2. ของเหลวในรถยนต์
หากรถไม่ค่อยได้ใช้เมื่อกลับมาใช้งานก่อนจะออกจากบ้าน แนะนำให้ทำการเช็คของเหลวต่างๆ ในรถของเราก่อนครับว่าพร้อมใช้งานมากน้อยขนาดไหน เช่น น้ำมันเครื่อง น้ำในหม้อน้ำ เพื่อหล่อเลี้ยงชิ้นส่วนต่างๆ ไม่ให้เกิดสนิม

เพิ่มเติมสำหรับเรื่องของน้ำมันเครื่องที่หลายๆ คนมักจะสงสัยกันว่าถ้ารถไม่ค่อยได้วิ่งจะต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเมื่อไหร่ถึงจะเหมาะสม แนะนำให้เปลี่ยนตามระยะเวลาที่ทางโตโยต้ากำหนดครับ โดยทั่วไปเราจะเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องกันทุก 5,000 กิโลเมตร หรือ 10,000 กิโลเมตร แต่สำหรับคนที่ใช้รถน้อยๆ หากอ้างอิงตามระยะทางในระยะเวลาปีหนึ่งอาจจะไม่ได้ถ่ายน้ำมันเครื่องเลย ดังนั้นต้องอ้างอิงตามระยะเวลา โดยเปลี่ยนน้ำมันเครื่องทุกๆ 6 เดือน หรือตามที่คู่มือกำหนด อย่าคิดว่าไม่ได้ใช้แล้วจะไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง เพราะน้ำมันเครื่องก็มีวันหมดอายุและเสื่อมสภาพด้วยตัวเองได้เหมือนกัน หากปล่อยไว้นานจนน้ำมันเครื่องเสื่อมสภาพและนำรถมาใช้งาน เครื่องยนต์จะมีการสึกหรอมากกว่ารถยนต์ที่ใช้งานทุกวันเสียอีกนะครับ

3. ลมยาง / ยางรถยนต์
หากเราจะต้องจอดรถเอาไว้เป็นระยะเวลานานๆ แนะนำให้เติมลมยางมากกว่าปกติประมาณ 5-10 ปอนด์/ตารางนิ้ว หรือแนะนำให้นำรถไปขับเคลื่อนที่ เพื่อให้ยางได้หมุนบ้าง เพราะการจอดรถอยู่กับที่นานๆ เช่น มากกว่า 1 เดือนขึ้นไป จะทำให้เกิดอาการยางไม่คืนตัว โดยเกิดการยุบตัวของโครงยางส่วนหน้า ที่สัมผัสกับพื้นได้ เนื่องจากน้ำหนักของตัวรถยนต์ทั้งหมด จะตกสู่ยางแต่ละเส้นในจุดเดียว ทำให้โครงยางเสียรูป ไม่กลม เมื่อนำรถยนต์ไปขับขี่ภายหลัง อาจทำให้เกิดอาการสั่นเต้นและเกิดเสียงดังผิดปกติได้ หากเป็นไปได้วิธีที่ดีที่สุดในกรณีที่ต้องจอดรถทิ้งไว้นานเกินกว่า 3 เดือนขึ้นไปนั้นขอแนะนำให้ยกรถตั้งบนแท่นวางทั้ง 4 ล้อ ซึ่งทำให้น้ำหนักรถไม่กดทับลงบนยาง เป็นการรักษารูปร่างของยางได้ดีที่สุดครับ

4. สตาร์ทเครื่องยนต์พารถของเราไปยืดเส้นยืดสายบ้าง
เรื่องของระบบต่างๆ ภายในเครื่องยนต์ ถือว่าเป็นเรื่องที่เราไม่ควรมองข้ามนะครับ ว่าควรสตาร์ทเครื่องยนต์เพื่อให้เครื่องยนต์ทำงานและชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่บ้าง แต่อีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือควรจะพาไปขับเพื่อยืดเส้นยืดสายบ้าง เพราะเนื่องจากในรถยนต์นั้นมีชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่เป็นจุดหมุน เช่น ระบบช่วงล่าง ลูกหมากต่างๆ แม้กระทั่งยางและล้อ หากปล่อยให้อยู่กับที่นานๆ ไม่มีการขยับตัวก็อาจเกิดอาการเส้นยึดได้ และอาจทำให้เกิดการสึกหรอได้ง่ายกว่ารถที่ใช้งานประจำ แนะนำให้มีการขับเพื่อยืดเส้นยืดสายช่วงล่างของรถยนต์บ้างเพื่อยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานครับ

