อัพเดท : 22 เมษายน 2567

เปิดตัว Hilux Revo ปรับโฉมใหม่..ระดับยูโร 5

รถซิ่ง

กระบะยุคใหม่ไม่สร้างมลภาวะ….
โตโยต้า เค.มอเตอร์ส ขนความสนุกมาเต็มกระบะ มอบสิ่งดีๆ กับกิจกรรมเปิดตัวรถกระบะแห่งปี “Toyota Hilx Revo” หน้าใหม่ สุดแสบ ระดับยูโร 5 ในงาน Hilux Generation Day พร้อม Live กับ 2 พิธีกรสุดแซบ ส่งตรงความรู้ถึงบ้าน เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา…

เปิดตัวอย่างเป็นทางการเรียบร้อยสำหรับกระบะแห่งปี “Toyota Hilux Revo” รุ่นปรับโฉมใหม่ หน้าใหม่ สุดแสบ ที่มาพร้อมระดับยูโร 5 ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ช่วยลดมลภาวะที่ส่งผลเสียต่อสภาพแวดล้อมตรงตามมาตรฐานโลก โดยภายในงานนี้นอกจากจะได้ยลโฉมรถกระบะปรับโฉมใหม่แล้ว ยังมีกิจกรรมให้ร่วมสนุกอย่างการติดแทททู (Tattoo) สุดเฟี้ยว กับคำคมจ๊าบๆ จากกระบะสุดซิ่งให้เลือกติดกันมากมาย พร้อมรับของที่ระลึกน่ารักๆ จากรีโว่กลับไปกันเพียบ บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก พร้อมรอยยิ้มและความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมงาน

นอกจากนี้ภายในงานยังมีการ Live เปิตตัวกระบะสุดซิ่ง Toyota Hilux Revo ส่งตรงถึงบ้านแฟนๆ ทุกคนทางช่องทางเฟซบุ๊ก ผ่านเพจออฟฟิเซียลของเค.มอเตอร์ส “Toyota K.Motors” กับ 2 พิธีกรสุดแซบ ที่เปิดไลฟ์ด้วยเพลงโจ๊ะๆ แล้วพาคุณผู้ชมไปชม Hilux Revo ครบทุกซอกทุกมุม จัดเต็มไปด้วยสาระความรู้ แบบนั่งอยู่บ้านก็สามารถซื้อรถ สั่งจองกับเค.มอเตอร์สได้เลย..

ครั้งหน้าจะถึงคราวเปิดตัวรถรุ่นไหน รอติดตามภาพบรรยากาศได้เลยครับ….

 

       Hilux Revo Hilux Revo Hilux Revo
    Hilux Revo Hilux Revo Hilux Revo
Hilux Revo Hilux Revo Hilux Revo
Hilux Revo Hilux Revo Hilux Revo
Hilux Revo Hilux Revo  Hilux Revo
Hilux Revo Hilux Revo Hilux Revo
Hilux Revo Hilux Revo Hilux Revo
Hilux Revo Hilux Revo Hilux Revo
Hilux Revo Hilux Revo Hilux Revo
Hilux Revo Hilux Revo Hilux Revo
    Hilux Revo   Hilux Revo Hilux Revo
  Hilux Revo Hilux Revo Hilux Revo
Hilux Revo Hilux Revo Hilux Revo
 Hilux Revo Hilux Revo Hilux Revo
Hilux Revo Hilux Revo Hilux Revo

 

อัพเดท : 15 มีนาคม 2567

ไหว้แม่ย่านาง เวลาไหน ฤกษ์ปังสุด!!

ฤกษ์งาม

ยามดี ไหว้แล้วปัง เพิ่มความมงคล…
ออกรถใหม่ชาวไทยพุทธแบบเราก็ต้องมีเสริมดวง โดยการไหว้แม่ย่านาง เพื่อความสิริมงคลกันบ้าง ตามความเชื่อที่ว่าจะทำให้การขับขี่แคล้วคลาด ปลอดภัย และนำพาแต่สิ่งดีๆ ซึ่งการไหว้แม่ย่านางนั้น นอกจากการเตรียมของไหว้ การเตรียมฤกษ์หรือวันไหว้ ก็เพิ่มความปังให้รถคุณได้เช่นกัน

ไหว้แม่ย่านาง เวลาไหนดีที่สุด….


