อัพเดท : 28 ตุลาคม 2562

รองเท้าติดใต้ “เบรก” หายนะถึงชีวิต ที่คุณคาดไม่ถึง

อันตรายถึงตาย

อย่าเสี่ยง ควรเช็กความพร้อมก่อนออกรถ
จากกระแสข่าว “กระบะซิ่งหลุดโค้งในม.เกษตร เหตุรองเท้าขัดเบรกจนเบรกไม่อยู่!!” เหตุการณ์นี้ถือเป็นอุทาหรณ์ย้อนเตือนคนใช้รถทุกคนครับ…ว่า พยายามอย่าใส่รองเท้าแตะหรือส้นสูงขับรถ หรือนำสิ่งของและถอดรองเท้าไว้ใต้ที่นั่งคนขับโดยเด็ดขาด เพราะหากรองเท้าเข้าไปอยู่ใต้เบรก จะทำให้เราเหยียบเบรกไม่ลง หยุดรถไม่ได้ อาจเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงต่อตนเองและผู้อื่นอย่างที่เป็นข่าวได้

หากเกิดสถานการณ์เช่นนี้ ควรรีบตั้งสติ บังคับพวงมาลัยให้ตรง และดึง เบรก มือเป็นระยะ อย่าดึง เบรก มือค้าง เพราะจะทำให้รถหมุน จนเสียการควบคุม และห้ามใส่เกียร์ว่างเด็ดขาด เพราะรถจะไม่มีแรงดึง ไม่มีแรงเฉื่อย ทำให้รถไหลไปข้างหน้าตามความเร็วของรถ

 

ข้อห้ามเด็ดขาด คือ เรื่องถอดรองเท้าขับรถ เพราะเมื่อเหยียบคันเร่ง หรือเหยียบเบรก เท้าที่สัมผัสเบรกหรือคันเร่ง อาจจะลื่นจนเหยียบพลาด ทำให้ควบคุมรถไม่ได้ อาจจะเกิดอุบัติเหตุได้ในที่สุด แนะนำว่าควรที่จะใส่รองเท้าขับรถ หากจำเป็นต้องวางสิ่งของ หรือจะถอดรองเท้า ก็ควรวางไว้ด้านหลังจะปลอดภัยที่สุด

 

 

เบรก

 

 

นายแพทย์ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) เคยวิเคราะห์เกี่ยวกับเหตุการณ์อุบัติเหตุรถยนต์ ที่เกิดจากรองเท้าหรือวัสดุอื่นๆ เช่น ขวดน้ำ แผ่นยางรองพื้น ไปขัดใต้เบรกหรือคันเร่ง ไว้เมื่อปี 2561 ว่า อุบัติเหตุในลักษณะนี้แม้จะไม่บ่อย แต่ก็ส่งผลอันตรายถึงชีวิตได้

 

กรณีลักษณะนี้ เกิดได้จาก
1. คนขับ โดยเฉพาะคุณสุภาพสตรี ที่ถอดรองเท้าทิ้งไว้ใกล้กับเบรกหรือคันเร่ง เป็นความเสี่ยงที่จะส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุได้ รองเท้าที่ขัดรถ โดยเฉพาะรองเท้าส้นสูง ส้นตึก
นอกจากนี้ การถอดรองเท้าขับรถ ก็มีความเสี่ยงร่วมได้ เนื่องจากเท้าที่สัมผัสเบรก อาจจะมีเหงื่อหรือทำให้ลื่นจนเหยียบเบรกหรือคันเร่งผิดพลาด จนควบคุมรถในช่วงจังหวะสำคัญไม่ได้ และเกิดอุบัติเหตุได้
2. นอกจากรองเท้า สิ่งของหรือวัสดุอื่นๆ ก็มีโอกาสเข้าไปขัดหรือติดใต้เบรกได้ เช่น ขวดน้ำ แผ่นยางรองพื้น โดยแผ่นยางรองพื้น หากนำไปทำความสะอาด แล้วนำมาวางไว้ควรตรวจสอบว่าอยู่ในสภาพเรียบร้อยดีแล้วหรือยัง

 

