อัพเดท : 12 ธันวาคม 2560

เมื่อสัญญาณไฟหน้าปัดรถ แจ้งเด้งเตือน  มันกำลังสื่ออะไร อันตรายหรือไม่…

ไฟหน้าปัดเด้ง

สัญญาณไฟหน้าปัดรถยนต์ผมเชื่อว่าหลายคนที่ขับรถส่วนใหญ่ มักจะดูแผงหน้าปัดรถยนต์ ดู สัญลักษณ์หน้าปัด ออกแค่เข็มวัดความเร็วกับน้ำมันเท่านั้น แบบนี้ไม่ดีเลยนะครับ ต้องรีบปฏิวัติตัวเองใหม่ให้เป็นคนที่ใส่ใจและรอบรู้ในทุกๆด้าน เพราะเรื่องรถยิ่งรู้มาก ยิ่งขับขี่ปลอดภัยมากขึ้น ปัญหาต่างๆน้อยลงครับ ฉะนั้นเรามาดูกันดีกว่าว่า สัญญาณไฟหน้าปัดรถยนต์ มีอะไร แต่ละอันบ่งบอกอะไรได้บ้าง ไปทำความรู้จักกันเลยครับ

ปัญหาของ “สัญญาณไฟหน้าปัดรถยนต์” ขึ้นเตือน ถือว่าเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่เจอกันบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หัดขับหรือผู้มากประสบการณ์ในการขับขี่ ก็ยังไม่ค่อยรู้จักสัญลักษณ์ต่างๆ กันสักเท่าไหร่

 

อันดับแรกเรามารู้จักความหมายของ ไฟหน้าปัดรถ แต่ละสีกันก่อนครับ…..

สัญลักษณ์ที่มีสีเขียวว หมายถึง อุปกรณ์มีการเปิดใช้งาน หรือ กำลังทำงานอยู่

สัญลักษณ์ที่มีสีส้ม หรือสีเหลือง แสดงว่ากำลังมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับระบบเครื่องยนต์ ให้ทำการตรวจสอบ การทำงานตามความเหมาะสม

สัญลักษณ์ที่มีสีแดง หมายความว่าอันตรายให้หยุดการขับขี่ และทำการตรวจสอบโดยเร็ว

 

ต่อมาเรามาทำความรู้จักกับสัญลักษณ์ต่าง ๆ บน แผงหน้าปัดรถยนต์ กันดีกว่าครับ….

1.สัญญาณไฟเลี้ยว / ไฟกระพริบฉุกเฉิน

สัญลักษณ์​ไฟ​เลี้ยว​ทั้ง​สอง​จะ​กะพริบ​เมื่อ​มี​การ​ใช้​ไฟ​กะพริบฉุกเฉิน ซึ่งจะอยู่ด้านหน้าของรถที่เป็นหลอดสีส้ม เป็นสัญญาณบอกว่าต้องการเปลี่ยนทิศทางหรือไปด้านไหน หรือแม้กระทั่งการเปิดไฟกระพริบเมื่อเราต้องการให้สัญญาาณไฟฉุกเฉินก็ได้เช่นกันครับ

2.ไฟแสดงไฟตัดหมอกหน้า

การใช้ไฟตัดหมอก จะใช้เมื่อทัศนวิสัยในการมองเห็นพื้นผิวของถนนไม่ชัดเจน เช่น ตอนมีหมอกบนพื้นถนนในช่วงฤดูหนาว หรือเมื่อเราขับขี่รถยนต์ตอนฝนตกหนัก ไฟตัดหมอกจะช่วยให้เรามองเห็นทางข้างหน้าระยะใกล้ได้ดีขึ้น

3.ไฟเตือนระบบเบรก

สัญญาณไฟหน้าปัดรถ ที่เตือนระบบเบรก มักเกิดขึ้นใน 2 กรณี ได้แก่ เมื่อมีการดึงเบรกมือ และลดเบรกมือยังไม่สุด ซึ่งสัญลักษณ์นี้จะมีไฟแจ้งเตือนขึ้นมา แต่ถ้าหากว่าคุณลดเบรกมือลงแล้ว ยังมีไฟขึ้นอยู่ อาจจะท่าไม่ดีแล้วครับ ต้องรีบตรวจสอบระบบเบรกรถของคุณโดยเร็ว โดยวิธีการเช็คอันดับแรกก็คือต้องดูระดับน้ำมันเบรก เพราะส่วนใหญ่สัญลักษณ์มักจะแจ้งเตือนเมื่อน้ำมันเบรกลดลงต่ำกว่าระดับปกติครับ แต่ในรถยนต์บางรุ่นจะแยกระหว่างระบบเบรกกับเบรกมือออกจากกัน ระบบเบรกจะเป็นเครื่องหมายตกใจ ส่วนเบรกมือเป็นตัว P ครับ เพื่อทำความเข้าใจในความแตกต่างให้มากขึ้น ขอแนะนำว่าให้อ่านและศึกษาข้อมูลจากคู่มือประจำรถแต่ละคันให้ละเอียดก่อนใช้รถครับ  