ถ้าเป็นวันไหว้ส่วนใหญ่คนไทยจะนิยมเลือกวันไหว้แม่ย่านางตามฤกษ์สะดวก รวมไปถึงในช่วงเทศกาลสำคัญๆ เช่นปีใหม่ ตรุษจีน สงกรานต์ โดยเฉพาะวันที่ 15 เมษายน เพราะถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย เป็นต้น ซึ่งมักจะทำการไหว้แม่ย่านางกันปีละครั้ง

เมื่อได้วันไหว้แล้ว จะไหว้เวลาไหนดี? เชื่อกันว่าเวลาไหว้แม่ย่านางที่นิยมและมงคลที่สุด คือ เวลา 07.09 น. และ 10.09 น. โดยเวลาไหว้แม่ย่านางรถยนต์ควรหันไปทางทิศเหนือ จะยิ่งช่วยเสริมความมงคลนั่นเอง

 

ส่วนเวลาที่เหมาะสมในการ ไหว้แม่ย่านาง แต่ละเดือน มีดังนี้…

มกราคม 07.19 น.
กุมภาพันธ์ 07.09 น.
มีนาคม 08.13 น.
เมษายน 09.09 น.
พฤษภาคม 08.45 น.
มิถุนายน 07.36 น.
กรกฎาคม 09.23 น.
สิงหาคม 07.49 น.
กันยายน 09.24 น.
ตุลาคม 08.39 น.
พฤศจิกายน 07.57 น.
ธันวาคม 08.09 น.

 

 

 

อ่านบทความที่น่าสนใจ

 

อัพเดท : 14 มีนาคม 2567

จอดรถติดไฟแดง เข้าเกียร์ P เสี่ยงเกียร์พังได้?

เสียหาย

อย่าเสี่ยงเพราะรถคุณอาจพังได้…
เหตุผลที่รถติดไฟแดงแล้วไม่ควรใช้เกียร์ P เป็นเพราะว่า เกียร์ P คือ เกียร์ที่มีไว้สำหรับการจอดรถที่ดับเครื่องยนต์แล้วเท่านั้น โดยจะมีกลไกล็อกเกียร์ไม่ให้รถเคลื่อนที่ได้ ดังนั้น การเข้าเกียร์ P ตอนติดไฟแดง หากโดนชนท้ายอาจทำให้ระบบเกียร์เสียหายหนัก

จอดรถติดไฟแดง

เพราะแรงที่มากระแทกกับตัวรถที่มีน้ำหนักมากและมีกลไกเกียร์ล็อกรถไว้ ทำให้กลไกของเกียร์ P รับเอาแรงทั้งหมดและส่งผลทั้งหมดมาที่เกียร์ ทำให้เกียร์รับภาระทั้งหมดโดยกะทันหัน ส่งผลให้ชิ้นส่วนในเกียร์บิดเบี้ยว แตกหักเสียหาย เพราะไม่มีอิสระในการเคลื่อนตัวเมื่อมีแรงมากระแทก ไม่ว่ารถจะมาชนด้านหน้าหรือด้านหลังก็ตาม หากอยู่ในตำแหน่งเกียร์ P ก็จะทำให้เกิดความเสียหายได้ แต่หากไม่มีรถมาชนท้ายก็ไม่ได้ส่งผลใดๆ กับระบบเกียร์

 

ดังนั้นเวลา จอดรถติดไฟแดง ไม่ควรเข้าตำแหน่งเกียร์ P ทิ้งไว้ เพราะหากมีรถมาชนด้านหลังหรือด้านหน้าจะทำให้ระบบเกียร์เกิดความเสียหายได้ เวลา จอดรถติดไฟแดง ควรเข้าเกียร์ D แล้วเหยียบเบรกเอาไว้ หรือเกียร์ N จะดีกว่าครับ

 

จอดรถติดไฟแดง ใช้เกียร์ไหนดี?