5. การทำความสะอาดรถ
เพื่อไม่ให้ฝุ่นและสิ่งสกปรกเกาะอยู่ที่สีรถนานเกินไปจนยากที่จะล้างออก ควรมีการทำความสะอาดรถก่อน จึงค่อยคลุมผ้าคลุมรถเพื่อป้องกันฝุ่น และรักษาสีของรถยนต์ให้ดูเหมือนใหม่

6. สถานที่ในการจอดรถ
ควรจอดรถในที่ร่ม หลีกเลี่ยงการจอดรถใต้ต้นไม้และสถานที่เปียกชื้น หรือใกล้ถังขยะ เพราะอาจมีโอกาสที่หนูเข้ามาอาศัยหรือทำรังใต้กระโปรงรถได้ หากจอดรถใต้ต้นไม้จะต้องระวังให้มาก เนื่องจากต้นไม้จะมียางของต้นไม้ที่จะหล่นลงมา ทำให้สีรถของเราด่างได้ รวมถึงกิ่งไม้ที่ตกลงมาตามแรงลม หรืออื่นๆ ซึ่งอาจทำให้รถของเราเกิดรอยขีดข่วนได้

ที่มา : ช่างเค

อัพเดท : 18 กรกฎาคม 2561

แนวคิดการออกแบบเครื่องยนต์ รถโตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่

เครื่องยนต์ “GD Efficient Boost”

เครื่องยนต์ที่พัฒนาระบบให้ดียิ่งขึ้น
เครื่องยนต์ “GD Efficient Boost” ในรถรีโว่ ถูกพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น เน้นการทำงานที่มีประสิทธิภาพเชิงความร้อน เพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ สร้างแรงม้าและแรงบิดได้สูงขึ้นในรอบกว้าง และยังทำให้รถประหยัดน้ำมันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แถมสมรรถนะการขับขี่ยังดีเยี่ยม

เครื่องยนต์ของรถกระบะโตโยต้า รีโว่ กับกระบะโตโยต้า วีโก้ ต่างกันยังไง? เครื่องยนต์ “GD Efficient Boost” ในรถรีโว่ ดีกว่าตรงไหน? และคำถามอื่นๆอีกมากมายที่เกี่ยวกับตัวเครื่องยนต์ที่มีการพัฒนาขึ้นมาใหม่ของโตโยต้า

 

วันนี้ผม “เซลเค” จะพาเพื่อนๆมาทำความรู้จัก และทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดในการพัฒนาเครื่องยนต์ของรถโตโยต้ากันครับ ปกติในการพัฒนาเครื่องยนต์โดยเพิ่มขนาดความจุกระบอกสูบ (ซีซี) เพื่อ ให้มีแรงม้า-แรงบิดสูงนั้น คงไม่ใช่เรื่องยาก แต่สิ่งที่ท้าทายคือการออกแบบ เครื่องยนต์ให้มีความจุกระบอกสูบเล็กลง แต่สามารถสร้างแรงม้า-แรงบิด ได้สูงขึ้นในรอบกว้างและยังใช้น้ำมันเชื้อเพลิงน้อยลง ซึ่งโตโยต้าได้นำหลักการและแนวคิดการออกแบบพัฒนาเครื่องยนต์ดังกล่าวมาใส่ไว้ในตัวรถกระบะ โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ หรือที่มีชื่อเรียกว่า เครื่องยนต์ “GD Efficient Boost”