4.ไฟเตือนประตูเปิด

จงรู้ไว้เลยว่าถ้ามีสัญญาณไฟรูปรถยนต์ที่มีบานประตูทั้ง 4 เปิดค้าง นั่นแสดงว่ารถของคุณอาจมีประตูใดประตูหนึ่งที่ยังไม่ปิด หรือปิดแล้วแต่ยังปิดไม่สนิท ควรตรวจสอบและปิดใหม่อีกครั้งครับ โดยสัญลักษณ์เตือนการปิดประตูไม่สนิท จะมีขั้นตอนดังนี้ครับ

-หาก​ขับ​รถ​ที่​ความเร็ว​ต่ำกว่า ประมาณ 7 กม./ชม. สัญลักษณ์​แสดง​ข้อมูล​จะ​สว่างขึ้น

-หาก​ขับ​รถ​ที่​ความเร็ว​สูงกว่า ประมาณ 7 กม./ชม. สัญลักษณ์​เตือน​จะ​สว่างขึ้น

-หากฝา​กระโปรงหลังและประตูท้ายปิด​ไม่​สนิท สัญลักษณ์​เตือน​จะ​​สว่าง​ขึ้น​พร้อม​กับ​การ​แสดง​ภาพ​อธิบาย​ขึ้นใน​จอ​แสดงข้อมูล ควรหยุด​รถ​ใน​ที่​ปลอดภัย​โดยเร็ว​ที่สุด และ​ปิด​ฝา​กระโปรงหลังประตูท้ายให้สนิทครับ

5.ไฟเตือนการชาร์จไฟ

เมื่อมีสัญญาณไฟรูปแบตเตอรี่ขึ้นมา ไม่ได้หมายความว่าแบตเตอรี่ในรถของคุณเสื่อมหรือถึงเวลาต้องเปลี่ยนตัวใหม่นะครับ แต่มันกำลังแจ้งเตือนว่าการทำงานของไดร์ชาร์จทำงานผิดปกติ หากเจอสัญลักษณ์นี้ แต่คุณยังคงขับรถยนต์ต่อไป ระบบไฟฟ้าในรถยนต์จะอ่อนตัวลงเรื่อย ๆ การทำงานของวิทยุก็จะติด ๆ ดับ ๆ แรงลมของแอร์เบาลง และไฟหน้าจะค่อย ๆ หรี่ลงจนเครื่องยนต์ดับไปในที่สุด ซึ่งคาดเดาไว้ว่าอาจเกิดจาก 2 สาเหตุนี้

5.1.ไดชาร์จเสีย

ไดชาร์จทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าป้อนให้ระบบไฟในรถยนต์และชาร์จแบตเตอรี่ไปในตัว เมื่ออยู่ ๆ มันเกิดไม่ผลิตกระแสไฟฟ้าให้ระบบรถอย่างเช่นปกติ ระบบไฟในรถยนต์จึงต้องดึงไฟจากแบตเตอรี่ไปใช้งานแทน จากนั้นเมื่อแบตหมดระบบต่าง ๆ ภายในรถก็จะหยุดทำงาน

5.2.สายพานไดชาร์จขาด

หากสายพานไดชาร์จขาด ต้องรีบจอดรถในที่ปลอดภัยเพื่อลงมาตรวจดูสายพานเป็นอย่างแรกก่อนครับ

6.ไฟเตือนการคาดเข็มขัดนิรภัย

เมื่อมีการสตาร์ทรถ แต่คนขับยังไม่ใส่เข็มขัดนิรภัย สัญลักษณ์นี้จะกระพริบแจ้งเตือนขึ้นมาทันที ทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ขับขี่ และไฟเตือนจะดับลงเมื่อมีการใส่เข็มขัดนิรภัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในรถบางรุ่นไม่ได้มีแค่สัญลักษณ์เตือนเท่านั้นนะครับ แต่จะเพิ่มเสียงไปด้วยเพื่อสร้างความรำคาญใจ จนคุณต้องยอมใส่เข็มขัดนิรภัย แถมบางรุ่นยังทำในส่วนของที่นั่งข้างคนขับด้วย 

7.ไฟแสดงเครื่องยนต์ทำงานผิดปกติ (MIL)

