อัพเดท : 15 กันยายน 2564

ยกใบปัดน้ำฝน ตอนจอดรถกลางแดด ช่วยยืดอายุได้จริงเหรอ?

ยืดหรือพัง!

วิธีช่วยยืดอายุการใช้งานใบปัดน้ำฝน…
การยกหรือไม่ยกจึงไม่ต่างกัน เพราะไม่ว่ายังไงใบปัดน้ำฝนก็ยังได้รับความร้อนจากแสงแดดอยู่ดี แต่การเลือกสถานที่จอดในร่มก็อาจจะลดความเสื่อมสภาพได้ไม่มากก็น้อย

ช่วงนี้อยู่ในฤดูฝนแล้วก็จริง แต่ก็ยังร้อนและแดดแรงมากๆ แทบจะละลาย ซึ่งความจริงแล้วการยก ใบปัดน้ำฝน ขึ้นไม่ได้ช่วยยืดอายุการใช้งานอย่างที่เข้าใจ ใบปัดน้ำฝน มีการเสื่อมสภาพเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว โดยจะมีอายุการใช้งานประมาณ 1 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับยี่ห้อวัสดุหรือการดูแลรักษา ดังนั้นการยกหรือไม่ยกจึงไม่ต่างกัน เพราะไม่ว่ายังไงใบปัดน้ำฝนก็ยังได้รับความร้อนจากแสงแดดอยู่ดีครับ แต่การที่เลือกสถานที่จอดในร่มก็อาจจะลดความเสื่อมสภาพได้ไม่มากก็น้อย ในขณะเดียวกันถ้ายกที่ปัดน้ำฝนค้างไว้เป็นเวลานาน จะทำให้สปริงที่ยึดใบปัดให้แนบชิดสนิทกับกระจก เกิดการยืดตัว สปริงล้า ส่งผลให้แรงกดลงบนกระจกน้อยลง และทำให้ปัดน้ำฝนไม่เกลี้ยง

 

ใบปัดน้ำฝนเมื่อใช้งานใบนานๆ หากมีอาการดังขณะปัดน้ำฝน จะต้องดูว่าเสียงที่ดังเกิดจากตรงไหนบ้าง เช่น ตัวมอเตอร์ลูกหมากคันชัก แขนปัดน้ำฝน หรือ การสั่นขณะปัดน้ำฝนที่กระจก อาการมอเตอร์และลูกหมากรางปัดอาจทำการหล่อลื่นด้วยการทาจาระบี ส่วนถ้าเกิดจากการปัทน้ำฝน ลองทำความสะอาดผิวหน้ากระจก เช่น น้ำยาขัดทำความสะอาดกระจก หรือใช้น้ำยาล้างกระจกใส่ในหม้อฉีดน้ำกระจกอาจช่วยได้ ทางศูนย์บริการมีน้ำยาทำความสะอาดจำหน่ายอยู่ครับ

 

การดูแลรักษาใบปัดน้ำฝน หากมีการฉีกขาด แข็งกรอบ หรือปัดน้ำฝนไม่เกลี้ยง ควรทำการเปลี่ยนทันที ซึ่งการใช้ใบปัดน้ำฝนที่ถูกวิธีคือ ไม่ใช่ในขณะที่กระจกแห้ง เพื่อปัดฝุ่นละอองต่างๆ เพราะจะทำให้คมของยางสึก หากจะใช้งานใบปัดน้ำฝนควรฉีดน้ำใส่กระจกก่อนเสมอ และควรหมั่นทำความสะอาดใบปีดน้ำฝนอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง โดยการใช้ผ้าชุบน้ำบิดให้หมาด แล้วเช็ดตามความยาวของใบปัดน้ำฝนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน หากไม่เช็ดฝุ่นออกก่อนเปิดใช้งานใบปัดน้ำฝนจะทำให้เศษฝุ่นอาจเกิดการกดกับกระจกจนยางฉีกเป็นรอยทำให้การปัดน้ำฝนบนกระจกไม่เกลี้ยงได้

 

สายพานสายพาน

 

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ

 

อัพเดท : 1 กันยายน 2564

เวลารถติดไฟแดง ต้องใช้เกียร์อะไรกันแน่?