 

รถเกียร์ธรรมดา

ให้เข้าเกียร์ว่างแล้วเหยียบเบรกร่วม ถ้าไม่เหยียบก็ให้ดึงเบรกมือขึ้น แต่ไม่ควรเข้าเกียร์แล้วเหยียบคลัตช์ไว้ เพราะจะทำให้ลูกปืนกดคลัตช์เกิดความเสียหายเร็วขึ้น

 

รถเกียร์อัตโนมัติ

ให้เข้าเกียร์ N หรือ D

– ถ้าติดไฟแดงไม่เกิน 1 นาที ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเกียร์ สามารถใช้เกียร์ D เหมือนเดิม แล้วเหยียบเบรกค้างไว้ก็พอ
– ถ้าติดไฟแดงนาน 1 – 3 นาที แนะนำให้เข้าเกียร์ N แล้วดึงเบรกมือเอาไว้ เนื่องจากการเข้าเกียร์ D แล้วเหยียบเบรกค้างไว้นาน จะทำให้เกิดความร้อนสะสมที่ชุดเกียร์ อาจทำให้เกียร์เกิดการสึกหรอเร็วขึ้น เครื่องยนต์พร้อมออกตัวอยู่ตลอดเวลาทำให้เปลืองน้ำมัน หรือเวลาที่ขยับตัวอาจทำให้เท้าหลุดจากเบรกได้ เสี่ยงที่รถจะไหลไปชนคันข้างหน้า
และไม่ควรเข้าเกียร์ P เพราะว่า เกียร์ P จะใช้สำหรับการจอดรถที่ดับเครื่องยนต์แล้วเท่านั้น โดยจะมีกลไกล็อกเกียร์ทั้งหมดไม่ให้รถเคลื่อนที่ได้ ดังนั้น การเข้าเกียร์ P ตอนติดไฟแดง หากโดนชนท้ายจะทำให้ระบบเกียร์เกิดความเสียหายได้ และ ในรถบางรุ่นเวลาเข้าเกียร์ P ยังเป็นการปลดล็อกประตูทั้งหมดด้วย อาจไม่ปลอดภัยหากมีมิจฉาชีพหรือมีผู้ไม่หวังดีขึ้นรถมาได้

 

 

สายพานสายพาน

 

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ

อัพเดท : 13 มีนาคม 2567

รถไม่ค่อยวิ่ง ควรเปลี่ยนน้ำมันเครื่องตอนไหนดี ?

ใช้งานน้อย

เปลี่ยนตอนไหนดูแลรักษาอย่างไร…
น้ำมันเครื่องทำหน้าที่หลักๆ คือ หล่อลื่นชิ้นส่วน , ระบายความร้อนให้กับเครื่องยนต์ , ชะล้างทำความสะอาด ,ป้องกันสนิมและการกัดกร่อน ,รักษากำลังอัด โดยปกติอายุการใช้งานของน้ำมันเครื่องจะขึ้นอยู่กับชนิดของน้ำมันเครื่องซึ่งมีอยู่ 3 ชนิดคือ

รถไม่ค่อยวิ่ง

1 . น้ำมันเครื่องธรรมดา (Symthetic) อายุการใช้งาน 3,000-5,000 กิโลเมตร
2. น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ (Semi Synthetic )อายุการใช้งาน 5,000 – 10,000 กิโลเมตร
3. น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ ( Fully Synthetic ) อายุการใช้งาน 15,000 – 20,000 กิโลเมตร

 

ในส่วนที่รถใช้งานน้อยไม่ค่อยได้วิ่ง แต่เมื่อน้ำมันเครื่องได้มีการผ่านการใช้งานแล้ว น้ำมันเครื่องก็จะมีการเสื่อมสภาพไปตามระยะเวลา ดังนั้นจึงควรทำการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องหลังจากมีการเปลี่ยนไปแล้วทุกๆ 6 เดือน เพื่อให้น้ำมันเครื่องยังคงมีคุณสมบัติและประสิทธิภาพเอาไว้ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอครับ

 

วิธีการดูแล รถไม่ค่อยวิ่ง

 

1. ดูแลแบตเตอรี่ หากไม่ค่อยได้ใช้รถยนต์ แนะนำให้มีการสตาร์ตเครื่องยนต์ไว้ 10 นาที หรือมากกว่า อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือหากทำได้ทุกวันจะช่วยยืดอายุแบตเตอรี่ได้ (สตาร์ตอยู่กับที่เฉยๆ )

 