หากสัญญาณไฟรูป “เครื่องยนต์” ขึ้นมาเมื่อไหร่ นั่นหมายความว่า “มีเรื่องแล้ว” เพราะแสดงว่าเครื่องยนต์ของรถคุณกำลังมีปัญหา เรียกได้ว่าปัญหาครอบจักรวาลที่ไม่อาจรู้ได้เลยทีเดียว เนื่องจากไฟแสดงเครื่องยนต์ทำงานผิดปกติ ที่ไม่บ่งชี้ว่าเป็นจุดไหน จึงหาทางแก้ไขด้วยตนเองได้ยาก เช่น ค่าออกซิเจนผิดปกติ สายพานเกินระยะกำหนด หรือ ตัว ECU มีปัญหา และอื่น ๆ อีกมากมาย เมื่อเห็นสัญลักษณ์นี้ขึ้นมาจึงไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ ต้องรีบนำเข้าศูนย์บริการทันทีครับ โดยทางช่างเขาจะทำการเสียบอุปกรณ์กับช่อง OBD (On-Board Diagnostics) ซึ่งจะมีค่า Error แจ้งมา จึงจะสามารถรู้ได้ว่าเครื่องยนต์มีปัญหาตรงส่วนไหน อย่างไรก็ตามเมื่อสัญญาณนี้โชว์ไฟขึ้นแม้รถส่วนใหญ่จะยังทำงานได้ปกติ แต่ในบางรุ่น (โดยเฉพาะรถทางฝั่งยุโรป) จะจำกัดความเร็วไม่เกิน 60 กม./ชม. เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถนำรถเข้าตรวจสอบที่ศูนย์บริการได้ทันท่วงที และเพื่อป้องกันไม่ให้เครื่องยนต์เสียหายมากกว่าเดิมครับ

8.ไฟแสดงการใช้ไฟสูง

ในการขับขี่ทางไกลเป็นเวลานานมักต้องใช้ความเร็วสูง เช่น การขับรถไปต่างจังหวัดตอนกลางคืน มักมองเส้นทางไม่ชัดเจน จึงต้องระมัดระวังในการขับขี่มากขึ้น โดยเฉพาะทางโค้งและเลี้ยว การเปิดไฟสูงจะถูกใช้เมื่อต้องการมองเห็นล่วงหน้าทางไกล เพื่อจะได้ปรับลดความเร็วในระยะที่เรายังสามารถควบคุมรถได้อยู่ แต่ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรใช้ไฟสูงนะครับ เพราะจะเป็นการรบกวนการขับขี่ของคนอื่นได้ครับ

9.ไฟเตือนน้ำมันเชื้อเพลิงระดับต่ำ

เมื่อสัญญาณไฟรูปหัวจ่ายน้ำมันโชว์ขึ้นมา โปรดรู้ไว้ว่าน้ำมันเชื้อเพลิงรถของคุณกำลังเหลือน้อยลงทุกที จงเตรียมเงินและเริ่มมองหาปั๊มน้ำมันได้แล้ว เพราะรถของคุณจะวิ่งได้อย่างมากอีกประมาณ 50 กิโลเมตรเท่านั้น ฉะนั้นอย่าละเลยสัญญาณนี้เป็นอันขาดเลยครับ ถ้าไม่อยากรถยนต์ดับกลางทาง

10.ไฟอุณหภูมิหม้อน้ำ

ในปัจจุบันรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ไม่ได้มีมาตรวัดความร้อนหม้อน้ำมาให้แล้ว แต่คุณสามารถตรวจสอบการทำงานได้จากสัญญาณไฟหม้อน้ำ ซึ่งจะระบุได้  2  สถานะ คือ

10.1.ไฟเตือนอุณหภูมิน้ำหล่อเย็นต่ำ คือ หม้อน้ำอยู่ในระดับที่เย็นกว่าปกติ จะขึ้นเป็นไฟสีน้ำเงินหรือสีฟ้า และเป็นรูปปรอทวัดความร้อนหม้อน้ำ เพื่อแจ้งเตือนว่าอุณหภูมิของเครื่องยนต์ในขณะนั้น กำลังอยู่ในช่วงของการวอร์มเครื่องยนต์ ยังไม่ควรเร่งเครื่องหรือขับขี่ด้วยความเร็วสูง โดยไฟเตือนจะติดจนกว่าอุณหภูมิของเครื่องยนต์จะสูงขึ้นจนถึงอุณหภูมิการทำงาน หลังจากนั้นจึงสามารถค่อย ๆ ออกตัวหรือขับขี่ไปเรื่อย ๆ ก่อนได้ แต่ยังไม่ควรใช้ความเร็วสูงมากนัก และเมื่อไฟเตือนดับลงจึงสามารถใช้ความเร็วได้ตามปกติครับ..