ลดความเสี่ยงป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ
(1) พยายามอย่าวางรองเท้าหรือวัสดุอื่นๆ ไว้ที่พื้นระหว่างเบรกและคันเร่ง เช่น ขวดน้ำ แผ่นยางรองพื้น
(2) ตรวจสอบบริเวณพื้นรถ ว่าไม่มีรองเท้า หรือวัสดุอื่นๆ อยู่ใต้เบรกหรือคันเร่ง ที่สำคัญคือให้เก็บขวดน้ำให้เรียบร้อย เพราะขวดน้ำที่อยู่ด้านหลังหรือด้านข้าง เมื่อขับไปอาจไหลกลิ้งมาอยู่ใต้เบรกได้ ในกรณีพื้นรถด้านข้างไม่มีกั้น
(3) ไม่ควร “ถอดรองเท้าขับรถ” เด็ดขาด!!! เพราะเมื่อเหยียบคันเร่ง หรือเหยียบเบรก เท้าที่สัมผัสเบรกหรือคันเร่ง อาจเกิดการลื่นจนเหยียบพลาด ทำให้ไม่สามารถควบคุมรถได้นั่นเอง

ซึ่งทางที่ดีควรเช็กความพร้อมของร่างกาย ขับรถโดยไม่ประมาทเป็นดีที่สุดครับ

 

เติมน้ำมันผิด
เติมน้ำมันผิด

 

 

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ

อัพเดท : 16 ตุลาคม 2562

แก้ไข ใบปัดน้ำฝน ฝืดดดด และสัญญาณแจ้งเตือนให้รีบเปลี่ยน

ใบปัดอืดเกินทน

เปลี่ยนเถอะ ราคาไม่แพงอย่างที่คุณคิด
เห็นทีช่วงนี้จะได้ใช้งานที่ปัดน้ำฝนบ่อยๆ แล้วมั้งครับ เพราะท่าทีของฟ้าฝน มันอึมครึมแทบจะทุกวันกันเลย แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าเมื่อไม่ได้ใช้งานที่ปัดน้ำฝนนาน จะใช้ทีดันฝืดดดด…และ อืดดดด อะไรขนาดนี้ต้องทนฟังเสียงครืดๆ เหมือนขาดสารหล่อลื่นอะไรสักอย่าง

แน่นอนว่าหลายคนต้องมีการจอดรถตากแดดมาไม่มากก็น้อย ซึ่งจำเป็นต้องดูแลรักษาที่ปัดน้ำฝนให้ดี โดยแนะนำให้ยกก้านปัดน้ำฝนไว้ แต่ต้องมาเสี่ยงกับสปริงก้านปัดที่อาจจะล้าก็เป็นได้ ทางเลือกจึงน้อยสำหรับการที่จะดูแลรักษา ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องดูกันต่อไปในระยะยาว แต่สิ่งที่ทำได้ ณ ตอนนี้คือทำความสะอาดกระจกหน้าและยางใบปัดน้ำฝน เพราะปัญหาที่เกิดนั้นย่อมมาจากกระจกหน้าหรือยางใบปัดเกิดการสกปรกจึงทำให้เกิดการฝืด วิธีก็ง่ายๆ เพียงหาผ้าชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดฝุ่นตามกระจกและใบปัด โดยไม่ต้องใช้น้ำยาทำความสะอาดใดๆ เพียงเท่านี้อาจจะช่วยท่านได้ไม่มากก็น้อยครับ

 

ใบปัดน้ำฝน

 

 

สัญญาณแจ้งเตือนใบปัดน้ำฝนรถของคุณกำลังมีปัญหา

 

ฤดูฝนที่ยาวนานกว่า 6 เดือน แน่นอนอยู่แล้วว่า ใบปัดน้ำฝน ของรถคุณต้องทำงานหนักแน่ๆ ต่อให้ดูแลดีขนาดไหน ก็เสี่ยงที่จะเสื่อมสภาพได้ง่ายๆ ซึ่งหากคุณไม่รู้ตัวว่าใบปัดรถคุณกำลังจะเสีย เกิดเหตุการณ์ใบปัดเสียกลางทางในขณะที่ฝนตกหนักอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้ ลองมาเช็กกันดูครับว่าใบปัดรถของคุณมีอาการเหล่านี้หรือเปล่า ถ้ามีต้องรีบเปลี่ยนทันที

 

