อัพเดท : 14 กุมภาพันธ์ 2566

ถ้าไม่อยากให้รถ แอร์พัง อย่าทำสิ่งนี้!!

พังแน่!!

สิ่งที่ไม่ควรทำถ้าอยากให้แอร์ใช้ได้นาน…
ทำแบบนี้บ่อยๆ แอร์พังแน่!! ถ้าไม่อยากให้แอร์พังอย่าลืมดูแลรักษาแอร์รถยนต์ของคุณให้ดี เพราะหากเกิดปัญหาอาจนำมาซึ่งความร้อน หงุดหงิด และอาจส่งผลเสียหายจนเกิดการสูญเสียค่าใช้จ่ายที่สูงมากก็เป็นได้ ดังนั้นอย่าละเลย และอย่าทำสิ่งนี้เด็ดขาด!!

สิ่งที่ “ไม่ควรทำ” ถ้าไม่อยากให้ “แอร์พัง”

 

  • ไม่เปลี่ยนไส้กรองแอร์ ควรเปลี่ยนทุก 6 เดือนถึง 1/2 ปี หรือ 10,000-30,000 กิโลเมตร เนื่องจากไส้กรองแอร์เป็นที่ดักจับฝุ่นและเป็นที่เก็บสะสมกลิ่นภายในรถ ถ้าไม่เปลี่ยนจะทำให้แผงแอร์สกปรกอุดตันได้ง่าย
  • เปิดช่องรับอากาศจากด้านนอกเข้ามาภายในรถ ฝุ่นควันจะเข้ามา ถูกดูดเข้าไปในระบบแอร์ ทำให้กรองแอร์และแผงแอร์สกปรกอุดตันและทำให้แอร์ทำงานหนัก
  • ปิดหน้ากากแอร์ จะทำให้เกิดความชื้นในช่องแอร์
  • ห้ามนำสารระเหย เช่น น้ำหอม การบูร ไว้ในรถ เพราะจะเป็นตัวจับฝุ่น และความชื้น จะส่งผลให้เแอร์มีกลิ่นเหม็นอับและแผงแอร์อุดตันเร็วขึ้น
  • เปิดแอร์ก่อนสตาร์ต และ ไม่ปิดแอร์ก่อนดับเครื่องยนต์ จะทำให้ไดชาร์จถูกแรงไฟฟ้ากระชากอย่างรุนแรง ส่งผลทำให้ไดชาร์จเสื่อม ชำรุดเร็วขึ้น
  • เปิดแอร์เย็นไป , เปิดหน้าต่างแล้วเปิดแอร์ จะทำให้แอร์ทำงานหนักและพังง่าย

*หมายเหตุ : ในกรณีของรถรุ่นใหม่อาจจะไม่จำเป็นต้องปิดแอร์ก่อนกับเครื่องยนต์แล้ว เนื่องจากรถยนต์รุ่นใหม่ได้ใส่ระบบตัดการทำงานของระบบไฟฟ้าอื่นๆ เมื่อกำลังสตาร์ตเครื่อง และระบบแอร์จะทำงานหลังจากเครื่องยนต์ทำงานแล้ว 2-3 วินาที ถ้าจะดับเครื่องก็ไม่จำเป็นต้องปิดแอร์

 

วิธีการดูแลรักษาแอร์รถยนต์ให้ใช้ได้นาน..

 

  • ห้ามเสียบน้ำหอมที่มีแอลกอฮอล์ไว้หน้าช่องแอร์ เนื่องจากจะทำให้ตู้แอร์พังเร็ว
  • ถ้าจอดรถตากแดดไว้ ก่อนใช้รถให้เปิดพัดลมไล่ความร้อน จากนั้นค่อยเปิดสวิตช์ A/C
  • อย่าเปิดกระจกขับรถบ่อยๆ เพราะฝุ่นจากข้างนอกจะเข้ามาในรถและเข้าไปในตู้แอร์จนเกิดการอุดตัน
  • หากอยู่ๆ แอร์เกิดไม่เย็น ผิดปกติ ให้รีบปิดสวิตช์แอร์ (A/C) และใช้พัดลมช่วยไปก่อน แล้วรีบนำส่งให้ช่างเช็ก เพราะถ้าปล่อยไว้นานอาจถึงขั้นทำให้คอมเพรสเซอร์แอร์พังได้
  • แนะนำให้ล้างตู้แอร์ทุกๆ 2 ปี แต่ถ้าใช้งานบนเส้นทางที่มีฝุ่นเยอะ สามารถนำเข้ามาล้างก่อนระยะที่กำหนดได้
  • หากจำเป็นต้องเปิดกระจกขับรถ ให้ปิดช่องแอร์บริเวณคอลโซล เพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นเข้าไปในระบบแอร์