ถ้าจะพูดให้เห็นภาพกับแบบง่ายๆ ลองนึกดูครับว่า เมื่อตัวเราเองมีการวิ่งนานๆ ระยะทางไกลๆ ร่างกายของเราจะเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ และจะเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้า ทำให้ประสิทธิภาพในการวิ่งของเราลดลง แต่ว่าความร้อน ความเหนื่อยล้าที่เราเปรียบเทียบกับร่างกาย เกี่ยวข้องอะไรกับเครื่องยนต์ล่ะ?… ต้องขอบอกอย่างนี้ครับ สำหรับเครื่องยนต์ “GD Efficient Boost” ในเครื่องยนต์ดีเซลของรถโตโยต้า จะมุ่งเน้นให้มี ประสิทธิภาพเชิงความร้อน (Thermal Efficiency) จนได้ผลสูงสุด 44% ด้วย การเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ ลดการสูญเสียความร้อนที่สามารถ นำไปใช้ประโยชน์ได้ และลดแรง เสียดทานของชิ้นส่วนต่างๆ ทำให้เครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรลใหม่ ในรหัส GD ของโตโยต้า แม้จะมีขนาดความจุกระบอกสูบน้อยกว่า รหัส KD เดิมในรถกระบะ วีโก้ แต่กลับแรงกว่าเดิมทั้งแรงม้าและแรงบิด, ประหยัดน้ำมันขึ้น, เครื่องยนต์ทำงานเงียบ, สั่นสะเทือนน้อยลง, ทนทาน, ประหยัดค่าบำรุงรักษา, เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมรองรับได้ถึงมาตรฐานไอเสียระดับยูโร 6 อีกด้วย

สรุปง่ายๆ ว่าการผลิตขุมพลังใหญ่และแรงนั้นไม่ยาก ใครก็ทำได้ แต่ทำขุมพลังเล็ก แล้วแรงแต่นิ่มเงียบ พร้อมประหยัดเชื้อเพลิงและมลพิษต่ำ ทำได้ยากกว่ามาก เสมือนคนตัวเล็กที่มีสุขภาพแข็งแรงมากๆ กินไม่จุ แต่มี เรี่ยวแรงดีและขับของเสียน้อยนั่นเอง ซึ่งนับเป็นการปฏิวัติเทคโนโลยีอย่างแท้จริง

เครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล เจเนอเรชั่นใหม่ “GD Efficient Boost” ขนาดความจุ กระบอกสูบ 2,400 และ 2,800 ซีซี ผสานหลายเทคโนโลยีอัน ล้ำหน้า กำหนดให้มีแรงม้า-แรงบิดต่างกัน แยกตามความเหมาะสมของรถ แต่ละรุ่นที่มีจุดประสงค์การใช้งานต่างกัน พลิกโฉมให้เล็กลง แต่แรงทรงพลัง มากขึ้น ซึ่งเครื่องยนต์ใหม่นี้ ได้มีการใช้ครั้งแรกในรถ Toyota Hilux REVO นี่เองครับ

ที่มา : Toyota.co.th

อัพเดท : 9 กรกฎาคม 2561

หน้าที่หลักของ “ระบบช่วงล่าง” มีอะไร ทำงานอย่างไร

รับแรงสะเทือน ปรับความสมดุล

ระบบรองรับน้ำหนักรถ ความต่าง การใช้งานที่ไม่เหมือนกัน!!
“ระบบช่วงล่าง” ชิ้นส่วนต่างๆ มากมาย มีหน้าที่ใจความหลักสำคัญในการทำให้รถยนต์เกาะติดกับพื้นถนนทุกสภาพการขับขี่ ไม่เกิดอาการเหินหาว ช่วยลดการสะท้านจากสภาพถนนสู่ตัวรถ นับว่าเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญที่ทำให้คุณขับรถได้มั่นใจมากขึ้น และแม้พวกมันจะสำคัญแค่ไหน แต่ก็ยังมีน้อยคนที่สนใจใคร่รู้เกี่ยวกับ “ระบบช่วงล่าง”

รถคุณรองรับน้ำหนักได้ดีแค่ไหน มั่นใจแค่ไหนว่าช่วงล่างรถของคุณเหมาะกับรถยนต์คุณที่สุดแล้ว?? ช่างเค จะมาเคลียร์ทุกประเด็นข้อสงสัย ไขข้อข้องใจเกี่ยวกับช่วงล่างรถยนต์ให้กระจ่างชัด

