อัพเดท : 21 มีนาคม 2562

เค. มอเตอร์ส คว้า 3 รางวัลพนักงานขายยอดเยี่ยม ประจำปี 2018

ขายยอดเยี่ยม

การันตีความเป็นดีลเลอร์เบอร์1ของประเทศ
โตโยต้า เค.มอเตอร์ส รับรางวัลพนักงานขายยอดเยี่ยม 2018 SALES AWARD CEREMONY รางวัลแห่งปี ที่จัดขึ้นโดยบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ซึ่งมอบให้เพื่อเป็นเกียรติและกำลังใจแก่พนักงานขายที่มีความมุ่งมั่นและอดทน จนนำมาสู่ยอดขายที่ยอดเยี่ยมh

ตอกย้ำความเป็นผู้แทนจำหน่ายเบอร์หนึ่งของประเทศไทย โตโยต้า เค.มอเตอร์ส คว้า 3 รางวัลพนักงานขายยอดเยี่ยม ได้แก่….

1. คุณจารุวรรณ ศรีประสาน  พนักงานขายยอดเยี่ยมระดับ TSG
2. คุณอรอุมา มานพ         พนักงานขายยอดเยี่ยมระดับ TSE
3. คุณพีระวัฒน์ ศิริภานุรัตน์  พนักงานขายยอดเยี่ยมระดับ TSC

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความชื่นมื่นและปิติยินดี โดยมีคุณจิรเดช สมภพรุ่งโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการ มาร่วมแสดงความยินดีและมอบดอกไม้ช่อโตให้กับพนักงานคนเก่งด้วย ณ โรงแรม เดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ

 

อัพเดท : 19 มีนาคม 2562

เคล็ดลับ (น่ารู้) “ถอด ล้วง ทะลวง ไส้แคต…ทำให้เครื่องยนต์แรงขึ้นจริงหรือไม่??”

ถอดแล้วแรงขึ้น

เปลี่ยนรถให้กลายเป็นพลังแรงม้า…
“แคตตาไลติก คอนเวิร์ตเตอร์” (Catalytic Converter) หรือที่เราเรียกกันว่า “แคต” เป็นชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ที่อยู่บริเวณท่อไอเสีย ทำหน้าที่เปลี่ยนไอเสียให้สะอาดโดยใช้กระบวนการทางเคมี ผสมผสานและแลกเปลี่ยนก๊าซกัน จนไอเสียออกมาเป็นพิษน้อยที่สุด ถ้าให้เข้าใจหลักการทำงานของแคตแบบง่ายๆ ก็คือ กินไอเสียสกปรกและคายไอเสียสะอาดออกมานั่นเองครับ

ถอดเคล็ดลับ (น่ารู้) เรื่องรถ “ถอด ล้วง ทะลวง ไส้แคต … แม้กระบวนการทำงานของ “แคต” อาจจะดูไม่ซับซ้อนเท่าไหร่ แต่หารู้ไม่ว่าในระหว่างที่มันดูดกินไอเสียเข้าไปนั่น ขณะเดียวกันก็แอบกลืนกิน แรงม้า รถยนต์ของเราเข้าไปด้วยเช่นกัน อันเป็นสาเหตุที่ทำให้เครื่องยนต์ช้าลง….ที่ร้ายกว่านั้น คือ รูปทรงของตัว แคต ที่คล้ายกับรังผึ้ง จะยิ่งทำให้ขัดขวาง ทางเดินของไอเสียอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะช่วงรอบสูงที่แรงม้าจะเกิดขึ้นน้อยกว่าความเป็นจริง

 

รถที่ต้องการแรงม้าสูงๆ เช่น รถแข่ง รถแต่งต่างๆ มักตัด แคต ทิ้ง หรือไม่ก็ปรับแต่งจนไม่เหลือรูปเดิม เพราะคนชอบความเร็วจะคิดว่าแคต ก็คือส่วนเกินที่ทำให้เครื่องยนต์ไม่แรง ไม่เต็มกำลัง

 

“แคตตาไลติก คอนเวิร์ตเตอร์ (Catalytic Converter) หรือเรียกสั้นๆ ว่า แคต คืออุปกรณ์ที่อยู่บริเวณท่อไอเสีย มีหน้าที่ทำให้ไอเสียมีความสะอาดมากขึ้น โดยอาศัยกระบวนการทางเคมี คำถามคือ เมื่อนำ “แคต” ออก เครื่องยนต์แรงขึ้นมากแค่ไหน? สำหรับตัวแคตได้ถูกออกแบบมาเพื่อคัดกรองไอเสียทั้งคาร์บอน-มอนน็อกไซด์และไฮโดรคาร์บอน หากเป็นประเภทรถซิ่ง การตัดแคทออกมีผลดีอย่างมาก แต่ถ้าเป็นรถทั่วไปถือว่าไม่ความแตกต่างครับ แถมยังอาจมีผลกระทบต่างๆ ตามมาด้วยครับ ฉะนั้นก่อนคิดจะดึงออกอย่าลืมนึกถึงผลลัพธิ์ที่จะตามมาด้วยนะครับ”

