อัพเดท : 24 มกราคม 2567

ขับรถระยะสั้นๆ เป็นประจำ แบตเสื่อมไว เสี่ยงรถพังจริงหรือ ? ?

เสื่อมสภาพ

เร็วขึ้น เมื่อเทียบกับรถที่ขับระยะทางไกล..
การขับรถระยะทางสั้นๆ เป็นประจำเสี่ยงต่อแบตเตอรี่เสื่อมไว ตอบเลยว่าจริงครับ เนื่องด้วยการสตาร์ตรถนั้นต้องใช้กระแสไฟจากแบตเตอรี่เป็นจำนวนมาก หากเดินทางเพียงระยะสั้นๆ แบตเตอรี่ (Battery)

การขับรถระยะทางสั้นๆ เป็นประจำเสี่ยงต่อ แบตเตอรี่เสื่อมไว ตอบเลยว่า “จริงครับ” เนื่องด้วยการสตาร์ตรถนั้นต้องใช้กระแสไฟจากแบตเตอรี่เป็นจำนวนมาก หากเดินทางเพียงระยะสั้นๆ แบตเตอรี่ (Battery) อาจจะไม่ได้รับการชาร์จไฟกลับเข้าแบตเตอรี่ทดแทนที่ใช้ไปกับการสตาร์ตได้เพียงพอ ส่งผลให้แบตเตอรี่ค่อยๆ หมดประจุหรือกระแสไฟในแบตเตอรี่ค่อยๆ ลดลง

เมื่อแบตเตอรี่ไม่ได้รับการประจุไฟไว้เต็มจะเกิดกำมะถันขึ้นในแบตเตอรี่ส่งผลให้ แบตเตอรี่เสื่อมไว ก่อนเวลาอันควร ทำให้แบตเตอรี่ไม่สามารถสตาร์ตเครื่องยนต์ติดได้ จนต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่เร็วขึ้นกว่าปกติทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายจากการที่ขับรถช่วงระยะสั้น ๆ เป็นประจำนี่เอง ครับ

 

 

ดังนั้นจึงควรขับรถอย่างน้อย ๆ ประมาณ 30 นาที หรือมากกว่าเพื่อให้มีการชาร์จไฟกลับเข้าแบตเตอรี่เพื่อทดแทนที่ถูกใช้ไปในตอนที่สตาร์ตเครื่องยนต์ หากขับไม่ได้ก็ควรจะติดเครื่องยนต์ทิ้งไว้เพื่อให้มีการชาร์จไฟ และที่สำคัญการเร่งเครื่องยนต์ประมาณ 1,500 -2,000 รอบ/นาที จะทำให้การชาร์จไฟได้เร็วขึ้น ใช้เวลาอย่างน้อย 15 นาที หรือซื้อเครื่องชาร์จแบตเตอรี่มาชาร์จไฟให้กับแบตเตอรี่ก็จะช่วยยื้ออายุการใช้งานให้กับแบตเตอรี่ได้นานตามอายุการใช้งานที่ควรเป็นครับ

 

การดูแลรักษาแบตเตอรี่

1. ทำความสะอาดสายไฟ ทั้งบวกลบ และแบตเตอรี่ด้วยน้ำอุ่น และเช็ดให้แห้งอยู่เสมอ
2. ตรวจเช็คทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่ และทาด้วยวาสลีน เพื่อป้องกับคราบขี้เกลือ
3. ตรวจเช็คน้ำกลั่นสม่ำเสมอ ไม่ปล่อยให้น้ำแห้ง
4. ไม่เติมน้ำกลั่นให้เกินกว่าขีดสูงสุด และต่ำกว่าขีดต่ำสุด
5. ตรวจวัดระดับกระแสไฟแบตเตอรี่อย่างสม่ำเสมอ

 

วิธีการหลีกเลี่ยงไม่ให้ แบตเตอรี่เสื่อมไว

1. หลีกเลี่ยงการใช้รถสำหรับการเดินทางระยะสั้นบ่อยๆ การขับรถระยะสั้นๆ บ่อยๆ จะทำให้แบตเตอรี่ (Battery) อาจไม่ได้รับการชาร์จไฟกลับเข้าแบตเตอรี่ทดแทนที่ใช้ไปกับการสตาร์ตได้เพียงพอ ส่งผลให้แบตเตอรี่ค่อยๆ หมดประจุหรือกระแสไฟในแบตเตอรี่ค่อยๆ ลดลง