เกียร์ไหนดี

เวลารถติดต้องใช้ “เกียร์” ไหนให้ถูกต้อง…
สถานการณ์ “รถติด” พบเจอบ่อยๆ ในเมืองไทย เป็นปัญหาที่หลีกเลี่ยงยาก ไม่ว่าจะลัดเลาะไปเส้นทางไหนก็หนีไม่พ้นการติดแหง็กอยู่บนท้องถนน 1 ชั่วโมง 2 ชั่วโมง แล้วแต่สภาพการจราจร อากาศ และจำนวนรถบนท้องถนน

สถานการณ์ “รถติด” พบเจอบ่อยๆ ในเมืองไทย เป็นปัญหาที่หลีกเลี่ยงยาก ไม่ว่าจะลัดเลาะไปเส้นทางไหนก็หนีไม่พ้นการติดแหง็กอยู่บนท้องถนน 1 ชั่วโมง 2 ชั่วโมง แล้วแต่สภาพการจราจร อากาศ และจำนวนรถบนท้องถนน

หลายคนยังทำตัวไม่ถูกเมื่อต้องเจอเหตุการณ์การจอดนิ่งเป็นนานๆ เวลารถติด ควรใช้หรือไม่ใช้เกียร์ไหน จะได้ประหยัดน้ำมัน ไม่เสี่ยงรถพังหรือเกิดไหลไปชนรถคันอื่น เมื่อเจอสถานการณ์แบบนี้ ลองนำเทคนิคเหล่านี้ลองไปใช้ในเหตุการณ์จริงดูครับ

 

ก่อนอื่นต้องประเมินสถานการณ์และดูจากสถานการณ์ว่ารถจะติดนานแค่ไหน

– ถ้าติดไฟแดงไม่ถึง 1 นาที หรือการจราจรเคลื่อยที่ช้าๆ สลับกันหยุดเป็นช่วงๆ เข้าเกียร์ D แล้วเหยียบเบรกไว้ได้
– ถ้าติดไฟแดงนานกว่า 1 นาที ควรเข้าเกียร์ N แล้ว ดึงเบรกมือขึ้น เพื่อป้องกันรถไหล

 

เมื่อรถติดไฟแดง ไม่ควรใส่เกียร์ P เด็ดขาด!!

*การเข้าเกียร์ P เป็นการล็อคชุดเกียร์ไว้ เมื่อถูกชนท้ายอาจทำให้ระบบเกียร์พัง และมีค่าซ่อมแพง
*การเปลี่ยนเกียร์ P มาเป็น D บางครั้งคนขับอาจไม่ทันระวังแล้วเข้าเกียร์ผิดเป็นเกียร์ R แทน เมื่อเหยียบคันเร่งรถจะวิ่งถอยหลังอาจทำให้ชนกับรถคันท้ายได้

 

เทคนิคการใช้เกียร์ออโต้ที่จะช่วยให้คุณประหยัดและปลอดภัยในการขับขี่มากยิ่งขึ้น

– ตำแหน่ง P สำหรับใช้จอดรถบริเวณที่ลาดชันหรือจอดรถโดยไม่กีดขวางรถคันอื่น
– ตำแหน่ง R ใช้เวลารถถอยหลัง เป็นตำแหน่งที่อันตรายมากที่สุด เวลาใช้ให้เหยียบเบรกทุกครั้งที่เข้าเกียร์ เพื่อให้รถค่อยๆ ถอยหลังช้าๆ
– ตำแหน่ง N เป็นตำแหน่งเกียร์ว่าง ใช้สำหรับการหยุดรถชั่วคราวหรือจอดรถในตำแหน่งที่กีดขวางเส้นทางจราจ -ตำแหน่ง D ใช้เวลาขับรถเดินหน้าปกติ
– ตำแหน่ง 2 ใช้เมื่อขับรถขึ้นทางลาดชันที่ไม่สูงมาก สามารถใช้ความเร็วได้พอสมควร
– ตำแหน่ง L ใช้ความเร็วต่ำ สำหรับการขับขี่ขึ้นทางลาดชันที่สูงมาก

 

สายพานสายพาน

 

 

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ

อัพเดท : 23 สิงหาคม 2564

ขับรถเกียร์ออโต้ ต้องใช้กี่เท้า??