10.2.ไฟเตือนอุณหภูมิน้ำหล่อร้อนสูง คือ หม้อน้ำอยู่ในระดับร้อนสูงผิดปกติ ไฟจะเตือนเป็นสีแดง พร้อมรูปปรอทวัดความร้อนหม้อน้ำ สัญญาณไฟนี้จะโชว์ขึ้นเมื่อเครื่องยนต์มีความร้อนสูงเกินกว่าระดับอุณหภูมิทำงาน ซึ่งหมายความว่าอุณหภูมิของเครื่องยนต์มีระดับที่สูงกว่าระดับที่เครื่องยนต์จะทำงานได้ตามปกติ หากยังใช้อยู่อาจทำให้เครื่องยนต์เสียหายได้

สิ่งสำคัญที่ควรจำ คือ หากเกิดกรณีที่หม้อน้ำร้อนผิดปกติ ควรจอดรถโดยทันที เพื่อป้องกันความเสียหายกับระบบเครื่องยนต์ครับ

11.ไฟเตือนระบบเบรกแบบป้องกันล้อล็อค (ABS)

สาเหตุที่สัญญาณไฟหน้าปัดนี้โชว์ขึ้นและดับไป อาจเกิดจากการนำรถไปขับลุยน้ำ ทำให้เซ็นเซอร์หรือระบบไฟฟ้าเกิดการลงกราวด์ พอแห้งแล้วไฟก็จะดับไปเอง หรือแม้กระทั่งขับบนถนนแห้ง ๆ ไฟเกิดติดขึ้นมา แล้วจู่ ๆ ก็หายไป ยิ่งควรนำรถเข้าอู่เพื่อตรวจเช็คโดยด่วนนะครับ นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้ ไฟเตือนระบบเบรกแบบป้องกันล้อล็อค ABS แสดงขึ้นมา เช่น ผ้าเบรกหมด หรือ ระดับน้ำมันเบรกต่ำกว่ากำหนด เป็นต้นครับ

ที่สำคัญระหว่างกำลังขับขี่รถ ถ้ามีสัญญาณไฟเตือนระบบเบรกแบบป้องกันล้อล็อก ABS ขึ้นมา ให้รีบจอดรถหรือนำรถเข้าเช็คโดยด่วน ถึงแม้ระบบเบรกจะยังทำงานอยู่ แต่เมื่อมีการเบรกกะทันหันระบบ ABS อาจจะไม่ทำงาน ซึ่งมีผลต่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของคุณเป็นอย่างมาก

 

แม้สัญญาณไฟบนหน้าปัดรถจะมีเยอะแยะมากมายจนแทบจำกันไม่หมด แต่รู้จักไว้เป็นพื้นฐานก็จะดีมาก ๆ เลยครับ เพราะนั่นหมายความว่าการใช้รถของคุณจะปลอดภัยเพิ่มขึ้นกว่าที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ฉะนั้นสัญญาณไฟบนหน้าปัดรถยนต์จึงไม่ควรละเลยกันนะครับ …เพื่อนๆสามารถนำรถมาตรวจสอบได้ที่ศูนย์บริการโตโยต้า เค.มอเตอร์ส ทั้ง 17 สาขา ได้เลยครับ หรือว่าจะโทรนัดหมายล่วงหน้าได้ที่ Call Center 02-662-6555 ^^

 

อัพเดท : 28 พฤศจิกายน 2560

โตโยต้า เค.มอเตอร์ส คว้ารางวัล “41ST Toyota Dealer Customer Service Skills Contest 2017”!!

ผลงานออกมาดีที่สุด

หลังจากฝ่าฟันผ่านรอบคัดเลือกมาเรียบร้อยแล้ว ตัวแทนผู้เข้าแข่งขันจากโตโยต้า เค.มอเตอร์ส ก็ตั้งใจฝึกซ้อมกันอย่างหนัก เพื่อให้ผลงานออกมาดีที่สุดในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ท่ามกลางแรงเชียร์แรงใจจากเพื่อน ๆ และเหล่าผู้เข้าแข่งขันก็ไม่ทำให้ผิดหวัง คว้า 2 รางวัล จากการแข่งขันทักษะการบริการลูกค้าโตโยต้า  “41ST Toyota Dealer Customer Service Skills Contest 2017” รอบชิงชนะเลิศ มาฝากชาวโตโยต้า เค.มอเตอร์ส ได้อย่างภาคภูมิใจ

โตโยต้า เค.มอเตอร์ส ไม่ทำให้ผิดหวัง คว้ารางวัลในการแข่งขันทักษะการบริการลูกค้าโตโยต้า  “41 ST Toyota Dealer Customer Service Skills Contest 2017” รอบชิงชนะเลิศ มาครอบครองได้สำเร็จ การันตีความเป็นดีลเลอร์และศูนย์บริการเบอร์หนึ่งของประเทศ!!