 

ไขข้อข้องใจ ถ้าเอาแคตออกแล้วเครื่องจะแรงขึ้นมากไหม?
อันนี้ต้องขอบอกว่าขึ้นอยู่กับรถยนต์ ขนาดของแคตด้วยครับ เพราะรถบางรุ่นตัวแคตถูกออกแบบมาเพื่อกรองไอเสียโดยเฉพาะ นั่นหมายความว่าไอเสียจะถูกกรองอย่างละเอียด ภายในของแคตจึงเต็มได้วยรูพรุนขนาดเล็กซึ่งถูกเคลือบด้วยสารดักไอเสีย (กีดขวางไอเสียมากเกิน) ถ้าแคตถูกถอดออก แรงม้าเครื่องยนต์จะแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดครับ ในทางกลับกันรถที่มีแคตขนาดเล็ก ซึ่งไม่มีผลในการกีดขวางไอเสียนัก ที่เครื่องยนต์สามารถเผาไหม้ได้แบบสมบูรณ์ ไอเสียมีมลพิษน้อย หากนำแคตออก ความแรงก็อาจไม่แตกต่างกันเลยก็เป็นได้ ข้อเสียที่เห็นได้ชัดเจนของการถอดแคตทิ้งหรือล้วงทะลวงไส้ก็คือ ไอเสียมีกลิ่น (เริ่มมีกลิ่นตั้งแต่รอบเดินเบา) ซึ่งปะปนมากับมลพิษไอเสีย ทั้งคาร์บอน-มอนน็อกไซด์ รวมไปถึงไฮโดรคาร์บอน สูดดมเข้าไปนานๆ ส่งผลกระทบต่อชีวิตและสิ่งมีชีวิตรอบๆ ตัวด้วยนะครับ

 

จะถอดไม่ถอดอยู่ในช่วงกำลังตัดสินใจ แล้วจะรู้ได้ไงว่า“แคตตาไลติก คอนเวิร์ตเตอร์” รถของคุณกำลังเสื่อมสภาพ

1.ดูจากอายุการใช้งาน รถยนต์ทั่วไปเมื่อใช้เกิน 100,000 กิโลเมตร แม้รูปทรงเครื่องยนต์จะยังไม่แตกหักหรือพัง แต่สารเคลือบที่ทำปฏิกิริยากับไอเสียจะเริ่มเสื่อมสภาพ การลดไอเสียก็ลดลงไปด้วย

 

2.การเผาไหม้ผิดปกติ เช่น รถที่ติดแก๊ส เมื่อความร้อนจากห้องเผาไหม้สูงกว่าที่ตัวแคตรับได้ จะละลายและกลายเป็นก้อนจนแตกไป

 

วิธีการดูว่า “แคตตันหรือไม่” ถ้าเครื่องยนต์เบนซิน มีการใช้งานปกติจะไม่เกิดอาการตันแน่นอน อาจมีแค่เสื่อมสภาพเท่านั้น ส่วนรถแบบดีเซลให้สังเกตว่ามีเขมามาเกาะตามรังผึ้ง เมื่อรถยนต์เริ่มวิ่งเกิน 100,000 กิโลเมตร แล้วหรือไม่ ซึ่งอาจมีแค่เขมาแต่จะไม่ถึงกับตันครับ

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ

อัพเดท : 19 มีนาคม 2562

เช็กป้ายทะเบียนสิริมงคลก่อนออกรถ ปีนักษัตรกับหมายเลขทะเบียนมงคล แม่นไม่แม่น…

ป้ายทะเบียนรถ

หมายเลขถูกโฉลก หรือหมายเลขต้องห้าม
ผมเชื่อว่ารถหนึ่งคัน ส่วนใหญ่มักมาจากน้ำพักน้ำแรงที่หามาอย่างเหน็ดเหนื่อย เวลาจะออกรถใหม่ทั้งที หลายคนจึงพยายามเลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดและเป็นมงคลมากที่สุด เช่น ฤกษ์ดีที่สุด สีรถถูกโฉลกที่สุด รวมไปถึงป้ายหมายเลขทะเบียนรถที่ต้องเป็นเลขสิริมงคล ไม่มีเลขต้องห้ามที่ทำให้ผู้ใช้รถโชคไม่ดี

