อัพเดท : 14 ตุลาคม 2564

ขับข้ามแยกห้ามเปิด ไฟฉุกเฉิน เด็ดขาด!!

อย่าหาทำ!!

อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุต่อคุณและผู้อื่นได้…
เวลาขับรถข้ามแยก จริงๆแล้วห้ามเปิดไฟฉุกเฉินเด็ดขาด อันตรายมาก !! เนื่องจากไฟฉุกเฉินมีไว้สำหรับ..รถที่จอดเสียไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ตามพรบ.จราจร มาตรา 9 เพราะฉะนั้นไฟฉุกเฉินสามารถใช้ได้ในกรณีรถเสียที่จอดอยู่กับที่เท่านั้น

ตาม พรบ.จราจร มาตรา 9 และกฎกระทรวงข้อ 11 กฎหมายกำหนดให้ใช้ ไฟฉุกเฉิน เฉพาะกรณีรถเสียที่จอดอยู่กับที่เท่านั้น

 

วิธีที่ผิด 

การเปิดไฟฉุกเฉินขณะข้ามแยกจะทำให้รถที่มาทางซ้าย-ขวา เห็นไฟกระพริบเพียงข้างเดียวเท่านั้น และทำให้เข้าใจผิดว่ารถคันนั้นจะเลี้ยวเป็นบ่อเกิดของอุบัติเหตุ

 

วิธีที่ถูกต้อง

วิธีขับรถข้ามทางแยก แค่มองซ้ายมองขวาให้ดีเมื่อเห็นว่าอยู่ในระยะที่ปลอดภัยแล้วก็ขับข้ามทางแยกไปเลย โดยไม่เปิดไฟฉุกเฉิน

 

ข้อควรปฎิบัติในขณะที่กำลังขับรถข้ามแยก

1.ใช้ความเร็วต่ำ และเปิดไฟหน้า
2.ไม่เปลี่ยนช่องทางหากไม่จำเป็น และไม่ขับรถชิดคันหน้าจนเกินไป
3.ไม่เปิดไฟสูง เพราะรบกวนสายตารถคันอื่นและตัวเองอีกด้วย
4.หมั่นตรวจเช็คอุปกรณ์ส่องสว่างให้ใช้งานได้ปกติ

 

สาระควรรู้ !!

  • กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แนะวิธีใช้สัญญาณไฟอย่างถูกวิธี
    เปิดใช้ไฟฉุกเฉินเมื่อรถจอดเสียบนถนน หรือริมไหล่ทาง เพื่อเตือนให้ผู้ขับขี่รถคันอื่นเพิ่มความระมัดระวัง
  • เปิดไฟตัดหมอกเมื่อขับรถผ่านเส้นทางที่มีทัศนวิสัยไม่ดี และปิดไฟตัดหมอกเมื่อมีรถขับสวนทางมาในระยะ 150 เมตร
  • ไฟสูงควรเปิดใช้กรณีขับผ่านเส้นทางที่มืดมาก เมื่อมีรถขับสวนทางมาให้เปลี่ยนมาใช้ไฟปกติ **ไฟเลี้ยวควรเปิดใช้ก่อนเปลี่ยนช่องทาง หรือเลี้ยวรถในระยะไม่ต่ำกว่า 60 เมตร จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ และเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง

 

สายพานสายพาน

 

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ

อัพเดท : 14 ตุลาคม 2564

แบตหมด สตาร์ทไม่ติด จั๊มแบต ยังไง?

วิธีพ่วงแบต

ทำอย่างไรให้ถูกต้องและปลอดภัยที่สุด…
สายจั๊มแบตเป็นอุปกรณ์จำเป็นที่ควรมีติดรถไว้ เพราะไม่รู้ว่าขับรถอยู่ดีๆ แล้วแบตเตอรี่เสื่อมขึ้นมา รถคุณอาจเกิดการดับกลางอากาศ รถเสีย สตาร์ทไม่ติดก็เป็นได้ การจั๊มแบตจะช่วยให้รถของคุณไปต่อได้ ก่อนรีบนำเข้าศูนย์บริการเพื่อทำการตรวจเช็ก

วิธีการ จั๊มแบต รถยนต์ที่ถูกวิธี…

1. ต่อสายสีแดงที่ขั้ว (+) ของคันที่ใช้งานได้กับคันที่แบตหมด
2. ต่อสายสีดำที่ขั้ว (-) ของคันที่ใช้งานได้ ส่วนคันที่แบตหมดให้ต่อกับน๊อตของเครื่องยนต์
3. สตาร์ทรถคันที่ใช้งานได้เรื่องเครื่องเล็กน้อย
4. สตาร์ทรถคันที่แบตหมดแล้วลองเร่งเครื่องจนแน่ใจว่าเครื่องไม่ดับ
5. ถอดสายบริเวณหมายเลข 4-3-2-1 ตามลำดับ

 