2. ตรวจสอบของเหลวในรถยนต์ หากไม่ได้ใช้งานรถยนต์นานๆ ให้หมั่นตรวจเช็กของเหลวต่างๆ ในรถ เช่น น้ำมันเครื่อง น้ำในหม้อน้ำ เพื่อหล่อเลี้ยงชิ้นส่วนต่างๆ ไม่ให้เกิดสนิม

โดยทั่วไปการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องจะเปลี่ยนตามระยะเวลาที่ผู้ผลิตรถยนต์กำหนด คือ ทุก 5,000 กิโลเมตร หรือ 10,000 กิโลเมตร แต่สำหรับคนที่ใช้รถน้อยๆ หากอ้างอิงตามระยะทางในระยะเวลาปีหนึ่งอาจจะไม่ได้ถ่ายน้ำมันเครื่องเลย ดังนั้นต้องอ้างอิงตามระยะเวลา โดยเปลี่ยนน้ำมันเครื่องทุกๆ 6 เดือน หรือตามที่คู่มือกำหนด อย่าปล่อยให้น้ำมันเครื่องหมดอายุ เพราะจะส่งผลทำให้เครื่องยนต์สึกหรอได้

 

3. เช็กลมยาง / ยางรถยนต์
หากต้องจอดรถไว้เป็นระยะเวลานานๆ แนะนำให้เติมลมยางมากกว่าปกติประมาณ 5-10 ปอนด์/ตารางนิ้ว หรือแนะนำให้นำรถไปขับเคลื่อนที่ เพื่อให้ยางได้หมุนบ้าง เพราะการจอดรถอยู่กับที่นานๆ เช่น มากกว่า 1 เดือนขึ้นไป จะทำให้เกิดอาการยางไม่คืนตัว โดยเกิดการยุบตัวของโครงยางส่วนหน้า ที่สัมผัสกับพื้นได้ เนื่องจากน้ำหนักของตัวรถยนต์ทั้งหมด จะตกสู่ยางแต่ละเส้นในจุดเดียว ทำให้โครงยางเสียรูป ไม่กลม เมื่อนำรถยนต์ไปขับขี่ภายหลัง อาจทำให้เกิดอาการสั่นเต้นและเกิดเสียงดังผิดปกติได้ หากเป็นไปได้วิธีที่ดีที่สุดในกรณีที่ต้องจอดรถทิ้งไว้นานเกินกว่า 3 เดือนขึ้นไปนั้นขอแนะนำให้ยกรถตั้งบนแท่นวางทั้ง 4 ล้อ ซึ่งทำให้น้ำหนักรถไม่กดทับลงบนยาง เป็นการรักษารูปร่างของยางได้ดีที่สุด

 

4. สตาร์ตเครื่องยนต์ เอารถออกไปขับบ้าง
การสตาร์ตเครื่องยนต์ และการนำรถไปขับบ้างจะทำให้เครื่องยนต์ทำงานและชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ เพราะเนื่องจากในรถยนต์นั้นมีชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่เป็นจุดหมุน เช่น ระบบช่วงล่าง ลูกหมากต่างๆ แม้กระทั่งยางและล้อ หากปล่อยให้อยู่กับที่นานๆ ไม่มีการขยับตัวก็อาจเกิดอาการเส้นยึดได้ ทำให้เกิดการสึกหรอได้ง่ายกว่ารถที่ใช้งานประจำ

 

5. ทำความสะอาดรถ การจอดรถทิ้งไว้นานๆ จะทำให้ฝุ่น หรือสิ่งสกปรกต่างๆ มาเกาะที่รถ ส่งผลทำให้เกิด สีหม่น ซีดจาง รอย หรือการขีดข่วนต่างๆ ได้ ฉะนั้นควรทำความสะอาดรถ แล้วคลุมผ้าคลุมรถเพื่อป้องกันฝุ่น และรักษาสีของรถยนต์ให้ดูเหมือนใหม่

 

6. สถานที่จอดรถต้องเหมาะสม ควรจอดในร่ม และควรเลี่ยงการจอดในที่เปียกชื้น ใต้ต้นไม้ หรือใกล้ๆ ถังขยะ เพราะทำให้มีหนูหรือแมลงเข้ามาในรถได้ หรือกิ่งไม้หล่นลงบนรถจรกลายเป็นรอยขีดข่วน เป็นต้น

 

 

สายพานสายพาน

 

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ

อัพเดท : 21 กุมภาพันธ์ 2567

น้ำเปล่ากับน้ำยาอื่นๆ แบบไหนใช้เติม ฉีดกระจก ดี?

