อัพเดท : 10 เมษายน 2568

ก่อนดับเครื่อง ปิดปุ่ม OFF อย่างเดียวได้ไหม…

แอร์พังไหม

ได้ แต่มีผลเสียมากกว่าผลดี ไม่คุ้มค่า… ปัจจุบันเทคโนโลยี่ในรถยนต์มีการพัฒนาไปไกลมากมีการนำเอากล่อง ECU หรือกล่อมคอมพิวเตอร์มาควบคุมเครื่องยนต์เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันมากขึ้นและยังได้กำลังมากขึ้นไปด้วย ไม่เว้นแม้แต่ระบบแอร์ที่ได้นำมาใช้เช่นเดียวกัน เพื่อช่วยให้แอร์ทำความเย็นได้เร็วขึ้นไม่กินกำลังเครื่องยนต์เวลาเร่งแซง

ก่อนอื่นเราไปดูเงื่อนไขที่มีการป้องกันที่สำคัญบางส่วนเกี่ยวกับระบบแอร์ว่ามีอะไรบ้าง ? ปิดปุ่ม OFF

 

ถ้ารอบเครื่องยนต์ต่ำกว่า 500 รอบ/นาที ระบบแอร์จะไม่ทำงาน

ถึงแม้จะเปิดแอร์เอาไว้ก็ตาม ระบบแอร์จะไม่ทำงานเพื่อป้องกันคอมเพรสเซอร์แอร์ไปกินกำลังของเครื่องยนต์หรือมอเตอร์สตาร์ตในขณะสตาร์ตเครื่องยนต์ ซึ่งถ้ารอบเครื่องยนต์ถึง 500 รอบ/นาที ก็แสดงว่าเครื่องยนต์ติดแล้วระบบจึงจะยอมให้คอมเพรสเซอร์แอร์ทำงาน

 

ถ้าน้ำยาแอร์น้อยหรือมากเกินไป ระบบแอร์จะไม่ทำงาน

หากคอมเพรสเซอร์แอร์ทำงานในสภาวะที่น้ำยาแอร์น้อยเกินไป จะทำให้เกิดการสึกหรออย่างมากกับชิ้นส่วน เนื่องจากคอมเพรสเซอร์แอร์จะใช้น้ำมันหล่อลื่นที่ไหลเวียนไปพร้อมกับน้ำยาแอร์ในการหล่อลื่นชิ้นส่วนภายใน กรณีถ้าน้ำยาแอร์มากเกินไปหากยอมให้คอมเพรสเซอร์แอร์ทำงานก็จะทำให้แรงดันในระบบแอร์มีแรงดันสูงจากน้ำยาแอร์ที่เกินจะเสี่ยงต่อการเสียหายของชิ้นส่วนในระบบแอร์จากแรงดันที่สูงผิดปกติ

 

ในขณะสตาร์ตเครื่องยนต์ระบบจะตัดไฟเลี้ยงระบบที่ไม่เกี่ยวข้อง

เพื่อให้กระแสไฟไหลไปที่มอเตอร์สตาร์ตได้เพียงพอในการสตาร์ตเครื่องยนต์ให้ติดได้ง่ายขึ้น ระบบควบคุมเครื่องยนต์จะตัดไฟระบบที่ไม่เกี่ยวข้องออก รวมทั้งระบบแอร์ด้วย ซึ่งหากเปิดพัดแอร์เอาไว้พัดลมแอร์จะหยุดทำงานชั่วขณะตอนที่สตาร์ตเครื่องยนต์

 

พฤติกรรมในการใช้แอร์รถยนต์มีแบบไหนและมีข้อดีข้อเสียอะไรบ้างไปดูกันครับ

 

1. ดับเครื่องยนต์เลยทันทีโดยไม่ได้ปิดสวิตช์แอร์

ข้อดี การทำแบบนี้เมื่อกลับมาสตาร์ตเครื่องยนต์อีกครั้งระบบแอร์ก็จะทำงานเองทันที สะดวกสบายไม่ต้องทำอะไรเลย