เลขทะเบียนมงคล ช่วยเสรืมดวงชะตา ทำอะไรกก็ดีไปหมด


รถยนต์ คือพาหนะ ซึ่งเป็นบริวารในทางโหราศาสตร์ ถ้าเรามีบริวารที่ไม่มีปัญหาอุปสรรค มีความเป็นสิริมงคล มีความคล่องตัว ก็จะช่วยส่งเสริมให้เราก้าวหน้ามากขึ้นครับ ซึ่งในทุกวันนี้ก็มีตำรา และหมายเลขต่างๆ ตามโหราศาสตร์ ที่ได้รบวรวม “หมายเลขถูกโฉลก” กับ “หมายเลขต้องห้าม” เป็นสิริมงคลกับปีนักษัตร มาดูกันว่าคนเกิดปีไหนควรใช้หมายเลขอะไร และไม่ควรใช้หมายเลยอะไร มาดูกันว่า ปีนักษัตรกับหมายเลขทะเบียนมงคล อันไหนกันที่คู่ควร

 

  • คนเกิดปีชวดและกุน
    • เลขที่ถูกโฉลก 1 7 3 และ 4
    • เลขต้องห้าม 60,90,91,71

 

  • คนเกิดปีมะเส็งและมะเมีย
    • เลขที่ถูกโฉลก 9 3 4 2 5 และ 8
    • เลขต้องห้าม 7,11,14,91

 

  • คนเกิดปีขาลและเถาะ
    • เลขที่ถูกโฉลก 3 4 1 และ 9
    • เลขต้องห้าม 07,74,63

 

  • คนเกิดปีวอกและระกา
    • เลขที่ถูกโฉลก 6 7 2 5 8 และ 1
    • เลขต้องห้าม 94,71,51

 

  • คนเกิดปีฉลู มะโรง มะแม และจอ
    • เลขที่ถูกโฉลก 2 5 8 9 6 และ 7
    • เลขต้องห้าม 17,76,33

 

เลขทะเบียนรถที่ดี ควรเป็นแบบนี้

 

1. เลขทุกตัวบวกรวมกันแล้วได้ตั้งแต่ 5 ขึ้นไป ถ้าได้ผลรวมเป็น 9 จะยิ่งดีมาก เพราะเลข 9 หมายถึงความเจริญ ก้าวหน้า เช่น 2322 คือ 2+3+2+2 =9 หรือเลขคู่หน้าคู่หลังบวกกันเป็น 9 ก็ยิ่งดี เช่น 7236 คือ 7+2=9 และ 3+6= 9 นั่นเอง

 

2.เลขตัวแรกบวกกับเลขตัวสุดท้ายได้ผลรวมตั้งแต่ 5 ขึ้น เช่น 4235 คือ 4+5=9 ซึ่งเลข 9 เป็นเลขที่มงคลมากๆ

 

3.เลขทุกตัวในป้ายทะเบียนรถรวมกันต้องไม่ใช่ 13

 

 

หมายเหตุ
เลขที่เป็นสื่อนำของอุบัติเหตุของแต่ละคนอาจจะมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับพื้นฐานดวงของแต่ละบุคคล หากใครมีเลขทะเบียนที่เป็นสื่อนำของอุบัติเหตุ ให้แก้โดยนิมนต์พระมาพรมน้ำมนต์เพื่อแก้เคล็ดครับ

 

อย่างไรก็แล้วแต่ ผมพยายามย้ำเสมอว่าต่อให้เราออกรถฤกษ์ดีขนาดไหน สีเป็นมงคลเท่าไหร่ ถ้าขับรถโดยประมาทก็นำมามาซึ่งการสูญเสียได้ทุกเมื่อเช่นกันครับ ฉะนั้นคนขับขี่บนท้องถนนจงพึงระลึกไว้ว่า “การไม่ประมาท” ดีที่สุด ขอให้ขับขี่กันอย่างปลอดภัยนะครับ….

 

 

 

อ่านบทความที่น่าสนใจ

อัพเดท : 18 มีนาคม 2562

ปัญหารถยนต์หัวฉีดตัน เครื่องสั่น เร่งไม่ขึ้น ต้องแก้ยังไง ให้หายขาด…

หัวฉีดอุดตัน!!