2. ตรวจเช็กจุดยึดแบตเตอรี่ หมั่นตรวจสอบว่าจุดยึดแบตเตอรี่ยังยึดแน่นอยู่ไหม เพราะแรงสั่นสะเทือนจากเครื่องยนต์เวลารถวิ่งอาจทำให้ส่วนประกอบภายในแบตเตอรี่สั่นคลอนและเกิดการกระแทก ทำให้อายุการใช้งานสั้นลงได้

3. รักษาความสะอาดแบตเตอรี่อยู่เสมอ เพราะฝุ่นหรือสิ่งสกปรกต่างๆ อาจทำให้ประสิทธิภาพในการจ่ายไฟของแบตเตอรี่ไม่เต็มที่

4. หลีกเลี่ยงการจอดรถเวลาอากาศร้อนจัด เพราะความร้อนจะส่งผลกระทบกับแบตเตอรี่ทางอ้อม ซึ่งอาจทำให้ของเหลวในแบตเตอรี่ระเหยออกมาได้ เป็นต้น

5. ห้ามปล่อยให้น้ำในแบตเตอรี่แห้ง ถ้าปล่อยให้แบตเตอรี่แห้ง จะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมได้

6. ห้ามจอดรถทิ้งไว้โดยไม่ได้ขับนานๆ ซึ่งนานในที่นี้ คือ ประมาณ 1 อาทิตย์ขึ้นไป เพราะจะทำให้ประจุไฟที่อยู่ในแบตเตอรี่หายไปได้ ฉะนั้นเมื่อได้ขับนานควรหาเวลานำรถออกมาขับเพื่อวอร์มเครื่องยนต์บ้าง

 

 

สายพานสายพาน

 

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ

อัพเดท : 23 มกราคม 2567

ประมวลภาพกิจกรรมเปิดตัว Hilux Champ

เปิดตัว

กระบะแต่งได้ดั่งใจ หลากหลาย ใช้งานง่าย โตโยต้า เค.มอเตอร์ส จัดกิจกรรมเปิดตัวรถยนต์กระบะ Toyota Hilux Champ ภายใต้คอนเซปต์ “ Hilux Champ Day” ให้ลูกค้าร่วมสนุก ลุ้นรับของรางวัลพิเศษมากมาย พร้อมมอบแคมเปญพิเศษเมื่อซื้อรถภายในงาน ทั้งยังมี Work Shop ประกอบโมเดลรถยนต์ในแบบต่างๆ ให้ร่วมสนุกอีกด้วย

เมื่อวันเสาร์ ที่ 20 มกราคม ที่ผ่านมา โตโยต้า เค.มอเตอร์ส จัดกิจกรรมเปิดตัว โตโยต้า เค.มอเตอร์ส จัดกิจกรรมเปิดตัวรถยนต์กระบะ Toyota Hilux Champ โดยในงานได้จัดแสดงรถให้ชมทั้งแบบกระบะที่สามารถนำไปดัดแปลงเป็นรถอเนกประสงค์สำหรับใช้งานในรูปแบบต่างๆ และรถหัวกระสือ สำหรับใครที่ชอบตกแต่งตามใจ ให้เหมาะกับการใช้งาน

 

นอกจากนี้ยังเปิดพื้นที่สำหรับกิจกรรม Work Shop ให้ผู้ร่วมงานได้ร่วมสนุกดัดแปลงรถยนต์เป็นรถยนต์อเนกประสงค์ในรูปแบบต่างๆ พร้อมรับรางวัลและของที่ระลึกอื่นๆ มากมาย พร้อมมอบแคมเปญพิเศษเมื่อซื้อรถภายในงาน

   Hilux Champ Hilux Champ Hilux Champ
 Hilux Champ Hilux Champ Hilux Champ
 Hilux Champ Hilux Champ  Hilux Champ
Hilux Champ Hilux Champ  Hilux Champ
  Hilux Champ Hilux Champ Hilux Champ
  Hilux Champ  Hilux Champ Hilux Champ
Hilux Champ Hilux Champ Hilux Champ
  Hilux Champ Hilux Champ Hilux Champ
Hilux Champ Hilux Champ Hilux Champ

 

อัพเดท : 12 มกราคม 2567

จริงหรือไม่ !! ระบบ Start Stop จะทำให้ไดร์สตาร์ตพังเร็วกว่าปกติ ?