1.ใบปัดเสียงดัง เกิดอาการสะดุด

เวลาใช้งานใบปัดแล้วเกิดเสียงดัง ทำงานไม่ลื่นไหลเหมือนเดิม มันคือสัญญาณเตือนว่าใกล้ถึงเวลาเปลี่ยนใบปัดแล้ว ซึ่งต้องบอกว่าการที่ใบปัดเกิดเสียงดัง ไม่ได้เกิดจากสาเหตุการใช้งานปัดน้ำฝนอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงการใช้น้ำยาฉีดกระจกไม่ให้น้ำเกาะ หรือใช้ใบปัดน้ำฝนที่สร้างแรงกดบนกระจกมากเกินไป เป็นต้น

 

2.ทิ้งรอยน้ำเป็นเส้นยาวบนกระจก

ถ้า ใบปัดน้ำฝน ใช้ปัดน้ำแต่ทิ้งร่องลอยน้ำไว้ มันกำลังบ่งบอกว่าคุณควรจะเปลี่ยน ใบปัดน้ำฝน ได้แล้ว หากทิ้งรอยน้ำไว้เพียงเส้นเดียว ไม่ถึง 4-5 เส้น ก็ยังพอทนไหว แต่อายุการใช้งาน ใบปัดน้ำฝน ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 1 ปี ไม่ว่าคุณจะจอดตากแดดหรือจอดรถในร่มก็ตาม

 

3.มีคราบน้ำ ปัดแล้วมองกระจกไม่ชัด

อาการปัดน้ำฝนแล้วมีคราบน้ำ กระจกมัว มองไม่ชัด แสดงว่า ใบปัดน้ำฝน คุณเข้าขั้นวิกฤติแล้ว ต้องรีบเปลี่ยนให้ไว เพราะหากไม่ยอมเปลี่ยนการปัดน้ำฝนจะทำให้ทัศนวิสัยในการมองเห็นขณะขับขี่ลดลง จนอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ จึงควรรีบเปลี่ยนเผื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง

 

เติมน้ำมันผิด
เติมน้ำมันผิด

 

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ

อัพเดท : 15 ตุลาคม 2562

ใช้เกียร์ S ตอนไหนดี ให้เหมาะสมและปลอดภัยที่สุด..

อยากเร่งแซง

เปลี่ยนเกียร์ S เครื่องยนต์กำลังสูง
การเลือกเกียร์รถยนต์ มีส่วนสำคัญในการเลือกซื้อรถยนต์ในปัจจุบันเป็นอย่างมาก หลายคนให้ความสำคัญเนื่องจากเกียร์ถือเป็นอุปกรณ์หลักที่ช่วยควบคุมการขับขี่ของคุณ แต่ก็ยังมีคนอีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่รู้ว่าจริงๆ แล้ว เกียร์ในแต่ละโหมดใช้งานแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

บทความนี้ ช่างเค ได้นำความรู้เรื่องการใช้เกียร์ S มาฝากครับ สำหรับรถยนต์จะมีเกียร์อยู่ 2 ประเภทคือ เกียร์ธรรมดากับเกียร์อัตโนมัติ แต่ในเกียร์อัตโนมัติของรถยนต์หลายรุ่นจะมีตำแหน่ง S มาให้ด้วย ซึ่งคงจะมีบางท่านอาจจะยังไม่ทราบว่ามันมีไว้ทำไมใช้ตอนไหน คำว่า S ย่อมาจากคำว่า Sport ตำแหน่งเกียร์ S จะช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์ช้าลงจึงทำให้สามารถลากรอบเครื่องยนต์ได้ถึงใจ ทำให้รถมีกำลังมากขึ้นในยามที่ต้องการกำลัง เหมาะสำหรับการขับขี่ขึ้นเขาหรือตอนขับเร่งแซงครับ

 

หากคุณใช้ในตำแหน่งเกียร์ S ระบบสมองกลเกียร์อัตโนมัติจะป้องกันไม่ให้ใช้อัตราทดสูงสุดของเกียร์ แต่ก็แลกมาด้วยกับการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นตามความรอบเครื่องยนต์ครับ

 

เกียร์ S

 

 

เกียร์ S Mode ทำอะไรได้บ้าง ใช้เมื่อไหร่ดี

 