ข้อเสีย คือ กรณีที่ชอบเปิดสวิตช์กุญแจ ON ก่อนจะสตาร์ตเครื่องยนต์ พัดลมแอร์จะทำงานทันที กระแสไฟจะถูกดึงเอาไปใช้งาน ถ้าแบตเตอรี่เริ่มเสื่อมสภาพมีโอกาสที่จะทำให้กระแสไฟไม่พอที่จะสตาร์ตเครื่องยนต์ให้ติดได้

 

2. ปิดสวิตช์ A/C แล้วดับเครื่องยนต์

การปิดสวิตช์ A/C จะเป็นการปิดการทำงานของคอมเพรสเซอร์แอร์ แต่พัดลมแอร์ยังทำงานได้อยู่เมื่อเปิดสวิตช์กุญแจ ON

ข้อดี หากเปิดสวิตช์ A/C ล่วงหน้าก่อนอย่างน้อย 5 นาที หรือมากกว่า ก่อนจะทำการดับเครื่องยนต์ ให้พัดลมแอร์ได้เป่าไล่ความชื้น ที่อยูในตู้แอร์ออกให้หมดหรือเหลือน้อย จะช่วยลดและป้องกันในเรื่องการเกิดกลิ่นเหม็นอับได้ แต่ถ้าปิดสวิตช์ A/C แล้วดับเครื่องยนต์ทันทีก็ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรเลย

ข้อเสีย กรณีที่ชอบเปิดสวิตช์กุญแจ ON ก่อนจะสตาร์ทเครื่องยนต์ พัดลมแอร์ก็จะทำงานทันทีกระแสไฟก็จะถูกดึงเอาไปใช้งาน ถ้า แบตเตอรี่เริ่มเสื่อมสภาพก็มีโอกาสที่จะทำให้กระแสไฟไม่พอที่จะสตาร์ตเครื่องยนต์ให้ติดได้

 

3. ปิดสวิตช์ A/C ก่อน 5 นาทีหรือมากกว่า แล้วค่อยปิดสวิตช์แอร์ ปุ่ม OFF แล้วจึงดับเครื่องยนต์

ข้อดี หากเปิดสวิตช์ A/C ล่วงหน้าก่อนอย่างน้อย 5 นาที หรือมากกว่า ก่อนจะทำการดับเครื่องยนต์ ให้พัดลมแอร์ได้เป่าไล่ความชื้น ที่อยูในตู้แอร์ออกให้หมดหรือเหลือน้อย จะช่วยลดและป้องกันในเรื่องการเกิดกลิ่นเหม็นอับและช่วยยืดอายุของตู้แอร์ได้ด้วย /กรณีที่แบตเตอรี่เริ่มเสื่อมสภาพเวลาเปิดสวิตช์กุญแจ ON กระแสไฟจะไม่ถูกจ่ายไปให้พัดลมแอร์เพิ่มโอกาสให้เครื่องยนต์สตาร์ตติดได้

ข้อเสีย หลังจากสตาร์ตเครื่องยนต์แล้วเมื่อต้องการเปิดแอร์ ต้องเสียเวลาในการเปิดสวิตช์ A/C หรือ สวิตช์ AUTO ระบบแอร์จึงจะทำงานและเริ่มทำความเย็นอีกได้

 

กับคำถามที่ว่าก่อนดับเครื่อง ปิดปุ่ม OFF อย่างเดียวได้ไหม ก็ตอบว่าได้ แต่มีผลเสียมากกว่าผลดี ถ้าจะให้เกิดผลดีอาจจะเสียเวลาบ้าง แต่เพื่อให้ตู้แอร์มีอายุการใช้งานนาน ลดการเกิดกลิ่นเหม็นอับและไม่ดึงกระแสไฟจากแบตเตอรี่เวลาเปิดสวิตช์กุญแจ ON ก็ให้ทำแบบนี้คือ “ปิดสวิตช์ A/C ก่อน 5 นาทีหรือมากกว่าให้พัดลมทำงาน แล้วค่อยปิดสวิตช์แอร์ ปุ่ม OFF แล้วจึงดับเครื่องยนต์ครับ