หลังจากฝ่าฟันผ่านรอบคัดเลือกมาเรียบร้อยแล้ว ตัวแทนผู้เข้าแข่งขันจากโตโยต้า เค.มอเตอร์ส ก็ตั้งใจฝึกซ้อมกันอย่างหนัก เพื่อให้ผลงานออกมาดีที่สุดในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ท่ามกลางแรงเชียร์แรงใจจากเพื่อน ๆ และเหล่าผู้เข้าแข่งขันก็ไม่ทำให้ผิดหวัง คว้า 2 รางวัล จากการแข่งขันทักษะการบริการลูกค้าโตโยต้า  “41ST Toyota Dealer Customer Service Skills Contest 2017” รอบชิงชนะเลิศ มาฝากชาวโตโยต้า เค.มอเตอร์ส ได้อย่างภาคภูมิใจ ท่ามกลางความยินดีและเสียงปรบมือชื่นชมในความสามารถจากผู้ชม ที่ต่างยอมรับฝีมือระดับคุณภาพกันถ้วนหน้า

โดยในปีนี้โตโยต้า เค.มอเตอร์ส สามารถคว้ารางวัลในสาขาต่าง ๆ ได้ดังนี้

1. รางวัลชนะเลิศ พนักงานลูกค้าสัมพันธ์
นายอัจฉริยะ โรจนประดิษฐ์
2. รางวัลชนะเลิศผู้บริหารงานบริการ
นายปญณต วาทะสิทธิ์

ขอแสดงความยินดีกับผู้เข้าแข่งขันทุก ๆ คน ที่สามารถคว้ารางวัลมาครอบครองได้สำเร็จ และขอเป็นกำลังใจในการพัฒนาฝีมือให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ขอบคุณที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจ เป็นตัวอย่างให้คนรุ่นใหม่ได้ตั้งใจพัฒนาฝีมือด้านการบริการ และสร้างชื่อเสียงของโตโยต้า เค.มอเตอร์ส ให้กว้างไกลมากขึ้น ซึ่งรางวัลนี้ก็สามารถเป็นบทพิสูจน์ได้ว่าเราคือที่หนึ่งด้านงานบริการ ที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ามาโดยตลอดกว่า 40 ปี

 

Toyota Dealer Customer Service Skills Contest 2017 Toyota Dealer Customer Service Skills Contest 2017 Toyota Dealer Customer Service Skills Contest 2017
Toyota Dealer Customer Service Skills Contest 2017 Toyota Dealer Customer Service Skills Contest 2017
Service-Skills-Contest-2017 Toyota Dealer Customer Service Skills Contest 2017 Toyota Dealer Customer Service Skills Contest 2017
Toyota Dealer Customer Service Skills Contest 2017 Toyota Dealer Customer Service Skills Contest 2017 Toyota Dealer Customer Service Skills Contest 2017
Toyota Dealer Customer Service Skills Contest 2017 Toyota Dealer Customer Service Skills Contest 2017
อัพเดท : 23 พฤศจิกายน 2560

ปัญหาเกี่ยวกับเกียร์ออโต้ สำหรับผู้ที่ใช้รถยนต์เกียร์อัตโนมัติ ควรรู้!!

ใช้เกียร์ออโต้

รู้ไว้ใช่ว่า..วิธีใช้เกียร์ออโต้ง่ายๆ
การเข้าเกียร์ออโต้รถยนต์จะไม่สามารถขยับได้ เพราะมีสลักล็อกในเรือนเกียร์ แต่ต้องระวังหากจอดรถขวางทางรถคันอื่นหรือจอดในพื้นที่แคบแออัด หากโดนกระแทกรถยนต์ภายหลังการเข้าเกียร์ จะทำใหกลไกชำรุดแตกหักได้ ถ้าไม่แน่ใจให้เข้าเกียร์ว่างและดึงเบรก ไม่ควรเข้าเกียร์ P ไว้

ปัญหาเกียร์ออโต้ รู้ไว้ก่อนสาย!


หน้าที่ของ เกียร์
P (Park)
สำหรับผู้ที่ใช้รถยนต์เกียร์อัตโนมัติ การจอดรถในสถานที่ต่าง ๆ แน่นอนว่าจะต้องเข้าเกียร์ในตำแหน่ง P ทิ้งไว้ เพราะเป็นตำแหน่งเกียร์ที่ใช้สำหรับเวลาจอดรถ ซึ่งในตำแหน่งเกียร์ P นั้น จะมีกลไกล็อคการหมุนเพลาภายในเกียร์เพื่อไม่ให้เกิดการเคลื่อนที่และไม่ให้รถไหล