ใช้เท้าไหนดี

วิธีขับกียร์ออโต้ที่ถูกต้องควรใช้กี่เท้า…
สำหรับผู้ที่เปลี่ยนจากการขับรถเกียร์ธรรมดามาขับรถเกียร์ออโต้ อาจมีความสับสนว่าจะต้องใช้กี่เท้าในการขับรถกันแน่ ในการขับรถยนต์เกียร์ธรรมดามักจะคุ้นชินกับการขับ 2 เท้า โดยการใช้เท้าซ้ายในการควบคุมแป้นคลัทช์ และเท้าขวาใช้สลับกันไปมาระหว่างแป้นคันเร่งและเบรก

สำหรับผู้ที่เปลี่ยนจากการ ขับรถเกียร์ธรรมดา มา ขับรถเกียร์ออโต้ อาจมีความสับสนว่าจะต้องใช้กี่เท้าในการขับรถกันแน่ ในการขับรถยนต์เกียร์ธรรมดามักจะคุ้นชินกับการขับ 2 เท้า โดยการใช้เท้าซ้ายในการควบคุมแป้นคลัทช์ และเท้าขวาใช้สลับกันไปมาระหว่างแป้นคันเร่งและเบรก


แต่สำหรับรถยนต์เกียร์ออโต้นั้นจะมีเพียง 2 แป้น คือ แป้นคันเร่ง และแป้นเบรก ไม่แนะนำให้ใช้เท้าขวาเหยียบคันเร่ง และใช้เท้าซ้ายเหยียบเบรกนะครับ เพราะจะทำให้มีโอกาสที่ผู้ขับขี่จะเหยียบแป้นคันเร่งและแป้นเบรกไปพร้อมๆ กัน จะเห็นได้จากที่รถบางคันมีไฟเบรกสว่างขึ้นค้างไว้ตลอด แม้ว่ารถจะเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเรื่อยๆ ซึ่งเป็นอันตรายต่อรถที่วิ่งตามมาข้างหลัง เนื่องจากไม่ทราบแน่ชัดว่ารถมีการเบรกเกิดขึ้นหรือไม่ครับ ทางที่ดีเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ควรใช้เท้าขวาเพียงเท้าเดียว ในการควบคุมคันเร่งและเบรกจะได้ไม่มีปัญหาในการควบคุมความเร็วของตัวรถครับ


เหตุผลที่ขับรถเกียร์ออโต้แล้วควรใช้ “เท้าขวา” เท้าเดียว เพราะ …

 

1. คนที่คุ้นเคยกับการขับรถเกียร์ธรรมดา หรือคนที่ถนัดใช้ทั้ง 2 เท้า หากเผลอใช้น้ำหนักเท้าซ้ายกดลงไปที่แป้นเบรกเพียงนิดเดียว ไฟเบรกท้ายอาจสว่างค้าง ทำให้รถคันหลังเข้าใจผิด เมื่อจำเป็นต้องชะลอความเร็วจริงๆ รถคันหลังจึงไม่อาจรู้ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้


2. ในสถานการณ์ฉุกเฉิน คนที่ถนัดใช้ทั้ง 2 เท้า อาจเผลอใช้เท้าเหยียบคันเร่งแทนที่จะเหยียบเบรกแทน ในทางกลับกันเมื่อต้องเหยียบเบรก คุณอาจเหยียบคันเร่งแทนได้ เกิดจากการสับสนและอาจคิดไม่ทันว่าจะต้องทำอะไรก่อนดีนั่นเอง


3. กรณีที่เผลอเหยียบเบรกค้างไว้ขณะขับรถ จะทำให้ผ้าเบรกแตะกับจานเบรกเสียดสีกัน เกิดความร้อนสูง ผ้าเบรกหมดไวกว่าปกติ และรถยังเร่งไม่ขึ้น

 

 

สายพานสายพาน

 

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ

อัพเดท : 20 สิงหาคม 2564

ทริคการใช้งานปุ่ม Push Start

วิธีใช้

เทคนิคการรใช้งานที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน
รู้หรือไม่ปุ่ม Push Start เป็นได้มากกว่าการใช้สตาร์ทหรือปลดล็อครถยนต์!! การกดปุ่ม Push Start สามารถสั่งการให้ระบบภายในรถยนต์ใช้งานได้ ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้คุณได้อย่างเต็มที่ มาดูกันว่ามีเทคนิคการใช้ Push Start แบบง่ายๆ อะไรบ้าง