สายพานสายพาน

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ

อัพเดท : 22 มีนาคม 2568

ใช้ เบรกมือ อย่างไรให้ปลอดภัย…

ใช้ตอนไหน

เบรกมือช่วยป้องกันไม่ให้รถไหล…
เบรกมือมีไว้ใช้สำหรับการป้องกันไม่ให้รถไหลหากจอดอยู่ในพื้นที่ลาดชัน ซึ่งเบรกมือจะล็อกที่ล้อหลังทั้งสองข้าง โดยจะใช้กลไกไปดันให้ผ้าเบรกจับกับจานเบรก ซึ่งมีสายเบรกมือเชื่อมต่อจากกลไกที่ล้อทั้งสองด้านมาที่คันดึงเบรกมือ

รถในปัจจุบันจะเริ่มมีการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าไปทำงานแทนกลไกที่เบรกด้านหลัง มอเตอร์จะทำหน้าที่ในการดันให้ผ้าเบรกจับกับจานเบรกแทนแบบเดิม โดยจะมีมอเตอร์ สวิตช์ควบคุมการทำงานของเบรกมือ และกล่องควบคุมเบรกมือ เรียกว่าเบรกมือไฟฟ้า ให้ความสะดวกสบายมากขึ้น เนื่องจากควบคุมการทำงานได้ด้วยการใช้นิ้วดึงหรือกดให้มอเตอร์ทำงานแทน ไม่ต้องออกแรงดึงเหมือนเบรกมือธรรมดา ในการใช้งานของเบรกมือทั้งแบบไฟฟ้าและแบบธรรมดาก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก

 

วิธีการใช้เบรกมืออย่างไรให้ปลอดภัยมีอะไรบ้างไปดูกันครับ

วิธีดึงเบรกมือ
ให้ดึงเบรกมือขึ้นโดยไม่ต้องทำการกดปุ่มที่คันดึงเบรกมือ โดยดึงเบรกมือขึ้นให้มีเสียงดังแกร็กๆ ของกลไลล็อกของคันดึงเบรกมือและดึงเบรกมือขึ้นให้สุดจนรู้สึกถึงความตึง สำหรับเบรกมือไฟฟ้าใช้เพียงนิ้วดึงขึ้นให้ไฟสีเขียวที่สวิตช์เบรกมือไฟฟ้าติด แสดงว่าเบรกมือไฟฟ้าทำงานแล้วและจะได้ยินเสียงมอเตอร์ไฟฟ้าทำงาน

วิธีการปลดเบรกมือ
ให้ยกเบรกมือขึ้นเล็กน้อย จากนั้นกดปุ่มที่ปลายดันดึงเบรกมือ และค่อย ๆ ปล่อยเบรกมือลงจนสุด สำหรับเบรกมือไฟฟ้าใช้เพียงนิ้วกดให้ไฟสีเขียวที่สวิตช์เบรกมือไฟฟ้าดับลงแสดงว่าเบรกมือไฟฟ้าถูกปลดแล้ว

 

เบรกมือควรใช้ตอนไหน ?

ใช้ตอนจอดในพื้นที่ลาดชัน

หากไม่ดึงเบรกมือ ตอนจอดบนทางลาดชัน รถอาจไหลลงสู่ที่ต่ำ ส่งผลทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ ในรถเกียร์ธรรมดาให้ดึงเบรกมือ และเข้าเกียร์ 1 หรือเกียร์ถอยหลัง จะช่วยป้องกันรถไหลได้อีกแรง สำหรับรถเกียร์ อัตโนมัติ ให้ใช้คู่กับเกียร์ P โดยจะต้องเข้าเกียร์ N และดึงเบรกมือก่อนและปล่อยเบรกเท้า จากนั้นค่อยเลื่อนไปเข้าตำแหน่งเกียร์ P เพื่อเป็นการป้องกันกลไกเกียร์ P ขัดตัวและทำให้น้ำหนักของรถไปตกที่เกียร์ P แทนเบรกมือ ซึ่งจะทำให้อายุของยางแท่นเครื่องแท่นเกียร์สั้นลงได้