ไม่จริง

ระบบ Start Stop ไม่ได้ทำงานทุกครั้งที่หยุดรถ
ระบบ Start Stop ของโตโยต้า คือ ระบบสตาร์ตและดับเครื่องยนต์อัตโนมัติ เป็นระบบที่มีการดับเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อไม่ได้ใช้งานเป็นเวลาที่เหมาะสม โดยเมื่อรถหยุดนิ่งนานกว่า 1.5 วินาทีเครื่องยนต์จะดับลง ผลคือสามารถประหยัดมากขึ้นกว่า 10 %

การใช้ระบบ Start Stop จะทำให้ไดร์สตาร์ตพังเร็วกว่าปกติจริงหรือไม่?

“ไม่จริงครับ ระบบ Start stop ไม่ทำให้ไดร์เตอร์สตาร์ตพังเร็วหรือมีอายุการใช้งานสั้นลง ไดร์สตาร์ตที่ใช้กับระบบ Start stop ถูกออกแบบมาให้มีอายุการใช้งานนานกว่าไดร์สตาร์ตทั่วไป 3-5 เท่า และระบบ Start stop ไม่ได้ทำงานทุกครั้งที่หยุดรถ”

 

เนื่องจากถ้าระบบแอร์ยังทำความเย็นไม่ได้ตามอุณหภูมิ เครื่องยนต์ก็ยังทำงานอยู่ หรือถ้าแบตเตอรี่มีกำลังไฟไม่เพียงพอในการสตาร์ต เครื่องยนต์ก็จะยังคงทำงานอยู่เช่นกัน และในบางกรณีระบบไม่อยู่ในเงื่อนไข ระบบเครื่องยนต์ก็จะยังคงทำงานอยู่จะไม่ถูกสั่งให้เครื่องยนต์ดับลง ซึ่งก็เท่ากับว่ามอเตอร์สตาร์ตไม่ได้ทำงานทุกครั้งไป จะทำงานเป็นบางครั้งเท่านั้น

 

อีกอย่างระบบ Start stop ยังมีปุ่มสำหรับปิดการทำงานของระบบ หากไม่ต้องการใช้งานระบบนี้หลังจากสตาร์ตเครื่องยนต์ ก็กดปุ่มปิดการทำงาน เพื่อไม่ให้ไดร์สตาร์ตพังเร็วกว่าปกติควรหลีกเลี่ยงสิ่งต่างๆ ดังนี้

 

1. การจอดไว้นานอาจทำให้เกิดคราบกำมะถันและกลไกไดร์สตาร์ตติดขัดได้ ควรมีการสตาร์ตบ้าง
2. หลีกเลี่ยงน้ำมันหล่อลื่นที่จะรั่วไหลลงไปที่ไดร์สตาร์ต
3. หลีกเลี่ยงการลุยน้ำหรือแช่น้ำเป็นเวลานาน
4. หลีกเลี่ยงการกระแทกอย่างแรงที่ไดร์สตาร์ต

เพียงปฏิบัติตามขั้นตอนนี้ก็จะทำให้ไดร์สตาร์ตไม่พังเร็วแล้วครับ

 

การใช้งานระบบ Start Stop

ผู้ขับขี่สามารถใช้งานระบบ Start Stop ตามปกติแต่กรณีถ้ามีการจอดรถชั่วขณะ เช่น ติดไฟแดง เครื่องยนต์อุ่นจนถึงอุณหภูมิทำงาน แป้นเบรคถูกเหยียบ แรงดันไฟฟ้าในแบตเตอรี่มากกว่า 8.92 โวลต์ ระบบปรับอากาศมีการทำงานตามอุณหภูมิที่ตั้งไว้ ไล่ฝ้าไม่ได้เปิดใช้งาน เครื่องยนต์ก็จะดับหรือหยุดการทำงานเข้าสู่โหมด Stop เองโดยอัตโนมัติ

 