ทริคการใช้งาน ปุ่ม Push Start

 – หากกด ปุ่ม Push Start 1 ครั้ง เทียบเท่ากับการบิดกุญแจไปที่ ACC สามารถเปิดวิทยุฟังเพลงได้ โดยเครื่องยนต์ยังจะไม่มีการสตาร์ทเกิดขึ้น

 – หากกด ปุ่ม Push Start 2 ครั้ง (เป็นการกดครั้งที่ 2 จากรอบแรก) เทียบเท่ากับการบิดกุญแจไปที่ ON สามารถใช้งานระบบไฟฟ้าของรถได้ เช่น ใช้งานกระจกไฟฟ้าที่ประตู และตรวจเช็คไฟสถานะต่างๆ ได้ที่แผงหน้าปัด

 – หากกด ปุ่ม Push Start ครั้งที่ 3 จะเป็นการปิดระบบไฟ และถ้ามีการเหยียบแป้นเบรคด้วย ก็เทียบเท่ากับการบิดกุญแจสตาร์ทเครื่องยนต์นั่นเอง

*หมายเหตุ : การเปิดด้วยการเหยียบเบรกแล้วกดสตาร์ททันที จะทำให้ระบบทำงานพร้อมกันทั้งหมด


ในกรณีที่กดปุ่ม Push Start โดยไม่เหยียบเบรก จะเกิดกรณีดังต่อไปนี้…

 

– กด 1 ครั้งไม่เหยียบเบรก ก็จะมีไฟโชว์สถานะขึ้นที่หน้าปัดท์เรือนไมล์
– กดเพิ่มอีก 1 ครั้งเหยียบเบรกเครื่องยนต์จะติด
– และกดอีก 1 ครั้ง เครื่องยนต์จะดับและหยุดการทำงาน

 

หากเผลอโดนปุ่ม Push Start ขณะขับรถจะเกิดอะไรขึ้น!!

 

ถ้าขับรถอยู่ดีๆ แต่มือคุณดันเผลอกดปุ่ม Push Start ไม่ต้องต้องตกใจครับ เพราะถ้ารีบปล่อยออกโดยทันทีจะไม่เป็นอันตราย เนื่องจากไม่ได้ทำให้เครื่องยนต์ดับลง ซึ่งเป็นระบบเชฟตี้ของตัวรถที่ถูกออกแบบไว้แล้ว

แต่หากกดปุ่ม Push Start ค้างไว้ประมาณ 2-3 วินาทีขณะรถวิ่ง (แล้วแต่รุ่นรถ) จะทำให้เครื่องยนต์ดับกลางอากาศ ซึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายมาก เนื่องจากระบบพวงมาลัยพาวเวอร์จะหยุดทำงาน ควบคุมทิศทางได้ยากลำบาก และแป้นเบรกจะกดได้เพียง 1-2 ครั้ง เนื่องจากปั๊มเบรกไม่ทำงานจนอาจนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุได้

 

สายพานสายพาน

 

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ

อัพเดท : 18 สิงหาคม 2564

เส้นจราจร เส้นทึบคู่กับเส้นประแปลว่าอะไร?

เส้นขาวบนถนน

ความหมายของสัญลักษณ์บนท้องถนน
การเดินทางบนท้องถนน การรู้กฎหมายและสัญลักษณ์ทางจราจรเป็นสิ่งสำคัญ เพราะนอกจากความปลอดภัยตัวเองแล้ว ยังเป็นการสร้างระเบียบวินัยในการขับขี่ ไม่ส่งผลกระทบและอันตรายต่อผู้อื่น ซึ่งลักษณะของเส้นขาวบนท้องถนนนั้นสำคัญ ซึ่งแต่ละแบบจะมีความหมายต่างกันออกไป