 

สายพานสายพาน

 

 


เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ

อัพเดท : 27 มกราคม 2566

ออกรถใหม่ ใช้พวงมาลัยกี่พวง?

เท่าไหร่ดี

จำนวนพวงมาลัยที่ใช้ไหว้แม่ย่านาง…
คนไทยมีความเชื่อว่าเมื่ออกรถใหม่ต้องไหว้แม่ย่านางเพื่อให้คุ้มครอง แคล้วคลาดปลอดภัยเวลาขับขี่ ซึ่ง “พวงมาลัย” เป็นสิ่งของง่ายๆ ที่นำมาไหว้ และก็มีความเชื่อว่าจำนวนพวงมาลัยจะยิ่งช่วยเสริมความมงคลให้กับรถและผู้ขับขี่ได้ด้วย แล้วพวงมาลัยที่ใช้ในการไหว้แม่ย่านางควรมีกี่พวงกัน?

โดยทั่วไปในการ ออกรถใหม่ หากอยากให้แคล้วคลาดปลอดภัย มักจะใช้พวงมาลัย 2 ชาย จำนวน 3 พวง แขวนไว้ที่กระจกมองหลังหรือแขวนไว้ที่พวงมาลัยรถยนต์ สำหรับไหว้ จากนั้นให้ท่องคาถาบูชาแม่ย่านาง

 

” อิติ สุคะโต อะระหังพุทโธ นะโมพุทธายะ
ปะฐะวีคงคา ภุมมะเทวา ขะมามิหัง
สุจิตโต พุทธัง ธัมมัง สังฆัง “

 

**คาถาแคล้วคลาดของ พระครูวิหารกิจจานุการ (ปาน โสนนฺโท) วัดบางนมโค จ.พระนครศรีอยุธยา


สิ่งที่ควรทำเมื่อออกรถใหม่…


หลังจากที่ไหว้แม่ย่านางแล้ว สิ่งที่ควรทำเมื่อออกรถใหม่ ได้แก่…


1. เพิ่มความมงคล ด้วยการนำรถให้พระเจิม ปิดทอง พรมน้ำมนต์ เป็นต้น

2. ไม่ควรนำรถเข้าสถานที่เสื่อมหรืออโคจรในวันแรก เช่น บาร์ เธค ผับ อาบอบนวด ฯลฯ

3. เวลาจับพวงมาลัย ก่อนจะออกรถทุกครั้ง ควรท่องคาถาว่า สุจิตโต แปลว่า ไปดี

4. ขับรถตามกฎจราจร เช่น เมาแล้วห้ามขับ

 

 

อ่านบทความที่น่าสนใจ

อัพเดท : 25 มกราคม 2566

อันตราย!! หาก จับพวงมาลัยผิดวิธี

อย่าทำ!

อาจเป็นอันตรายมากกว่าที่คุณคาดคิด…
การจับพวงมายัยที่ผิดวิธีอาจนำมาซึ่งเรื่อง “ใหญ่” กว่าที่คุณคิด บางทีอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุเล็กน้อยไปจนถึงร้ายแรงได้ ในขณะที่การจับพวงมาลัยที่ถูกวิธีนั้น จะช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุได้ ทั้งยังทำให้คุณสามารถควบคุมการขับขี่ได้ดี ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ …

วิธี จับพวงมาลัยผิดวิธี

 

การ จับพวงมาลัยผิดวิธี คือ การหงายมือ และสอดมือเข้าไปในพวงมาลัย ด้วยเหตุที่มันรู้สึกบังคับเลี้ยวง่ายกว่า เบากว่า แต่หากรถเกิดการสะดุดอย่างแรงและก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้

 

วิธีจับพวงมาลัยที่ถูกต้อง

 