แต่หากเมื่อจอดชั่วขณะแล้วระบบไม่ทำงาน ซึ่งอาจจะมีส่วนใดส่วนหนึ่งไม่เข้าเงื่อนไข ระบบก็จะมีการแจ้งผู้ขับขี่ให้ทราบว่าขณะนั้นไม่ครบเงื่อนไขใดโดยมีข้อความแสดงที่แผงหน้าปัด เช่น กำลังชาร์จไฟ แสดงว่าขณะนั้นกำลังไฟฟ้าในแบตเตอรี่อาจจะต่ำ หรือ ขึ้นข้อความว่าสุญญากาศหม้อลมไม่เพียงพอ นั่นแสดงว่าเหยียบแป้นเบรกไม่เต็มที่ ผู้ขับขี่ก็ออกแรงเหยียบเบรกเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย ระบบก็จะทำงานให้แล้ว หรือหากผู้ขับขี่ไม่อยากให้ระบบทำงานเลยก็สามารถยกเลิกระบบได้ด้วยการกดปิดสวิตซ์ระบบ Start Stop ก็ไม่ทำงานแล้ว

 

สายพานสายพาน

 

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ

อัพเดท : 10 มกราคม 2567

ใส่ เสื้อสี (มงคล) ไหน ให้ปังในวันรับรถใหม่

เสริมความปัง

รับรถดี ใส่สีนี้ ดวงรุ่งตลอดปี…
สายมูมากองรวมกันตรงนี้ จะออกรถทั้งที มีฤกษ์ออกรถแล้ว มีของไหว้แล้ว อยากจะปังให้สุด ก็ต้องเสริมดวงขึ้นไปอีก กับการใส่เสื้อสีมงคลไปรับรถ ทั้งด้านการงาน การเงิน ความรัก อาจจะยิ่งปุริเย่แบบฉุดไม่อยู่

เสื้อ สีมงคล ปี 2567 ใส่วันรับรถให้ปังฉ่ำ !!

 

สีเสื้อมงคลวันอาทิตย์

เมตตามหาเสน่ห์ : สีแดงทุกโทน
การงาน : สีชมพูอ่อน
โชคดี : สีเขียวใบไม้
โชคลาภเงินทอง : สีดำสนิท, สีเทาดำ
ผู้ใหญ่เอ็นดู : สีบลอนด์เงิน, สีบลอนด์ทอง
สีกาลกิณี : สีน้ำเงินเข้ม

 

สีเสื้อมงคลวันจันทร์

เมตตามหาเสน่ห์ : สีขาวบริสุทธิ์, สีครีมอ่อน
การงาน : สีเขียวแก่
โชคดี : สีม่วงอ่อน, สีดำสนิท, สีเทาดำ
โชคลาภเงินทอง : สีส้มสว่าง, สีน้ำตาลอ่อน
ผู้ใหญ่เอ็นดู : สีฟ้ายีนส์
สีกาลกิณี : สีแดงเลือดนก

 

สีเสื้อมงคลวันอังคาร

เมตตามหาเสน่ห์ : สีชมพูกลีบบัว
การงาน : สีม่วงลาเวนเดอร์, สีเทาดำ
โชคดี : สีส้มสว่าง, สีน้ำตาลอ่อน
โชคลาภเงินทอง : สีบลอนด์เงิน, สีบลอนด์ทอง
ผู้ใหญ่เอ็นดู : สีแดงเลือดหมู
สีกาลกิณี : สีเหลืองสว่าง

 

สีเสื้อมงคลวันพุธ

เมตตามหาเสน่ห์ : สีเขียวทุกโทน
การงาน : สีส้มสว่าง, สีน้ำตาลอ่อน
โชคดี : สีบลอนด์เงิน, สีบลอนด์ทอง
โชคลาภเงินทอง : สีฟ้าอ่อน, สีน้ำเงินกรมท่า
ผู้ใหญ่เอ็นดู : สีขาวบริสุทธิ์, สีครีมอ่อน
สีกาลกิณี : สีชมพูสด, สีบานเย็น

 

สีเสื้อมงคลวันพฤหัสบดี

เมตตามหาเสน่ห์ : สีส้มสว่าง, สีน้ำตาลอ่อน
การงาน : สีฟ้าอ่อน
โชคดี : สีแดงทุกโทน
โชคลาภเงินทอง : สีเหลืองสว่าง, สีครีมสะอาด
ผู้ใหญ่เอ็นดู : สีเขียวทุกโทน
สีกาลกิณี : สีดำสนิท, สีม่วงเข้ม

 