 

ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่าช่วงล่างรถยนต์มีแบบไหนบ้าง
ช่วงล่างแบบคานเหล็ก (Torsion beam) และช่วงล่างแบบอิสระ (Double Wishbones) ซึ่งทั้ง 2 คือ ระบบช่วงล่างหรือระบบรองรับเหมือนกัน แต่ลักษณะการออกแบบต่างกัน ทำให้เมื่อใช้งานก็จะมีเอกลักษณ์ที่ต่างกัน

 

ช่วงล่างรถยนต์มีหน้าที่รองรับน้ำหนักตัวรถ ผู้โดยสาร รวมถึงสิ่งของต่างๆ ที่อยู่บนรถ นอกจากนี้หน้าที่ของช่วงล่างที่ดียังช่วยในการควบคุมการขับขี่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย และช่วยรักษาระดับความสูงของตัวรถ ที่สำคัญยังส่งผลถึงความสะดวกสบายในการขับขี่หรือการนั่งเพื่อโดยสารไปกับรถคันนั้นๆ ด้วย

 

ระบบช่วงล่างสำหรับรถยนต์มีการออกแบบให้มีความเหมาะสมกับรถยนต์แต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อแตกต่างกันออกไป การจะเลือกใช้ช่วงล่างแบบไหนขึ้นอยู่กับความต้องการการใช้งานของแต่ละคน ซึ่งในที่นี้เราจะพูดถึง ช่วงล่างแบบคานเหล็ก(Torsion beam) กับช่วงล่างแบบอิสระ (Double Wishbones) ซึ่งทั้ง 2 คือ ระบบช่วงล่างหรือระบบรองรับเหมือนกัน แต่ลักษณะการออกแบบต่างกัน ก็ทำให้เมื่อใช้งานก็จะมีเอกลักษณ์ที่ต่างกัน

 

ช่วงล่างแบบคานเหล็ก Torsion beam คานเหล็ก คือ ลักษณะเป็นแบบแกนเหล็กตรงๆ แต่ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยเพื่อเพิ่มพื้นที่การใช้สอยภายในห้องผู้โดยสาร โดยเฉพาะด้านหลังที่ออกแบบให้แกนกลางหักวกไปยังล้อเป็นรูปตัว U คว่ำ ส่วนล้อไปอยู่ตรงปลายตัว U ทั้ง 2 ข้าง ช่วงล่างแบบคานเหล็กเป็นที่นิยมในรถขนาดเล็ก เพราะมันสามารถเพิ่มพื้นที่ใช้สอยด้านหลังได้มากขึ้น แถมยังเป็นช่วงล่างที่มีรถคาถูก และสามารถแบ่งโช๊คและสปริงออกจากกัน ซึ่งแกนเหล็กที่ยึดล้อทั้ง 2 ข้างด้วยกัน ทำให้มันเป็นได้แค่ กึ่ง-อิสระ เท่านั้น เนื่องจากการให้ตัวของช่วงล่างได้น้อย แต่ข้อดีคือมีความแข็งแรงทนทาน ไม่จุกจิกและไม่มีอุปกรณ์ที่ต้องมาติดเสริมมากมาย และการทรงตัวก็ทำได้ดีเมื่อมีน้ำหนักบรรทุก ข้อเสียคือไม่ค่อยนุ่มนวลเวลานั่งและขับขี่

 