1. จับในตำแหน่ง 3 และ 9 นาฬิกา ซึ่งแขนจะงออยู่เล็กน้อย และเพียงพอที่จะหมุนพวงมาลัยได้จนครบรอบ

 

2.ไม่ควรจับพวงมาลัยแน่นเกินไป เนื่องจากจะทำให้เกิดการเมื่อยล้า ควรจับแบบสบายๆ แต่ถ้าอยู่ในความเร็วสูงหรือกำลังขับรถขณะที่ฝนตก ให้เพิ่มน้ำหนักในการจับพวงมาลัยให้มากขึ้นเล็กน้อย ทั้งนี้เพื่อให้การควบคุมพวงมาลัยในการทรงตัวของรถมั่นคงขึ้น อย่างไรก็ตามแนะนำให้ฝึกหมุนพวงมาลัยครึ่งรอบจากตำแหน่งล้อตรง ไม่ให้มือหลุดจากพวงมาลัย เพื่อให้จับพวงมาลัยได้มั่นคงมากขึ้นนั่นเอง

 

3. ห้ามขับรถมือเดียวเด็ดขาด!! เพราะอาจทำให้รถเสียการทรงตัว จนเกิดอุบัติเหตุได้ ยกตัวอย่างเช่น กรณีเส้นทางขรุขระ มีหลุม บ่อ และเศษหิน ดังนั้น จับพวงมาลัยด้วย 2 มือ และจับให้ถูกวิธีจะดีที่สุด

 

แม้จะเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ทำตามไว้ก็ไม่เสียหายครับ เพื่อช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้นั่นเองครับ

 

สายพานสายพาน

 

 


เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ

อัพเดท : 17 มกราคม 2566

รถยนต์ซดน้ำมัน มากกว่าปกติ…เกิดจากอะไร

สิ้นเปลือง

ทำไมรถยนต์ถึงกินน้ำมัน สาเหตุคืออะไร…
อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันและการประหยัดน้ำมันรถยนต์เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น พฤติกรรมการขับขี่ สภาพการจราจรและเครื่องยนต์ เป็นต้น ซึ่งผู้ขับขี่สามารถตรวจสอบอาการของรถเหล่านี้ได้ง่ายๆ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ จะทำให้รถของคุณซดน้ำมันมากกว่าปกติหรือไม่…

สาเหตุที่ทำให้ รถยนต์ซดน้ำมัน มากกว่าปกติ

 

1. สิ่งที่ต้านการหมุนของล้อ เช่น ลมยางอ่อน หรือยางเสียรูปม เบรกติดม ลูกปืนล้อติดขัด, ศูนย์ล้อไม่ถูกต้อง

2. เครื่องยนต์ทำงานได้ไม่เต็มที่ เช่น กรองอากาศสกปรกอุดตัน , ระบบจุดระเบิดมีปัญหา, ส่วนผสมอากาศกับน้ำมันไม่ถูกต้อง, เครื่องยนต์หลวม

3. น้ำหนักบรรทุกที่เพิ่มขึ้น เช่น จำนวนผู้โดยสารและการเก็บสิ่งของไว้ในรถที่ทำให้รถมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น

 

เทคนิคการขับรถให้ประหยัดน้ำมัน

 

1.ไม่เหยียบเบรกกะทันหัน

การเหยียบเบรกบ่อยๆ จะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมัน และส่งผลเสียต่อเครื่องยนต์ โดยเฉพาะยางรถยนต์และผ้าเบรกที่อาจสึกหรอก่อนเวลา

 

2.ใช้ความเร็วคงที่หรือประมาณ 60-90 กิโลเมตร/ชั่วโมง

ควรขับรถด้วยความเร็วคงที่และสม่ำเสมอจะช่วยทำให้ประหยัดน้ำมันได้ โดยใช้ความเร็วคงที่ประมาณ 60-90 กิโลเมตร/ชั่วโมง

 

3.ตรวจเช็กเครื่องยนต์เป็นประจำ

การตรวจเช็กเครื่องยนต์เป็นประจำ ช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้ถึง 3-9 % โดยสามารถตรวจสอบได้ตามคู่มือรถยนต์ เช่น ตรวจเช็กไส้กรองอากาศ ระบบระบายความร้อน หัวเทียนเสื่อมสภาพหรือไม่ การจุดระเบิดและการเผาไหม้ของเชื้อเพลิง เป็นต้น