จอดติดไฟแดงเป็นเวลานาน

การจอดติดไฟแดงนานๆ และเหยียบเบรกเอาไว้จะทำให้เกิดความเมื่อยล้า ดังนั้นให้เข้าเกียร์ N แล้วดึงเบรกมือเอาไว้ แต่ในกรณีเป็นรถยนต์ไฮบริด การจอดเกียร์ N จะทำให้เครื่องยนต์ไม่สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์เพื่อชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ไฮบริดได้ ดังนั้นถ้ามั่นใจว่าจะไม่มีรถมาชนท้ายให้ดึงเบรกมือและเข้าเกียร์ P

 

เมื่อเบรกเท้าขัดข้องหรือเบรกแตก

หากเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น เบรกแตกไม่สามารถใช้เบรกเท้าหยุดหรือชะลอรถได้เลย ให้ตั้งสติและให้นึกถึงเบรกมือว่าสามารถที่จะใช้ชะลอความเร็วรถและหยุดรถได้ โดยให้ค่อย ๆ ดึงเบรกมือขึ้นอย่างช้าๆ จนสุด จะสามารถช่วยชะลอความเร็วรถลงได้และหาที่จอดในที่ปลอดภัยต่อไป

 

เบรกมือไม่ควรใช้งานเมื่อไหร่

กรณีที่จอดรถนานๆ หลายเดือนการดึงเบรกมือไว้จะทำให้ผ้าเบรกอาจเกิดการติดกับจานเบรกได้ โดยเฉพาะการจอดบริเวณที่มีอากาศชื้นๆ ดังนั้นหากต้องจอดรถในพื้นที่ลาดชันเป็นเวลานานๆ ให้เข้าเกียร์ N และหาไม้มาหนุนล้อเอาไว้เพื่อป้องกันรถไหลจะดีกว่า

 

 

สายพานสายพาน

 

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ

อัพเดท : 19 มีนาคม 2568

ฝันเห็นรถ บอกอะไรได้บ้าง ลางดีหรือร้าย…

ทำนายฝัน

จากการฝันเห็นรถ หมายความว่าอย่างไร…
แน่นอนว่าคนเรานอนก็แทบจะฝันกันทุกคืนอยู่แล้ว จะฝันดีหรือฝันร้ายก็แตกต่างกันไป ซึ่งหลายๆ คนก็เชื่อว่าความฝันในแต่ละครั้งนั้นล้วนมีความหมาย แล้วถ้าฝันเห็น “รถ” ล่ะ จะเป็นอย่างไร หมายถึงอะไร และฝันเห็นรถแบบไหนที่บอกเป็นลางดีหรือลางร้าย

1.ฝันเห็นตัวเองกำลังขับรถ เป็นฝันที่บอกลางดี ที่เชื่อกันว่าความฝันกำลังบอกว่าคุณอาจมีโอกาสในการโยกย้ายงาน ไม่ว่าจะเปลี่ยนงานหรือมีงานโยกย้ายงาน เป็นต้น กำลังได้รับโชคลาภจากการเดินทาง แต่ก็ควรระวังในเรื่องของการคบเพื่อนมิตรที่อาจหวังผลประโยชน์ และการมีปากเสียงกันกับผู้ใหญ่

 

2.ฝันเห็นรถไฟไหม้ เป็นฝันที่กำลังบอกลางร้าย อาจจะกำลังเจอเรื่องร้อนใจ มีคนนำความเดือดร้อนมาให้ เสี่ยงสูญเสียของรักและระวังทรัพย์สินเสียหาย การมีเรื่องกับคนรอบข้าง เป็นต้น

 