ระบบช่วงล่างแบบอิสระ Double Wishbones แค่ชื่อบอกแล้วว่าเป็นกระดูกคู่ โดยช่วงล่างแบบอิสระนี้จะจับดุมล้อ แบบ 2 ก้านคู่ขนานกัน ถือเป็นเทคโนโลยีเก่า แต่ก็เป็นเทคโนโลยีที่รถสปอร์ตส่วนใหญ่ใช้กัน สปริงและโช๊คอัพจะติดตั้งอยู่ระหว่างปีกนกด้านบนและด้านล่าง เพื่อรองรับแรงสั่นสะเทือนในขณะที่ล้อรถตกหลุม สปริงจะดีดล้อลง และในขณะที่ขับรถข้ามสิ่งกีดขวาง สปริงจะพยายามส่งผ่านแรงสะเทือนไปที่โครงรถอย่างนุ่มนวล ระบบช่วงล่างอิสระถูกดัดแปลงใช้กับรถยนต์แต่ละรุ่นแตกต่างกันไป บางรุ่นออกแบบระบบปีกนกเพื่อเพิ่มความนุ่มนวลในการขับขี่มากขึ้น แต่บางรุ่นก็ออกแบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการทรงตัวของรถขณะขับขี่หรือเข้าโค้ง การออกแบบของแต่ละรุ่นจะส่งผลให้มีการผลิตชิ้นส่วนของแขนปีกนกบนปีกนกล่าง ซึ่งรูปร่างก็แตกต่างกันไป โดยรถสปอร์ตส่วนใหญ่เลือกใช้กระดูกคู่ แต่ก็มีรถสปอร์ตหลายรุ่นใช้มัลติลิ้งค์ ซึ่งก็ไม่ได้แตกต่างกันมาก (ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ และการออกแบบของมัลติลิ้งค์) แต่ข้อเสียของมัลติลิ้งค์ คือ ราคาที่แพง และยังต้องใช้พื้นที่ว่างเยอะกว่าช่วงล่างแบบอื่น ทำให้ส่วนใหญ่มักอยู่ในรถขนาดกลางไปถึงใหญ่มากกว่า

 

อายุการใช้งานของช่วงล่าง
อายุการใช้งานของช่วงล่างนั้นขึ้นอยู่กับภาวะการใช้งานของแต่ละคันครับ คันไหนที่ผ่านความสมบุกสมบันมามาก ก็จะไปไวกว่ารถที่ถูกใช้งานอย่างทะนุถนอมและดูแลรักษาเป็นอย่างดี ซึ่งส่วนล่างที่มักพบว่าได้รับความเสียหาย คือ โช๊คอัพ ลูกหมาก และบุชยาง โดยอย่างหลังนี้มักถูกละเลยจากผู้ใช้เพราะส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าต้องมีการดูแลนั่นเอง

 

อาการอะไรที่บ่งบอกว่าช่วงล่างรถของคุณกำลังเสื่อมสภาพ
เวลาขับรถแล้วรู้สึกว่าอาการเข้าโค้ง อาการซับแรงกระแทกรถ ทั้งหมดเปลี่ยนไป  ให้สันนิษฐานได้เลยว่าช่วงล่างรถของคุณเริ่มเกิดการเสื่อมสภาพแล้ว หากพบอาการผิดปกติเหล่านี้ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ลองตรวจสอบสภาพช่วงล่างตัวเองในเบื้องต้นก่อน เช่น ตรวจลูกยาง เช็คร่องรอยการซึมของโช๊ค เป็นต้น

 

ทั้ง 2 แบบที่กล่าวถึงมานั้น ต้องบอกว่ามีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน แต่ก็ผ่านการออกแบบมาเพื่อให้สามารถใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน เพราะไม่ว่าจะเป็นระบบคานเหล็ก ที่อาจจะนุ่มนวลน้อยกว่าแต่ก็มีความทนทานกว่าและปัจจุบันมีการออกแบบโช้คและสปริงให้มีความนุ่นหนึบเพื่อให้เหมาะกับคานเหล็กแต่ก็นิ่มนวลกว่าสมัยก่อน ส่วนระบบอิสระนุ่มนวลกว่าก็จริงแต่ราคาค่าตัวเมื่อต้องเปลี่ยนจากการสึกหรอก็ไม่น้อยและบางคนจะรู้สึกได้ว่ามันนิ่มจนรถโยนๆ โคลงๆ แต่ผู้ผลิตก็ปรับแก้จุดนี้ให้ดีและชดเชยการโยนการโคลงแล้ว อย่างไรก็แล้วแต่การจะเลือกใช้ช่วงล่างแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับความต้องการการใช้งานของแต่ละคนนะครับ/ช่างเค

 

อ่านบทความของช่างเค ที่น่าสนใจ