เส้นจราจร เส้นทึบสีขาวขนานกับเส้นประสีขาว

เส้นทึบสีขาว ขนานกับเส้นประสีขาว คือ เส้นแบ่งทิศทางจราจรห้ามแซงเฉพาะด้าน หมายความว่า รถที่อยู่ทางด้านเส้นทึบห้ามแซงหรือผ่านคร่อมเส้นทึบโดยเด็ดขาด ส่วนรถที่อยู่ทางด้านเส้นประ เมื่อเห็นว่าปลอดภัยอนุญาตให้แซงขึ้นหน้ารถคันอื่นหรือข้ามเส้นดังกล่าวนี้ได้ด้วยความระมัดระวัง

 

เส้นจราจร สีขาวบนท้องถนนอื่นๆ ที่ต้องรู้ !!!

 

1. เส้นจราจรปกติสีขาว คือ ให้ขับด้านซ้าย สามารถเเซงได้เมื่อปลอดภัย

 

เส้นจราจร

    

2. เส้นแบ่งทิศทางจราจรเตือน เป็นเขตทางข้ามแยก เขตห้ามแซง เว้นแต่จะเปลี่ยนเส้นทางเดินรถ ขับข้ามเส้นได้แต่ต้องระวังเป็นพิเศษ

 

เส้นจราจร

 

3. เส้นแบ่งทิศทางจราจรห้ามแซง เมื่อขับบนถนนเลนสวนกันที่พื้นจาจรใช้เส้นทึบเเบบนี้ ห้ามแซงหรือขับรถผ่านคร่อมเส้นโดยเด็ดขาด

 

เส้นจราจร

 

4. เส้นแบ่งทิศทางจราจรห้ามแซงคู่ เส้นทึบคู่สีขาว ขนานกัน คือ ห้ามรถทั้งสองฝั่งขับรถคร่อมเส้นและห้ามแซงเด็ดขาด

 

เส้นจราจร

 

5. เส้นแบ่งช่องเดินรถปกติ เส้นประสีขาวกว้าง 10 ยาว 100 เว้นช่องห่าง 300 เซนติเมตร ห้ามขับคร่อมเส้นหรือทับเส้น เว้นแต่จะเปลี่ยนช่องเดินรถหรือกลับรถเมื่อปลอดภัย

 

เส้นจราจร

 

6. เครื่องหมายเส้นแบ่งช่องเดินรถเตือน คือ เส้นแบ่งช่องเดินรถประเภทเตือนเป็นเส้นประสีขาวกว้าง 10 ยาว 300 เว้นช่องห่าง 100 เซนติเมตร แสดงว่าใกล้ถึงเส้นแบ่งช่องเดินรถ ฉะนั้นห้ามแซงห้ามขับคร่อมเส้นช่องเดินรถ เว้นแต่เปลี่ยนช่องเดินรถ

 

เส้นจราจร

 

7. เส้นแบ่งช่องเดินรถห้ามแซง เป็นเส้นประสีขาวกว้าง 10 เซนติเมตร เมื่อเห็นเส้นนี้ห้ามแซงเด็ดขาด และห้ามขับรถคร่อมเส้นหรือกลับรถ

 

เส้นจราจร

 

8. เส้นขอบทาง เป็นเส้นประสีขาวกว้าง 10 ยาว 30 เว้นช่องห่าง 60 เซนติเมตร ให้ขับรถในช่องจราจรด้านขวาของเส้น

 

เส้นจราจร

 

9. เส้นเเนวหยุด เส้นขวางถนนสีขาวเส้นทึบ หมายถึง ต้องหยุดรถก่อนถึงเส้นขวางทุกครั้ง เพื่อตรวจสอบจังหวะว่างของถนน หากมีคนรอข้ามถนนต้องรอให้เสร็จเรียบร้อย เเล้วค่อยๆ ขับผ่านด้วยความระมัดระวัง

 

เส้นจราจร

 

 10. เส้นให้ทาง เป็นเส้นขวางถนนเเนวประ ขนาดกว้าง 40 ยาว 60 เว้นช่องห่าง 30 เซนติเมตร ให้ชะลอรถเเล้วดูรถที่ออกจากทางร่วม หรือคนเดินให้ผ่านไปก่อน เเล้วค่อยขับผ่านด้วยความระมัดระวัง

 

เส้นจราจร

 

 

สายพานสายพาน

 

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