การเข้าเกียร์ในตำแหน่งนี้ รถยนต์จะไม่สามารถขยับได้ เพราะมีสลักล็อกในเรือนเกียร์ แต่ต้องระวังหากจอดรถขวางทางรถยนต์คันอื่นหรือจอดในพื้นที่จราจรติดขัด (ริมถนน ข้างทาง ติดไฟแดง) ถ้าหากมีอะไรมากระแทกรถยนต์ภายหลังการเข้าเกียร์นี้ จะทำให้กลไกชำรุดแตกหักได้ ถ้าไม่แน่ใจให้ใช้วิธีเข้าเกียร์ว่างและดึงเบรกไว้ด้วย ไม่ควรเข้าเกียร์ P ไว้ หากต้องจอดในที่ที่ไม่ใช่ที่จอดรถโดยตรงหรือจอดขวางรถคันอื่น เพราะเป็นการเสียมารยาท อาจทำให้ถูกกรีดหรือขูดสีรถยนต์ได้ด้วย

 

การใช้งานเกียร์ P

ในกรณีนี้หากเป็นการจอดไฟแดงเป็นระยะเวลาสั้น ๆ อาจใช้วิธีเหยียบเบรกค้าง โดยไม่ต้องผลักไปยังตำแหน่งเกียร์ N วิธีนี้จะช่วยยืดอายุการใช้งานเกียร์ได้อีกนิด เพราะไม่ต้องสลับเกียร์บ่อย ๆ แต่หากรถติดหนักสาหัสให้ใส่เกียร์ N ควบคู่กับการดึงเบรกมือช่วย จะได้ไม่ต้องเมื่อยขา หรือเสี่ยงกับการเผลอปล่อยเบรกแล้วไหลไปชนท้ายรถคันหน้า แถมประหยัดน้ำมันได้อีกด้วยครับ

 

ปัญหาที่มักพบจากการใช้เกียร์ P

ปัญหาที่เกิด คือ หลังจากจอดรถและเข้าเกียร์ P ไว้แล้ว เวลาจะใช้งานและเลื่อนไปยังตำแหน่งอื่น ๆ เกิดเสียงดังและมีอาการฝืดอย่างที่กล่าวไปข้างต้น ตำแหน่งเกียร์ P จะมีกลไกช่วยล็อคการหมุนเพลาภายในเกียร์เพื่อไม่ให้เกิดการเคลื่อนที่และไม่ให้รถไหล โดยมีสลักล็อกในเรือนเกียร์ เมื่อเข้าเกียร์ตำแหน่ง P แล้ว อาจจะขยับตัวได้เล็กน้อยตามความลาดเอียงของพื้นถนน เวลารถอยู่บนทางลาดชันหรือทางขรุขระ จะส่งผลให้เกิดภาวะแรงกดจากน้ำหนักรถที่กลไกล็อคเฟืองเกียร์ โดยจะนิยมดึงเบรกมือช่วยเพื่อไม่ให้ตัวเกียร์แบกรับภาระน้ำหนักของตัวรถเพียงลำพัง 

 

วิธีการใช้งานเกียร์ P โดยไม่ให้เกิดเสียง

1. หลังจากจอดรถให้เลื่อนคันเกียร์ไปที่ N โดยที่ยังไม่ต้องปล่อยเบรกเท้า

2. ดึงเบรกมือหรือเหยียบเบรกมือ (ในรถบางรุ่น) ให้สุด แล้วปล่อยเบรกเท้า จังหวะนี้รถอาจจะเคลื่อนตัวหรือขยับเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับพื้นที่

3. เหยียบเบรกเท้าอีกครั้งเพื่อเลื่อนเกียร์ไปตำแหน่ง P

4. ดับเครื่องยนต์และลงจากรถ

แค่นี้อาการเสียงดังหรืออาการติดขัดเวลาเลื่อนเกียร์จาก P ลงมาตำแหน่งต่าง ๆ ก็จะไม่มีครับซึ่งวิธีการที่บอกไปทั้ง 4 ข้อ สามารถใช้จอดรถได้ทั้งพื้นราบหรือทางลาดชัน

จากที่กล่าวมาทั้งหมดตรงนี้ไม่ใช่อาการหรือเป็นปัญหาที่ผิดปกติแต่อย่างใด และสามารถเกิดขึ้นกับรถเกียร์ออโต้ทุกคันทุกรุ่น เพียงแต่อาจจะต้องปรับเปลี่ยนการใช้งานบ้างเล็กน้อยเพื่อไม่ให้เกิดอาการที่อาจทำให้คิดว่าเกียร์ผิดปกติครับ