ข้อควรระวังสำหรับการพ่วงแบตเตอรี่รถยนต์

👉  ห้ามสตาร์ทเครื่องยนต์ของรถทั้ง 2 คันพร้อมกันเด็ดขาด! เพราะจะทำให้เกิดประกายไฟเสี่ยงต่อการระเบิดได้ ซึ่งอันตรายมาก
👉  ระวังไม่ให้สายจั๊มหรือสายพ่วงแบตรถต่างสีมาสัมผัสกันโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้ไฟฟ้าลัดวงจรได้

 

การดูแลรักษาแบตเตอรี่

1. ทำความสะอาดสายไฟ ทั้งบวกลบ และแบตเตอรี่ด้วยน้ำอุ่น และเช็ดให้แห้งอยู่เสมอ
2. ตรวจเช็คทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่ และทาด้วยวาสลิน เพื่อป้องกับคราบขี้เกลือ
3. ตรวจเช็คน้ำกลั่นสม่ำเสมอ ไม่ปล่อยให้น้ำแห้ง
4. ไม่เติมน้ำกลั่นให้เกินกว่าขีดสูงสุด และต่ำกว่าขีดต่ำสุด
5. ตรวจวัดระดับกระแสไฟแบตเตอรี่อย่างสม่ำเสมอ

 

สายพานสายพาน

 

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ

อัพเดท : 10 ตุลาคม 2564

ตัวเลข มีผลยังไงกับรถคุณ?

เลขกับรถ

การเลือกตัวเลขมีอิทธิพลบางอย่างกับรถ
เคยสงสัยไหมครับว่าทำไม “ตัวเลข” เวลาถอยรถใหม่ หลาย ๆ คนจึงอยากได้ป้ายทะเบียนสวย ๆ มันมีดีอะไรอย่างนั้นหรือ หรือแค่มีไว้เก๋ ๆ เท่ ๆ เพราะเลขงาม ๆ โดยเฉพาะหมายเลขเดียวล้วนนั้น ช่วยประดับบารมี ทำให้ดูหรูหราและมีฐานะจริงไหม ??

ตัวเลข มันมีความหมายมากกว่าที่เราคิดครับ เพราะนักโหราศาสตร์หลายคนบอกว่า ตัวเลขทะเบียนรถ จะมีอำนาจ และมีอิทธิพลบางอย่าง ซึ่งก่อให้เกิดผลโดยตรงแก่เจ้าของ หรือผู้ขับขี่ ไม่ใช่แค่มีเลขสวย ๆ ไว้เพื่อแสดงถึงฐานะเท่านั้น ซึ่งบางทีป้ายทะเบียนรถเลขดีสวยหรู อาจไม่มีผลอะไรเลยครับ ถ้าเลขนั่นไม่มีความหมายหรือเป็นตัวเลขที่ไม่ดี ด้วยเหตุนี้บางคนจึงต้องเลือกทั้งตัวเลขที่ดีและสวยด้วย…..เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลนั่นเอง

 

ในทางโหราศาสตร์ไทยถือว่าตัวเลข คือ ดาวพระเคราะห์ ถ้าเราทราบความหมายของดาวพระเคราะห์ ก็จะรู้ถึงความหมายของเลขตัวนั้นด้วย ซึ่งมีดังต่อไปนี้ 1 อาทิตย์ 2 จันทร์ 3 อังคาร 4 พุธ 5 พฤหัส 6 ศุกร์ 7 เสาร์ 8 ราหู 9 พระเกตุ และ 0 มฤตยู

 

ตัวเลข 3, 7 และ 0 นับเป็นเลขร้าย ตามความหมาย 3 หมายถึง การทะเลาะเบาะแว้ง 7 คือ ความทุกข์ยาก 0 ได้แก่ อุบัติเหตุ ความสูญเสียต่าง ๆ ทั้งนี้บางตำราก็มองว่า เลข 8 ถือเป็นเลขร้ายเช่นกัน เพราะหมายถึง ราหู แต่บางตำราที่อิงหลักการตะวันตกมีความเชื่อว่า เลข 8 เป็นเลขแห่งความร่ำรวย ทำให้คนฝรั่ง ต่างประเทศนิยมกันมาก รวมไปถึงคนจีนด้วย เพราะหมายเลข 8 เป็นหมายเลขมงคลของเขา แต่คนไทยเชื้อสายจีนบางคนมักจะไม่ชอบเลข 4 เพราะออกเสียงคล้ายกับ “ซี้แหงแก๋” นั่นเองครับ

 

ความหมายของหมายเลขอื่น ๆ

 

1 หมายถึง ความเป็นใหญ่ และชื่อเสียง
2 หมายถึง ความมีเสน่ห์ คล่องแคล่ว และค้าขายเจริญ
4 หมายถึง การเจรจาติดต่อทั่วไปดี
5 หมายถึง ความมีศีล และคุณธรรม
6 หมายถึง เงินทอง และความสวยงาม
9 หมายถึง การเดินทางไกล อยู่ไม่ติดที่

 

 

 

อ่านบทความที่น่าสนใจ

อัพเดท : 5 ตุลาคม 2564

เค.มอเตอร์ส มอบเงิน 2 ล้านบาท คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สมทบทุน