1. ขับสนุก เร่งสะใจ

อย่างที่บอกไปเบื้องต้นว่าเวลาที่เราใช้เกียร์ S คือตอนเร่งเครื่องแซง หรือขับขึ้นเนินเขาที่มีความสูงชัน เมื่อเปลี่ยนเกียร์ D เป็นเกียร์ S เครื่องยนต์จะสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ มีทั้งแรงม้าและแรงบิดที่อยู่ในสถานะ รอ” พร้อมใช้งาน เพียงแค่ตบคันเร่งเบาๆ ก็ขับรถต่อได้สบาย

ส่วนรถที่ไม่ได้มีแค่เกียร์ S ซึ่งอาจมีทั้งโหมด + หรือ – รวมอยู่ในคันเกียร์ หรือบางทีอาจมีPaddle Shift หลังพวงมาลัยด้วย ไม่มีมีทั้ง 2 อย่าง การใช้งานออาจไม่ได้แต่งต่างกันมาก แต่แป้น Paddle Shift จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในตอนที่คุณเปลี่ยนเกียร์ ส่วนโหมด + หรือ – ก็จะทำงานคล้ายๆ กันแต่เน้นอารมณ์ในสไตล์เกียร์ธรรมดามากกว่า

 

2. เพิ่มความมั่นใจ ในการขึ้นลงทางลาดชัน

เวลาขับรถขึ้นลงเขาก็มักมีป้ายเตือนข้างทางว่า “ทางลาดชัน กรุณาใช้เกียร์ต่ำ” นั่นแหละครับ ถึงเวลาที่คุณควรเปลี่ยนมาใช้เกียร์ S แล้ว แต่ถ้าทางลาดชันมากๆ การใช้เกียร์ S ก็อาจจะไม่เพียงพอ รถบางรุ่นจึงมีทั้งเกียรื S และเพิ่มเกียร์ L มา เพื่อใช้สำหรับเวลาที่ต้องขับรถทางที่มีความชันมากๆ จึงจำป็นต้องใช้เครื่องยนต์ที่มีกำลังสูงๆ นั่นเอง

 

3. ลดภาระระบบเบรก

ในเครื่องยนต์จะมี Engine Brake ที่สามารถช่วยลดภาระในการใช้เบรกเท้าได้เป็นอย่างดี ซึ่งก็คือโหมด S ที่เป็นเกียร์ต่ำนี่แหละครับ ตัวอย่างเช่น กรณีที่คุณขับรถเกียร์ D ในความเร็วสูง แต่ต้องเบรก การบรกเท้าอย่างเดียวจะทำให้สิ้นเปลืองผ้าเบรก โดยเฉพาะบนทางลาดชันการใช้เบรกเท้าอย่างเดียวจะสร้างภาระให้เบรกมากเกินจำเป็น จนอาจทำให้เกิดอาการเบรก Fade และเป็นอันตรายได้

 

 

เกียร์ S

 

 

ตำแหน่งการใช้โหมด S จึงสร้าง Engine Brake เพื่อช่วยหน่วงความเร็วด้วยเครื่องยนต์ แต่ต้องใช้คูกับการเบรกเท้าเบาๆ ช่วย จะทำให้ช่วยลดการสิ้นเปลืองผ้าเบรกได้ อย่างไรก็ตามการขับขี่บนการลงทางชันควรต้องดูตามความเหมาะสมและสถานการณ์นั้นๆ ซึ่งการใช้เบรกเท้าช่วยประคองความเร็วขณะขึ้นลงจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่มากขึ้นครับ

 

เติมน้ำมันผิด
เติมน้ำมันผิด

 

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ

อัพเดท : 3 ตุลาคม 2562

เค.มอเตอร์ส ร่วมน้ำใจ มอบสิ่งของบริจาคให้ผู้ประสบภัยจ.อุบลฯ

ช่วยน้ำท่วม

มอบของช่วยเหลือฟื้นฟูหลังน้ำท่วม
แม้สถานกรารณ์น้ำท่วมที่จังหวัดอุบลราชธานีจะเริ่มคลี่คลาย น้ำเริ่มลดแต่น้ำใจคนไทยด้วยกันก็ไม่เคยหดหาย เพราะความเสียหายมากมายที่เกิดขึ้น ต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นฟู บริษัทโตโยต้า เค.มอเตอร์ส ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด รู้สึกห่วงใยพี่น้องผู้ประสบภัยเป็นอย่างมาก

เค.มอเตอร์ส ร่วมน้ำใจ มอบสิ่งของบริจาค ให้นกแอร์ ส่งต่อช่วยเหลือพี่น้องผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วมที่ จ.อุบลราชธานี