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ

อัพเดท : 4 ตุลาคม 2560

จุดที่ต้องดูแลเป็นพิเศษหลังจากหลังเจอเหตุการณ์หลีกเลี่ยงไม่ได้

ขับรถลุยน้ำ

ส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบเครื่องยนต์ฝนตกมาตามนัดทุกวันแบบนี้ ในกรุงเทพฯ และบางพื้นที่ในต่างจังหวัด เกิดน้ำท่วมและน้ำขังเป็นหย่อม ๆ ส่งผลกระทบในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะการจราจรที่ตัดขัดและอุบัติเหตุทางถนน ซึ่งต้องอาศัยความระมัดระวังอย่างสูงในการขับขี่ และแน่นอนว่าน้ำท่วมขังที เราหลีกเลี่ยงการเดินทางไม่ได้ เมื่อจำเป็นต้องลุย ก็อย่าลืมดูและสภาพรถของคุณด้วยนะครับ

จุดที่ต้องดูแลเป็นพิเศษหลังรถลุยน้ำ - ช่างเค

แล้วอะไรล่ะที่คุณควรดูแล หลังจากที่พารถยนต์คันโปรดลุยน้ำมา………

ระบบเบรค ถือเป็นจุดที่สำคัญมากอีกหนึ่งจุด เพราะเมื่อน้ำเกิดเล็ดรอดเข้าไป อาจทำให้ระบบการทำงานของเบรกเกิดอาการขัดข้องหรือตัดขัดได้ และความชื้นจะทำให้มีประสิทธิภาพการทำงานลดลง โดยเฉพาะน้ำมันเบรกที่อาจเสื่อมคุณภาพได้ ในขณะที่หน้าสัมผัสของชุดผ้าเบรก เกิดเป็นรอยบนชุดจานเบรก เนื่องมาจากเศษขี้ผงต่าง ๆ ที่มากับน้ำ ส่วนระบบดิสเบรกและระบบแบบดรัมเบรกนั้น ถึงแม้จะได้รับผลกระทบน้อยแต่ก็ควรตรวจเช็คอย่างสม่ำเสมอ ข้อแนะนำหลังจากที่รถของคุณลุยน้ำมาควรทดสอบโดยการเหยียบเบรกบ่อย ๆ เพื่อไล่ความชื้นในผ้าเบรกและยังช่วยให้เบรกทำงานดีขึ้น สำหรับรถยนต์เกียร์ธรรมดา ให้เหยียบย้ำคลัตช์ เพื่อป้องกันคลัตช์ลื่น

ไล่ความชื้นออกจากระบบต่าง ๆ หลังจากที่รถผ่านการลุยน้ำมา ก่อนดับเครื่องให้เดินเครื่องเบา ๆ เพื่อไล่ความชื้นออกจากระบบต่าง ๆ เพื่อป้องกันม่ให้เครื่องยนต์เกิดการสะดุดหรือมีปัญหาเรื่องระบบไฟฟ้าเมื่อขับใช้งานอีกครั้ง หรือจอดทิ้งไว้โดยไม่ดับเครื่องประมาณ 20 นาที พร้อมเปิดเครื่องปรับอากาศ จะช่วยให้เครื่องยนต์แห้งเร็วขึ้นได้ครับ

อย่างไรก็แล้วแต่เมื่อรถของคุณผ่านการลุยน้ำมาแล้ว ต้องรีบดูแลและทำความสะอาดให้ไวเลยนะครับ เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ รถของคุณอาจจะเกิดปัญหาสะสม จนไม่สามารถแก้ไขได้ง่าย ๆ อีก

อัพเดท : 1 กันยายน 2560

ดอกยางรถยนต์มีหลายแบบ มีคุณสมบัติต่างกันยังไง

เลือกดอกยางยังไง

ต้องเลือกให้เหมาะกับการใช้งานรถยนต์ของเรามากที่สุด “ดอกยาง” นั้นจะมีประโยชน์ในการใช้ยึดเกาะถนนและช่วยรีดน้ำเมื่อต้องขับลุยไปบนถนนเปียกน้ำ ทำให้การขับขี่เป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยมากขึ้น โดยดอกยางรถยนต์นั้นมีหลายแบบ ซึ่งประกอบด้วยคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป โดยมีด้วยกันทั้งหมด 4 แบบ ด้วยคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป

เลือกดอกยาง ให้เหมาะกับรถยนต์ของเรา

How to - วิธีการเลือกดอกยางให้เหมาะกับรถยนต์ของเรา - ช่างเค

หลากหลายคำถามที่เกิดขึ้นในใจของเราหลายๆคน เกี่ยวกับลายดอกยางของรถยนต์ที่แตกต่างกัน ว่า ดอกยางรถยนต์มีความสำคัญอย่างไร? แล้วทำไมเราจึงต้องเลือกใช้ดอกยางรถยนต์ให้เหมาะกับประเภทของรถ คำตอบก็คือ “ดอกยาง” นั้นจะมีประโยชน์ในการใช้ยึดเกาะถนนและช่วยรีดน้ำเมื่อต้องขับลุยไปบนถนนเปียกน้ำ ทำให้การขับขี่เป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยมากขึ้น โดยดอกยางรถยนต์นั้นมีหลายแบบ ซึ่งประกอบด้วยคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป
ดอกยาง คือ บริเวณบนหน้ายาง และมีหน้าสัมผัสถนนตลอดเวลาที่รถวิ่ง มีทั้งหมด 4 ประเภทด้วยกัน