3.ฝันว่ารถน้ำท่วม อาจจะกำลังได้มิตรจากแดนไกล แต่ก็ควรระวังในการเจรจา เพราะอาจทำให้คนอื่นเข้าใจผิดได้ ในทางกลับกันก็อาจจะได้รับโชคลาภจากการทำงาน และควรระวังเรื่องสุขภาพที่อาจเกิดการเจ็บป่วยโดยไม่คาดคิด

 

4.ฝันว่าขับรถชนคน มีเกณฑ์ได้ย้ายงานแบบไม่ทันตั้งตัว ระวังเรื่องการสูญเสียเงินทองและของรัก และควรคิดก่อนพูด เพราะคำพูดอาจนำความเดือดร้อนมาให้ได้ ส่วนคนโสดมีโอกาสได้พบเนื้อคู่

 

5.ฝันว่ารถหาย เป็นฝันที่บอกลางดี ซึ่งจะไปโยงเกี่ยวกับเรื่องของสุขภาพที่คุณจะหายจากการเจ็บป่วย ของที่หายไปก็จะได้คืน และอาจได้โชคก้อนใหญ่จากผู้ใหญ่ มีข่าวดีเรื่องงาน แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะเสียของรักและมีเกณฑ์สูญเสียเงินทอง และทะเลาะกับครอบครัวและคนรอบข้าง

 

6.ฝันว่าซื้อรถใหม่ ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ เพราะเชื่อกันว่าจะจะเกิดอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ และมีปัญหาเรื่องของสุขภาพ เจ็บป่วยเล็กน้อย ไม่ถึงกับร้ายแรงมาก มีเกณฑ์ต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญหลายๆ อย่าง โดยมีญาติผู้ใหญ่เข้ามามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ มีโอกาสได้รับเงินจากการเสี่ยงโชค แต่ต้องระมัดระวังเรื่องค่าใช้จ่ายด้วย

 

 

 

 

 

อ่านบทความที่น่าสนใจ

อัพเดท : 19 มีนาคม 2568

เติมน้ำมันแบบไหน เหมาะกับรถของคุณ

รู้ได้ไง

ว่ารถของเราต้องเติมน้ำมันชนิดไหน…
ก่อนที่จะเติมน้ำมันทุกครั้งเราจะต้องทราบก่อนว่ารถเราใช้น้ำมันประเภทไหน เป็นเครื่องยนต์ดีเซลหรือเครื่องยนต์เบนซิน โดยเฉพาะเครื่องยนต์เบนซินจะมีให้เลือกเติมทั้งแก๊สโซฮอล์เบนซินธรรมดา, E20 ,E85 และยังต้องทราบค่าอ็อกเทนที่สามารถเติมได้ด้วยว่าเท่าไหร่

เราไปทำความเข้าใจชนิดของน้ำมันเบนซิน , แก๊สโซฮอล์และค่าออกเทนที่ใช้สำหรับเครื่องยนต์เบนซินกัน

“ เอทานอล ” (Ethanon) หรือเอทิลแอลกอฮอล์ คือแอลกอฮอล์ที่ได้จากการนำพืชมาหมัก เช่น อ้อย
“ น้ำมันเบนซิน 95 ” คือ น้ำมันเบนซินพิเศษไร้สารตะกั่ว เป็นเบนซินบริสุทธิ์ที่มีเอทานอล 0%
“ แก๊สโซฮอล์ 91, 95 คือ น้ำมันเบนซินธรรมดาไร้สารตะกั่ว ที่ผสมกับเอทานอล 10%
“ แก๊สโซฮอล์ E20 ” คือ น้ำมันเบนซินพิเศษไร้สารตะกั่ว ที่ผสมกับเอทานอล 20%
“ แก๊สโซฮอล์ E85 ” คือ น้ำมันเบนซินพิเศษไร้สารตะกั่ว ที่ผสมกับเอทานอล 85%

 

ค่าออกเทน ( Research Octane Number) RON 91, 95 คือ ค่าความต้านทานการเขกน็อกของเครื่องยนต์

 