จึงได้จัดโครงการ เค.มอเตอร์ส ปันน้ำใจ คนไทยไม่ทิ้งกัน ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในภาคอีสาน #SAVEUBON ขึ้น ทั้งนี้เพื่อเป็นกระบอกและเสียงศูนย์กลางการรับบริจาคสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นของใช้จำเป็น อาหาร ยา รวมไปถึงของใช้สำหรับการฟื้นฟูหลังน้ำท่วม และเพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าและพนักงานได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ที่พวกเราคนไทย สามารถให้กันได้

หลังจากเปิดรับบริจาคตั้งแต่กลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีลูกค้าทั้งที่เข้ารับบริการและลูกค้าที่เข้ามาชมและจองรถจำนวนมาก ได้นำอาหารและข้าวของเครื่องใช้จำเป็น มามอบให้ส่วนงานที่เกี่ยวข้องของเค.มอเตอร์ส ทั้ง 17 สาขา เช่น มาม่า น้ำดื่ม นม อาหารสัตว์ น้ำยาขัดพื้น แปรงขัดพื้น ถุงมือยาง ฯลฯ ซึ่งแต่ละสาขามีลูกค้าและพนักงานนำของมามอบให้แบบไม่ขาดสาย ก่อนจะหมดเขตรับและรวบรวบของบริจาคจากทุกสาขา นำไปมอบให้สายการบินนกแอร์ ที่ช่วยขนส่งสิ่งของส่งต่อไปยังพี่น้องชาวอุบลราชธานี โดยงานนี้ได้รับเกียรติจากคุณจำนงค์ อินทร์วิลัย ผู้จัดการฝ่ายบริการ และตัวแทนผู้จัดการแผนกบริการ ร่วมส่งมอบสิ่งของบริจาคทั้งหมด ให้กับคุณสุรพล ชัยยศ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายคลังสินค้า สายการบินนกแอร์ ณ อาคารคลังสินค้าที่ 1 ท่าอากาศยานดอนเมือง ก่อนจะมอบหมายให้ขนของบริจาคขึ้นเครื่องและจัดส่งภายในวัน เพื่อนำของไปมอบให้พี่น้องผู้ประสบภัยโดยเร็วที่สุด

 

เค.มอเตอร์ส ร่วมน้ำใจ มอบสิ่งของบริจาคให้ผู้ประสบภัยจ.อุบลฯ เค.มอเตอร์ส ร่วมน้ำใจ มอบสิ่งของบริจาคให้ผู้ประสบภัยจ.อุบลฯ เค.มอเตอร์ส ร่วมน้ำใจ มอบสิ่งของบริจาคให้ผู้ประสบภัยจ.อุบลฯ

เค.มอเตอร์ส ร่วมน้ำใจ มอบสิ่งของบริจาคให้ผู้ประสบภัยจ.อุบลฯ เค.มอเตอร์ส ร่วมน้ำใจ มอบสิ่งของบริจาคให้ผู้ประสบภัยจ.อุบลฯ เค.มอเตอร์ส ร่วมน้ำใจ มอบสิ่งของบริจาคให้ผู้ประสบภัยจ.อุบลฯ

เค.มอเตอร์ส ร่วมน้ำใจ มอบสิ่งของบริจาคให้ผู้ประสบภัยจ.อุบลฯ เค.มอเตอร์ส ร่วมน้ำใจ มอบสิ่งของบริจาคให้ผู้ประสบภัยจ.อุบลฯ เค.มอเตอร์ส ร่วมน้ำใจ มอบสิ่งของบริจาคให้ผู้ประสบภัยจ.อุบลฯ

เค.มอเตอร์ส ร่วมน้ำใจ มอบสิ่งของบริจาคให้ผู้ประสบภัยจ.อุบลฯ เค.มอเตอร์ส ร่วมน้ำใจ มอบสิ่งของบริจาคให้ผู้ประสบภัยจ.อุบลฯ เค.มอเตอร์ส ร่วมน้ำใจ มอบสิ่งของบริจาคให้ผู้ประสบภัยจ.อุบลฯ

 

ขอขอบคุณลูกค้าและพนักงานทุกคนที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในครั้งนี้ ขอให้สิ่งดีๆ ที่พวกคุณส่งต่อ ย้อนกลับมาหาพวกคุณด้วยเช่นกัน

 

อัพเดท : 11 กันยายน 2562

เติมน้ำเปล่าแทน น้ำยาหม้อน้ำ เสี่ยงเครื่องพัง จริงหรือไม่!!!