ดอกยางแบบละเอียด (rib pattern) มีลักษณะเป็นแนวยาวตามเส้นรอบวงยาง เหมาะกับรถยนต์ที่ใช้งานทั่วไปใช้หรือสำหรับรถยนต์ที่วิ่งบนทางเรียบ

ดอกยางบั้ง (lug pattern) เป็นดอกยางรถยนต์ที่มีร่องยางลึก ลักษณะเป็นบั้งแนวขวาง เหมาะกับถนนที่มีความขรุขระ โดยดอกยางบั้งมีอายุการใช้งานนานและทนทานกว่าดอกยางเรียบ

ดอกผสม (rib lug pattern) คือดอกยางรถยนต์ที่มีลักษณะของดอกยางละเอียดและแบบบั้งอยู่ในหน้าเดียวกัน โดยดอกละเอียดจะอยู่ด้านในตรงกลาง ส่วนดอกยางบั้งจะอยู่ขนาบทั้งสองข้าง สามารถใช้งานได้ดีทั้งถนนเรียบและทางขรุขระ

ดอกบล็อก (block pattern) ดอกยางประเภทนี้มีรูปทรงเป็นเหลี่ยมหรือวงกลม มีประสิทธิภาพในการตะกุยและใช้งานแบบลุย ๆ สูง ดอกยางบล็อกจึงเหมาะกับรถออฟโรดหรือโฟร์วีลที่มักถูกใช้ในการลุยป่าฝ่าดง และวิ่งบนขรุขระ

นอกจากจะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับประเภทของดอกยางว่าแบบไหนเหมาะกับการใช้งานอย่างไรแล้ว ในส่วนพฤติกรรมการขับของแต่ละบุคคลก็บ่งบอกได้ว่าคุณควรเลือกใช้ดอกยางประเภทไหนได้เช่นกัน

คนที่ชอบความพอดี ถึงที่หมายปลอดภัย

คนประเภทนี้เหมาะกับการใช้ดอกยางแบบ 2 ทิศทาง (Non-Directional) คือดอกยางที่สามารถทำการสลับยางได้ทุกตำแหน่ง ลักษณะมีดอกยางสวนทางกัน จึงไม่เน้นในเรื่องของความเร็วสูงมากนัก แต่ก็ใช้ได้อย่างสะดวกสบาย

คนที่ชอบความเร็วเป็นชีวิตจิตใจ

คนที่ชอบขับรถเร็วเป็นกิจลักษณะ หากอยากให้การขับขี่เต็มไปด้วยความมั่นใจและเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก ควรเลือกดอกยางแบบทิศทางเดียว (Directional) ซึ่งมีลักษณะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยมีลูกศร (Rotation) แสดงที่บริเวณแก้มยาง เพื่อบ่งบอกถึงตำแหน่งของทิศทางของการหมุนของล้อให้เราสามารถใส่ได้อย่างถูกต้อง ดอกยางชนิดนี้สามารถรีดน้ำได้ดี ลุยน้ำลุยฝนได้ดี ทำให้การขับขี่เป็นไปอย่างมั่นคงและใช้ความเร็วได้สูงขึ้น

คนที่ชอบขับรถทางไกล ระยะทางแค่ไหนก็ไม่หวั่น

สำหรับคนที่มีโอกาสขับรถทางไกลบ่อย ๆ ต้องพบเจอกับทางโค้งและทางคดเคี้ยวเป็นประจำ ควรเลือกดอกยางประเภทไม่สมมาตร (Asymmetric) ที่ด้านในและด้านนอกมีลายดอกลักษณะแตกต่างกัน ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น โดยหน้ายางด้านในเหมาะสำหรับขับทางตรงและใช้ความเร็วสูง ในขณะที่หน้ายางด้านนอกมีหน้าที่ช่วยยึดเกาะถนนได้ดีเวลาเข้าโค้ง เหมาะกับการขับรถที่ใช้ความเร็วและต้องการเข้าโค้งที่ปลอดภัย

ต่อไปถ้าหากคุณจะเปลี่ยนยางรถยนต์ ก็อย่าลืมดูความเหมาะสมตามประเภทและการใช้งานของคนขับ หรือสภาพแวดล้อมในการใช้งานด้วยนะครับ เพื่อการขับขี่ที่มั่นใจและเพิ่มความปลอดภัยให้มากขึ้นนั่นเอง – ช่างเค

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