“ ค่าออกเทน “ รถที่มีอัตราส่วนกำลังอัดสูงต้องใช้น้ำมันที่มีค่าออกเทนสูงตามไปด้วย เพื่อประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์ ถ้ารถที่ผลิตมาให้ใช้น้ำมันที่มีค่าออกเทนสูงแต่กลับเติมน้ำมันที่มีค่าออกเทนต่ำ เช่น กำหนดให้เติม 95 แต่นำไปเติม 91 ก็จะทำให้รถมีอาการเขกน็อกในจังหวะการเร่งเครื่องยนต์ได้ ทำให้อัตราเร่งลดลงและจะทำให้มีการสึกหรอเกิดขึ้น ถึงแม้ว่ารถในปัจจุบันจะมีระบบควบคุมไฟจุดระเบิดโดยใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับ การน็อกและการปรับแก้ไฟจุดระเบิดที่มีประสิทธิภาพมากกว่าในอดีตก็ตาม ซึ่งอาการเขกน็อกจะมีผลเสียทำให้เครื่องยนต์เกิดการสึกหรอได้เร็วขึ้น แต่การนำรถไปเติมน้ำมันที่มีค่าออกเทนมากว่าที่รถกำหนดมา เช่น กำหนดให้เติม 91 แต่นำไปเติม 95 จะส่งผลดีต่อเครื่องยนต์ทำให้อัตราเร่งดีขึ้น ค่าออกเทนจึงมีความสำคัญต่อการเลือกใช้ให้ถูกต้องและเหมาะสมกับรถ ในส่วนของแก๊สโซฮอล์ E20 และ E85 จะถูกกำหนดให้มีค่าออกเทนไว้ที่ 95 จึงไม่ค่อยเห็นตามปั๊มน้ำมันใส่ตัวเลขค่าอ็อกเทนต่อท้ายมาด้วย โดยให้ทราบเอาไว้ว่ามีค่าออกเทน 95

 

ดังนั้นสรุปแล้วน้ำมันสำหรับเครื่องยนต์ในปัจจุบันที่มีขายในปั๊มน้ำมันจะมีค่าออกเทนอยู่ที่ 91 ,95 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 97 ที่จะมีในขายในปั๊มน้ำมันบางยี่ห้อเท่านั้น



เอทานอล (Ethanon) หรือเอทิลแอลกอฮอล์ผสมในน้ำมันเพื่อลดการใช้น้ำมัน แต่มีผลเสียในการทำให้ชิ้นส่วนที่เป็นยาง เช่น ท่อทางน้ำมันเชื้อเพลิงที่เป็นยางรวมทั้งยางโอริงต่างๆหรือพลาสติกในระบบน้ำมันเชื้อเพลิงเกิดการบวมหรือเสียหายเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติได้ ดังนั้นรถที่ไม่ได้ถูกผลิตมาสำหรับใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์โดยเฉพาะ จึงไม่ควรนำไปเติมน้ำมันที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ ยิ่งมีเปอร์เซ็นต์ของเอทานอลผสมอยู่มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เกิดการเสื่อมสภาพของชิ้นส่วนเร็วขึ้นเท่านั้น ฉะนั้นทางผู้ผลิตจึงทำการกำหนดในรถแต่ละรุ่นว่าสมารถเติมน้ำมันที่มีส่วนผสมของเอทานอลได้กี่เปอร์เซ็นต์เอาไว้ในคู่มือการใช้รถและติดสติ๊กเกอร์ที่ด้านในของฝาถังน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้ทราบว่าสามารถเติมน้ำมันที่มีส่วนผสมของเอทานอลได้กี่เปอร์เซ็นต์ไว้ในรถทุกคัน ซึ่งผู้ขับขี่จะต้องเติมให้ถูกต้อง