ไม่แนะนำ

น้ำเปล่าระบายความร้อนได้ไม่ดีพอ…
รถยนต์กับปัญหาความร้อนขึ้นมันเหมือนจะเป็นของคู่กัน แต่อะไรบ้างที่เป็นตัวการหรือตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดความร้อนขึ้นมา เช่น การรั่วซึมหรือชิ้นส่วนต่างๆ เกิดความบกพร่อง (ไม่ทำงาน) ในระบบระบายความร้อน สิ่งหนึ่งที่เกี่ยวข้องอีกอย่างก็คือ น้ำ ที่มีหน้าที่ระบายความร้อนต่างๆ ภายในระบบ

จะมีคำถามว่าเติมน้ำเปล่าแทนน้ำยาหม้อน้ำได้ไหม ต้องขอบอกเลยครับคุณสมบัติทั้ง 2 ตัว มีความแตกต่างกันไป หากเติมน้ำเปล่า “น้ำสะอาด” แค่น้ำประปาในบางสถานการณ์เวลาที่อุณหภูมิเครื่องยนต์ร้อนเกิน 100 องศา จะกลายเป็นไอน้ำ ซึ่งจะระบายความร้อนไม่ดีเท่าที่ควร ดังนั้นการเติมน้ำประปาลงไปในหม้อน้ำ จึงควรเติมเฉพาะกรณีฉุกเฉินจริงๆ เท่านั้น เช่น หม้อน้ำรั่วระหว่างทางจนทำให้ระดับน้ำพร่องลง ซึ่งจำเป็นต้องเติมเพื่อให้สามารถนำรถเข้าอู่ได้นั่นเอง
แต่หากเติมน้ำยาหม้อน้ำจะช่วยในส่วนของสารต้านการเกิดสนิมและการกัดกร่อนผสมอยู่ด้วย นอกจากนี้ยังมีสารช่วยหล่อลื่นผิวที่เสียดสีกันในปั๊มน้ำของเครื่องยนต์ จะช่วยให้อายุใช้งานยืนยาวขึ้น

 

น้ำยาหม้อน้ำ

 

ในปัจจุบันรถใหม่จะถูกเติมน้ำยาหม้อน้ำให้จากโรงงานแล้ว และสำหรับคนที่นำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อทำการเช็กระยะเป็นประจำหรือตรงตามกำหนดทุกครั้ง ทางช่างจะทำการตรวจสอบและเปลี่ยนน้ำยาหม้อน้ำให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมอยู่เสมอ แต่หากเมื่อใดต้องทำการเช็กระดับน้ำเอง ควรใช้น้ำยาหล่อเย็นเติมลงไปเท่านั้น

 

โดยทั่วไปแล้วรถใหม่ทุกคันจะถูกเติมน้ำยาหล่อเย็นมาให้จากโรงงาน และหากนำรถเข้าเช็คระยะเป็นประจำ ช่างจะตรวจสอบและเติมน้ำหล่อเย็นให้ได้ระดับอยู่เสมอ แต่เมื่อใดที่จำเป็นต้องเช็คระดับน้ำด้วยตัวเอง ก็ควรใช้น้ำยาหล่อเย็นเติมลงไปเท่านั้นซึ่งน้ำยาหล่อเย็นจะถูกใส่สีลงไป เพื่อให้ทำการตรวจสอบและเช็กรอยรั่วได้ชัดเจนและง่ายขึ้น เช่น สีชมพู, สีเขียว, สีฟ้า ฯลฯ โดยน้ำยาแต่ละสีนั่นจะมีคุณสมบัติที่ไม่แตกต่างกัน ข้อควรจำก็คือ น้ำยาหล่อเย็นที่เติมลงไปในหม้อน้ำ อายุต้องไม่เกิน 3 ปี เท่านั้นนะครับ แต่จะให้ดีควรตรวจสอบและเปลี่ยนถ่ายน้ำยาหล่อเย็นทุกๆ 2 ปีจะดีที่สุดครับ

 

เติมน้ำมันผิด
เติมน้ำมันผิด

 

 

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