 

4.เช็กลมยางให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
ลมยางที่อยู่ในระดับเหมาะสมจะช่วยประหยัดน้ำมัน แต่ถ้าลมยางอยู่ในระดับไม่เหมาะสมจะส่งผลทำให้มีอายุการใช้งานที่สั้นลง

 

5.ไม่บรรทุกหนักจนเกินไป
การบรรทุกหนักจะทำให้เกิดการกินน้ำมันที่มากกว่าปกติ ฉะนั้นจึงควรบรรทุกเฉพาะสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น จะช่วยให้รถประหยัดน้ำมันได้

 

6.เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องตามกำหนด
รถยนต์ที่เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องตามกำหนด อัตราสิ้นเปลืองจะน้อยกว่ารถที่ไม่ค่อยได้เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเป็นเวลานาน

 

เติมน้ำมันผิด
เติมน้ำมันผิด

 

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ

อัพเดท : 22 ธันวาคม 2565

อาการที่บ่งบอกว่า ไดชาร์จ กำลังมีปัญหา

ระวัง!!

ปล่อยไว้ไม่ดีแน่ รถพัง ทั้งยังเสียตังเยอะ…
ไดชาร์จ ทำหน้าที่ เป็นตัวปั่นไฟให้เข้าไปเก็บในแบตเตอรี่ และในขณะที่เครื่องยนต์ทำงาน ไดชาร์จจะทำการปั่นและกระจายกระแสไฟฟ้าไปยังส่วนต่างๆ ของรถยนต์ ถ้าไดชาร์จเกิดเสียขึ้นมา จะทำให้ไม่มีตัวปั่นไฟเพื่อไปใช้ในรถยนต์ ส่งผลทำให้รถยนต์สตาร์ตไม่ติดได้

อาการที่บ่งบอกว่า ไดชาร์จ กำลังมีปัญหา

1. ไฟเตือนรูปแบตเตอรี่ขึ้นบนหน้าปัด ควรนำรถเข้าศูนย์เพื่อตรวจเช็กให้ละเอียด
2. อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงานผิดปกติ ไฟภายในสว่างน้อยลง ระบบปรับอากาศไม่ค่อยเย็น
3. การบังคับเลี้ยวพวงมาลัยเริ่มอืดขึ้น
4. สตาร์ตรถ มีเสียงลากยาวผิดปกติ
5. เกิดเสียงดัง เสียงหอน จากไดชาร์จ

 

สิ่งที่ควรระวัง

เมื่อเกิดอาการแจ้งเตือน ไดชาร์จ พัง หรือมีไฟรูปแบตเตอรี่โชว์บนหน้าปัด ควรรีบนำรถเข้าเช็กสภาพไดชาร์จ และระบบไฟโดยเร็ว และควรปิดระบบไฟต่างๆ เช่น แอร์ เพื่อเซฟไฟให้พอใช้ระหว่างที่นำรถไปซ่อม ในกรณีนี้หากไดชาร์จอาการเสียรุนแรง อาจทำให้รถดับกลางทางได้ จึงควรระมัดระวังให้มาก

 

วิธีตรวจสอบว่า “ไดชาร์จ” มีปัญหาหรือไม่

หากรถยนต์ของคุณเกิดอาการแบตเตอรี่หมดไว ทั้งๆ ที่เพิ่งเปลี่ยนใหม่ สามารถตรวจสอบได้ดังต่อไปนี้ครับ..

– ทำการติดเครื่องยนต์
– ถอดขั้วแบตเตอรี่ขั้วลบออก ถ้าเครื่องยนต์ยังทำงานปกติ แสดงว่าไดชาร์จเป็นปกติ
– แต่ถ้าถอดขั้วแบตเตอรี่ขั้วลบออก แล้วเครื่องยนต์ดับ หมายความว่าไดชาร์จผิดปกติหรือเสีย ต้องรีบนำไปเข้าศูนย์บริการ เพื่อให้ช่างทำการแก้ไขโดยด่วนครับ

 

สายพานสายพาน

 

 

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