สรุป  เติมน้ำมันแบบไหน เหมาะกับรถของคุณ (เบนซิน 95 โซฮอล 95 91 E20 E85) สามารถดูได้จากคู่มือการใช้รถ หรือจากสติ๊กเกอร์กำหนดการใช้น้ำมันที่อยู่ด้านในฝาถังของรถทุกคัน ที่ทางผู้ผลิตได้กำหนดไว้แล้ว แต่สามารถเติมน้ำมันที่มีค่าออกเทนที่สูงกว่าสติ๊กเกอร์หรือคู่มือกำหนดเอาไว้ได้ ห้ามเติมน้ำมันที่มีค่าออกเทนต่ำกว่าที่กำหนด และไม่สามารถเติมน้ำมันที่มีส่วนผสมของเอทานอลหรือแอลกอฮอล์ที่มากว่าที่คู่มือหรือที่สติ๊กเกอร์กำหนดเอาไว้ แต่สามารเติมน้ำมันที่มีส่วนผสมของเอทานอลหรือแอลกอฮอล์น้อยกว่าได้ เช่น รถกำหนดเอาไว้ให้เติมว่า “ เบนซินออกเทน 95 หรือ แก๊สโซฮอล์ 95 E10 “ นั่นหมายความว่า รถคันนี่จะเติมน้ำมัน แก๊สโซฮอล์ 91 ไม่ได้ เนื่องจากค่าออกเทนต่ำกว่ากำหนดจะทำให้เครื่องเขกน็อกได้ และเติม E20 หรือ E85 ไม่ได้เนื่องจาก มีเอทานอลหรือแอลกอฮอล์สูงเกินกำหนด จะทำให้ชิ้นส่วนของระบบเชื้อเพลิงที่เป็นยางและพลาสติกเสื่อมสภาพเร็วครับ

 

 

สายพานสายพาน

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ

อัพเดท : 24 กุมภาพันธ์ 2568

หมุนพวงมาลัยซ้าย – ขวา แล้วมีเสียงดัง เกิดจากอะไร แก้ยังไง

เสียงรบกวน

ผิดปกติส่งผลเสียหายกับรถยนต์ได้…
เนื่องจากชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการหมุนพวงมาลัยหรือที่เรียกว่าระบบบังคับเลี้ยว นอกจากจะมีระบบบังคับเลี้ยวแล้วยังเกี่ยวเนื่องกับระบบรองรับ ซึ่งรวมถึงล้อและยางที่สัมผัสอยู่กับพื้นถนนด้วย

ดังนั้นก่อนอื่นเราไปเรียนรู้กันว่าเวลาหมุนพวงมาลัยมีชิ้นส่วนไหนบ้างที่เกี่ยวข้องและทำหน้าที่อะไรกันบ้าง (หมุนพวงมาลัยซ้าย – ขวา)

 

  • วงพวงมาลัย ทำหน้าที่บังคับทิศทางในการหมุนและส่งแรงหมุนส่งไปที่แกนพวงมาลัย
  • แกนพวงมาลัย ทำหน้าที่รับแรงหมุนจากวงพวงมาลัยส่งต่อไปที่ยอยพวงมาลัยไปที่แร็กเพาเวอร์
  • ยอยพวงมาลัย ทำหน้าที่ปรับเปลี่ยนแรงในแนวของแกนหมุนจากแกนพวงมาลัยไปที่แร็ก
  • ยางหุ้มแกนพวงมาลัย ทำหน้าที่กันฝุ่นและเสียงไม่ให้เข้าสู่ห้องโดยสารและเข้าตัวแร็ก
  • แร็คพวงมาลัย ทำหน้าที่รับแรงการหมุนจากพวงมาลัยในแนวแกนและส่งต่อแรงไปที่ล้อด้านซ้ายและด้านขวา
  • ชุดมอเตอร์ (สำหรับพวงมาลัยไฟฟ้า) มีในรถที่เป็นพวงมาลัยเพาเวอร์แบบไฟฟ้า ทำหน้าที่เพิ่มหรือสร้างแรงหมุนของเพื่อช่วยผ่อนแรงในการหมุนพวงมาลัยให้หมุนง่ายเวลาความเร็วรถต่ำและช่วยให้พวงมาลัยหมุนยากหรือหนักเมื่อความเร็วสูง
  • ปั๊มน้ำมันเพาเวอร์ ทำหน้าที่สร้างแรงดันไฮดรอลิกไปที่แร็กพวงมาลัยที่ห้องน้ำมันซ้าย/ขวาเพื่อช่วยลดแรงหมุนพวงมาลัย
  • ลูกหมากแร็กพวงมาลัยตัวใน ทำหน้าที่รับแรงจากแกนแร็กส่งไปที่ลูกหมากแร็กตัวนอกและยังเป็นจุดหมุน ขึ้น/ลงตามการทำงานของโช้คอัพได้ด้วย
  • ลูกหมากแร็กพวงมาลัยตัวนอก ทำหน้าที่รับแรงจากลูกหมากแร็กตัวในส่งผ่านไปที่ชุดคอม้าและดุมล้อเพื่อให้เคลื่อนไหวไปตามทิศทางที่ส่งมาจากแร็ก
  • ชุดคอม้า ทำหน้าที่รับแรงที่ส่งผ่านจากลูกหมากแร็กตัวนอกและพลักล้อให้มีการเปลี่ยนทิศทางตามการหักเลี้ยว
  • ลูกหมากปีกนก ทำหน้าที่เป็นจุดหมุนเวลาที่หักเลี้ยวและรองรับน้ำหนักรถในเวลาเดียวกัน
  • เบ้าโช้คและลูกปืนเบ้าโช้ค ทำหน้าที่เป็นจุดหมุนเวลาที่มีการหักเลี้ยว
  • ล้อและยาง ทำหน้าที่รองรับน้ำหนักรถและส่งแรงขับเคลื่อนสู่พื้นถนน