สนับสนุนวิสาหกิจเพื่อปรโยชน์ทางด้านการแพทย์
บริษัท โตโยต้า เค.มอเตอร์ส ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด ร่วมเป็นหนึ่งในการสนับสนุนและสมทบทุน เพื่อช่วยเหลือและพัฒนาด้านการแพทย์ มอบเงินจำนวน 2 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อประโยชน์คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เค.มอเตอร์ส

 

คุณจิรเดช สมภพรุ่งโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท โตโยต้า เค.มอเตอร์ส ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด เป็นตัวแทนคณะผู้บริหาร มอบเงินจำนวน 2,000,000 บาท เพื่อสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อประโยชน์คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ คณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ผศ.นพ.นครินทร์ ศิริทรัพย์ ภาควิชา สูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา เป็นผู้รับมอบ ณ สำนักงานคณบดี อาคารอานันทมหิดล ชั้น 6 รพ.จุฬาลงกรณ์

 

อัพเดท : 15 กันยายน 2564

เบรกมือไฟฟ้า ใช้งานอย่างไร ให้ถูกวิธี ?

วิธีใช้งาน

ข้อดี ข้อเสีย และข้อควรระวัง…
เบรกมือไฟฟ้ากลายเป็นอุปกรณ์พื้นฐานของรถยนต์ยุคใหม่ในปัจจุบัน ซึ่งใช้งานง่ายกว่าเบรกมือแบบเดิมอย่างมาก โดยไม่ต้องกดปลดล็อคก่อน แล้วจับเบรกมือด้ามยาวๆ ดันขึ้นดันลง บางครั้งปุ่มล็อคติดขัดใช้เบรกมือไม่ได้ก็มี…

แต่สำหรับ ” เบรกมือไฟฟ้า ” แล้วการใช้งานแสนง่าย เพียงแค่กดหรือดึงปุ่มสวิทช์เบาๆ เท่านั้น ระบบเบรกมือไฟฟ้าก็ทำงานทันทีครับ ระบบเบรกมือไฟฟ้าเพียงแค่กดปุ่มให้ตัวระบบทำงานตัวรถก็จะถูกหยุดนิ่งด้วยแรงกระทำ จะมีสัญลักษณ์ตัว (P) ที่ตัวปุ่มเมื่อมีการเปิดใช้งานสำหรับเบรกมือไฟฟ้า จะมีอีกระบบที่ใช้ทำงานควบคู่กันคือ ปุ่ม Auto Hold /Brake Hold เมื่อต้องการจอดรถแบบชั่วคราวหรือจอดติดไฟแดงเพียงแค่หยุดรถให้นิ่งสนิท ระบบจะทำการเบรกค้างเอาไว้อัตโนมัติ แต่นี่คือเบื้องต้นพื้นฐานของการทำงานระบบดังกล่าว ระบบการทำงานอาจจะมีการแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับการดีไซน์จากทางผู้ผลิตรถยนต์ครับ

 

ข้อดีของเบรกมือไฟฟ้า

  • ระบบเบรกมือไฟฟ้ามีกำลังเบรกสูง เพียงกดปุ่มให้ตัวระบบทำงาน รถก็จะหยุดนิ่งด้วยแรงกระทำสูงสุด หมดกังวัลว่ารถจะเคลื่อนที่
  • ปัญหาลืมปลดเบรกมือจะหมดไป เพราะทันทีที่เข้าเกียร์ D หรือ R พร้อมกับเหยียบคันเร่ง เบรกมือไฟฟ้าจะทำการปลดการทำงานให้อัตโนมัติ
    เบรกมือไฟฟ้ามีระบบช่วยเหยียบเบรก หรือ Auto Hold/ Brake Hold เมื่อขับรถแล้วเบรกจนหยุดนิ่ง ระบบจะทำการเหยียบเบรกค้างไว้ให้

ข้อเสียของเบรกมือไฟฟ้า

  • กรณีคนที่มีรถหลายคันอาจเกิดการสับสนในการใช้งาน เพราะต้องสลับไปมาระหว่างรถเบรกมือปกติ และเบรกไฟฟ้า เพราะคิดว่ามีระบบช่วยเบรก
  • ค่าบำรุงรักษาค่อนข้างสูง เพราะทำงานด้วยนะบบไฟฟ้า จึงมีความซับซ้อนและยุ่งยาก ทำให้ใช้เวลาในการตรวจสอบค่อนข้างนาน

สิ่งที่ต้องระวังเมื่อใช้งาน Auto Hold /Brake Hold

  • ควรระวังในการเหยียบคันเร่ง เพราะรถจะพุ่งไปในทันที และควรหมั่นตรวจสอบให้แน่ใจว่าระบบ Auto Hold /Brake Hold ติดและทำงานอยู่หรือไม่
  • หากเจอสถานการณ์ที่ทำให้ต้องขับรถแบบขับๆ หยุดๆ อาจทำให้รถเกิดการกระชาก ทั้งนี้เพราะถ้าใช้ระบบ Auto Hold /Brake Hold อยู่ รถจะหยุดนิ่งไม่เคลื่อนที่ ผู้ใช้รถจึงต้องต้องเหยียบคันเร่ง เพื่อให้รถเคลื่อนที่ ทำให้ไม่สะดวกในการขับขี่

 

สายพานสายพาน

 

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