เลือกดี

เพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ใหเปลอดภัย
เราสามารถใช้น้ำเปล่าเติมน้ำฉีดกระจกได้ แต่น้ำเปล่าที่ใช้เติมไม่มีตะกอนหรือหินปูน ซึ่งอาจเป็นเหตุให้เกิดการอุดตันที่ท่อและสายฉีดจนฉีดไม่ออกได้ และน้ำเปล่าก็ไม่ได้มีคุณสมบัติในการชะล้างคราบหรือสิ่งสกปรกบนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ฉีดกระจก ฅ
ทั้งยังทำให้เกิดความฝืดระหว่างกระจกกับยางปัดน้ำฝนได้ ส่งผลคือทำให้เกิดมีเสียงดังที่กระจกตามมาได้

 

น้ำยาอื่นๆ เช่น แชมพู สบู่ สามารถช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่ผลที่ตามมาคือส่วนผสมของแชมพู หรือสบู่อาจไปทำให้ท่อ หรือสายฉีดอุดตัน จึงไม่เหมาะที่จะนำมาเติมในน้ำ ฉีดกระจก

 

ในส่วนของน้ำยาล้างจาน แม้จะมีประสิทธิภาพในการขจัดคราบไขมันที่กระจกได้ดี แต่จะส่งผลต่อยางปัดน้ำฝน ทำให้ยางปัดน้ำฝนเกิดความฝืด เวลาปัดจะทำให้มีเสียงดังเกิดขึ้น และถ้าโดนสีรถอาจทำให้สีรถเกิดรอยด่างได้

 

น้ำยา ฉีดกระจก ที่ผลิตออกมาสำหรับเติมที่ฉีดล้างกระจกโดยเฉพาะ จะช่วยขจัดคราบออกได้ง่ายขึ้น ไม่ทิ้งคราบแห้งๆ เพิ่มความเงาให้กับผิวกระจกด้วย ไม่ทำลายยางใบปัดน้ำฝน หรือสีรถ ทำความสะอาดกระจกให้ใสสะอาด ทำให้ทัศนะวิสัยการมองผ่านกระจกมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ปลอดภัยในขณะขับขี่

 

**สรุปแล้วควรใช้น้ำยาล้างกระจกที่ผลิตมาสำหรับล้างกระจกโดยเฉพาะจะดีที่สุดครับ

 

 

วิธีการรักษากระจกบังลมรถยนต์

เพราะกระจกรถช่วยให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวขณะที่เราขับรถ ถ้าเราปล่อยให้กระจกมัว มีคราบน้ำ คราบฝุ่นเกาะติด อาจจะทำให้มองอะไรไม่ชัดเจนและเกิดอุบัติเหตุได้

 

วิธีการรักษา คือ หมั่นทำความสะอาดกระจกรถ ซึ่งการเช็ดกระจกรถนั้นจะต้องใช้น้ำยาสำหรับเช็ดกระจกรถโดยเฉพาะ เป็นกระดาษหนังสือพิมพ์ หรือใช้แอลกอฮอล์แทนน้ำยาล้างกระจกก็ได้เช่นกัน สะอาด ใสกิ๊งได้เหมือนกัน แถมราคาถูกด้วย

 

แต่ “ห้าม” นำผงซักฟอกและน้ำยาล้างจานมาทำความสะอาดกระจกโดยเด็ดขาด เพราะอาจจะกัดกร่อนทำให้กระจกคุณยิ่งมัวมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็อย่าลืมดูแลรักษาอุณหภูมิในรถและนอกรถให้ใกล้เคียงกันมากที่สุดด้วย ถ้าต้องจอดรถในที่แดดจัดให้ลดกระจกหน้าต่างทั้งสองข้างลงเล็กน้อย เพื่อให้อากาศถ่ายเท ไม่ควรเปิดแอร์เย็นจัดติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะอายุการใช้งานของกระจกจะสั้นลง และไม่ควรปล่อยทิ้งให้ยางขอบกระจกเสื่อมสภาพด้วย

 

 

สายพานสายพาน

 

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