สีเสื้อมงคลวันศุกร์

เมตตามหาเสน่ห์ : สีฟ้าสดใส, สีน้ำเงินเข้ม
การงาน: สีเหลืองสว่าง, สีขาวบริสุทธิ์
โชคดี : สีชมพูอ่อน
โชคลาภเงินทอง : สีเขียวพาสเทล
ผู้ใหญ่เอ็นดู : สีส้มสว่าง, สีน้ำตาลอ่อน
สีกาลกิณี : สีบลอนด์เงิน, สีน้ำตาลไหม้

 

สีเสื้อมงคลวันเสาร์

เมตตามหาเสน่ห์ : สีม่วงพาสเทล, สีดำสนิท, สีเทาดำเข้ม ๆ
การงาน : สีบลอนด์เงิน, สีน้ำตาลไหม้
โชคดี : สีฟ้าสดใส, สีน้ำเงินเข้ม
โชคลาภเงินทอง : สีแดงทุกโทน
ผู้ใหญ่เอ็นดู : สีชมพูกลีบบัว
สีกาลกิณี : สีเขียวเข้ม

 

 

 

อ่านบทความที่น่าสนใจ

อัพเดท : 21 ธันวาคม 2566

จอดพักรถ เปิดฝากระโปรงหน้า ไว้ ดีจริงเหรอ?

ระบายร้อน

ทำให้เครื่องยนต์เย็นเร็วขึ้นหรือไม่…
การเดินทางระยะไกล หรือเวลาที่ใช้รถยนต์ติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้เครื่องยนต์มีความร้อน หลายคนอาจคิดว่าเมื่อจอดรถข้างทาง การเปิดฝากระโปรงรถจะช่วยระบายความร้อนของเครื่องยนต์ได้ ช่างเคขอบอกว่า “ช่วยได้บ้าง แต่ไม่ทั้งหมด”

“ไม่จำเป็นต้องเปิดฝากระโปรงรถเวลา จอดพักรถ หรือแวะกลางทาง แต่ถ้าขับรถถึงจุดหมายปลายทางแล้วดับเครื่องยนต์ การเปิดฝากระโปรงจะช่วยให้ห้องเครื่องยนต์เย็นเร็วขึ้น”

 

การปิดฝากระโปรงเพื่อระบายความร้อนระหว่าง จอดพักรถนั้น ไม่ได้มีผลอะไรต่อเครื่องยนต์ เนื่องจากเวลาเครื่องยนต์ทำงานระบบระบายความร้อนจะทำงานโดยการรักษาอุณหภูมิน้ำให้เหมาะสมอยู่เสมอ และในขณะที่รถยนต์กำลังวิ่งจะมีลมพัดเข้ามาในห้องเครื่องอย่างต่อเนื่อง จึงไม่ได้ทำให้อุณหภูมิในห้องเครื่องสูง แต่ห้องเครื่องจะเริ่มร้อนระอุมากขึ้นเมื่อรถมีการจอดอยู่เฉยๆ หรือเคลื่อนที่อย่างช้าๆ ก็จะมีเพียงพัดลมเครื่องที่พอจะเป่าระบายความร้อนได้บ้าง แต่ก็จะน้อยกว่าลมที่พัดเข้ามาเวลารถวิ่ง ดังนั้นเวลารถจอดติดเครื่องยนต์อยู่กับที่ห้องเครื่องยนต์จะร้อนมากกว่าตอนที่รถวิ่ง

 

การเปิดฝากระโปรงรถจะช่วยให้ระบายความร้อนได้บางส่วน แต่ต่อให้ไม่เปิดฝากระโปรงก็ไม่ได้ทำให้เกิดผลเสียกับเครื่องยนต์แต่อย่างใด ดังนั้นการ จอดพักรถ กลางทาง การดับเครื่องยนต์เปิดฝากระโปรงรถ ความร้อนระอุของเครื่องยนต์จะลดลงแค่ระดับหนึ่งเท่านั้น และเมื่อสตาร์ตเครื่องยนต์ใหม่อุณหภูมิความร้อนของเครื่องยนต์ก็จะกลับมาเท่าเดิม จึงไม่จำเป็นต้องเปิดฝากระโปรงรถเวลาจอดแวะกลางทาง แต่ถ้าขับรถถึงจุดหมายปลายทางแล้วดับเครื่องยนต์การเปิดฝากระโปรงจะช่วยให้ห้องเครื่องยนต์เย็นเร็วขึ้น ทำให้ชิ้นส่วนที่เป็นพลาสติกมีอายุการใช้งานนานขึ้น
สายพานสายพาน

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