 

เสียงดังที่ผิดปกติเวลาหมุนพวงมาลัยที่เกิดขึ้นและการแก้ไข

1.ดังกึกๆ ก็อกๆ ในห้องโดยสาร เกิดได้จากยอยพวงมาลัยหลวมหรือน็อตยึดคลายตัว, มอเตอร์พวงมาลัยไฟฟ้าหลวม วิธีแก้ คือ ให้ทำการเปลี่ยนยอยหรือมอเตอร์พวงมาลัย หรือขันน็อตยึดยอยให้แน่น

 

2.ดังกึกๆ ก็อกๆ มาจากนอกห้องโดยสารหรือช่วงล่าง เกิดได้จากแร็กพวงมาลัยหลวม, ลูกหมากแร็กตัวนอกตัวใน, ลูกหมากกันโคลง, ลูกปืนเบ้าโช้ค วิธีแก้ คือ ถ้าเป็นแร็กหลวมให้ปรับตั้งค่า ถ้าปรับไม่ได้ให้เปลี่ยนใหม่ , ลูกหมาก ลูกปืนเบ้าโช้คหลวมหรือดังต้องเปลี่ยนใหม่

 

3.ดังอื้ดๆๆ เกิดได้จากระดับน้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์ต่ำ เนื่องจากมีการรั่วในระบบเพาเวอร์ เช่น แร็กเพาเวอร์รั่วหรือท่อทางเดินน้ำมันหรือปั้มเพาเวอร์รั่ว สามารถแก้ไข โดยการซ่อมหรือเปลี่ยนจุดที่มีการรั่วซึม

 

4.ดังอี๊ดๆ จี๊ดๆ เบาๆ ในห้องโดยสาร เกิดจากยางหุ้มแกนพวงมาลัยเสียดสีกับแกนพวงมาลัย แก้ไขได้โดยการใช้จาระบีหล่อลื่นบริเวณที่ยางสัมผัสกับแกนพวงมาลัย

 

เสียงดังที่เกิดขึ้นเวลาหมุนพวงมาลัยซ้าย/ขวา ยังเกิดได้อีกหลายจุด หลายสาเหตุ ซึ่งการแก้ไขจะต้องทำการตรวจสอบลักษณะของเสียงที่ดัง ตำแหน่งที่เกิดเสียง และสภาวะที่เกิดเสียง เป็นหัวใจหลักในการจะแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดและรวดเร็วครับ

 

 

สายพานสายพาน

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