ดูแลดีเสียร้อย ปล่อยพังเสียหมื่น..
วิธีแก้ปัญหา รถยนต์เกิดอาการหัวฉีดตัน เครื่องสั่น เร่งไม่ขึ้น ต้องแก้ยังไง ให้หายขาด ด้วย 2 วิธีง่ายๆ ทำได้ด้วยตัวเอง เริ่มต้นในราคาหลักร้อย คือ ทำความสะอาดด้วยนำยาหัวฉีดและถอดล้างแบบเต็มระบบ ด้วยเครื่องล้างหัวฉีด ป้องกันคราบสิ่งสกปรก ตัวเกาะติดหัวฉีดที่ส่งผลทำให้รถคุณพังได้

“หัวฉีดตัน เครื่องสั่น ต้องแก้ยังไง”

รถ (ตุ๊ก..ตุ๊ก) บรรทุกถ่าน รถขึ้นสะพาน รถลงสะพาน รถชักกระตุก กระตุก กระตุก…
รถกระตุก อาจไม่สนุกสนานเร้าใจ เหมือนเพลงที่คุณร้องๆ เต้นๆ กัน เพราะจะทำให้คุณหัวสั่น หัวคลอน จนปวดเศียรเวียด Head ได้ และบางครั้งก็มีอาการแทรกซ้อนต่างๆ นานา เช่น รถมีอาการกำลังตก เดินไม่เรียบ เร่งไม่ขึ้น และกินแก๊สและน้ำมันมากขึ้น หากรถใครที่เจออาการเหล่านี้ หัวฉีดรถยนต์ของคุณกำลังจะอุดตันแล้วววววว ให้รีบแก้ไขโดยด่วนครับ

โดยเฉพาะรถยนต์ที่วิ่งเยอะ หรือตั้งแต่ระยะทาง 100,000 กิโลเมตร คราบและสิ่งสกปรกจะไปจับและเกาะติดหัวฉีดรถได้ง่าย
หากไม่อยากให้หัวฉีดรถของคุณตกเป็นจำเลยของคราบสิ่งสกปรกต่างๆ ต้องดูแลรักษาไว้ให้ดีครับ ซึ่งวันนี้ช่างเคมีวิธีทำความสะอาดหัวฉีดที่คุณสามารถทำได้เอง และแบบที่ต้องช่างทำเท่านั้นมาฝากกันครับ…

ใครที่ถนัดและสะดวกที่จะดูและและทำความหัวฉีดด้วยตนเอง ใช้งบแค่ไม่กี่ร้อยบาทเท่านั้นเองครับ ไปซื้อน้ำยาหัวฉีด มาเติมถังน้ำมัน เพื่อชำระล้างสิ่งสกปรกต่างๆ ออกไป ทิ้งให้ไหลอยู่ในระบบเดียวกันกับน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งทุกครั้งที่มีการฉีดจ่ายน้ำมัน น้ำยาหัวฉีดหรือสารทำความสะอาดจะถูกฉีดเพื่อล้างคราบสิ่งสกปรกให้หลุดออกไปจากหัวฉีดนั่นเองครับ

ส่วนอีกหนึ่งวิธีก็คือการถอดล้างแบบเต็มระบบ โดยเครื่องล้างหัวฉีด วิธีนี้อาจจะแพงหน่อย แต่ถือดีกว่าวิธีแรกมากๆ ครับ ซึ่งวิธีนี้คุณจะสามารถเห็นวิธีการต่างๆ ได้ทุกขั้นตอน ตั้งแต่การทดสอบหัวฉีดก่อนล้าง การฉีดแต่ละหัว ก่อนจะเข้าสู่การล้างด้วยเครื่องมือพิเศษ ที่สามารถขจัดคราบสิ่งสกปรกฝังลึก เหนียวเหนอะออกได้ จากนั้นก็จะเป็นขั้นตอนของการทดสอบความสะอาด ดูการฉีดของแต่ละหัว ว่าเป็นฝอยละอองหรือยัง ในขณะเดียวกันก็ให้ดูปริมาณของเชื้อเพลิงที่ถูกฉีดออกมาด้วยง่ามีระดับเท่ากันทั้งหมดหรือไม่ (หัวฉีดที่ดีต้องฉีดเชื้อเพลิงออกมาเท่าๆ กัน) เสร็จแล้วจึงติดตั้งกลับเข้าที่เดิม เป็นอันเสร็จสิ้นครับ

สรุปง่ายๆ ทั้ง 2 วิธีใช้เช็กหัวฉีดอุนตันได้ ต่างกันที่ราคาถูกหลักร้อยและแพงหลักพัน แต่จะให้ดีและชัวร์กว่า ให้เปลี่ยนใหม่ได้เลยครับ แต่ต้องขอบอกว่าวิธีนี้ต้องเสียหลักหมื่นเลยนะครับ ถ้าไม่อยากเสียเงินโดยใช่เหตุ ก็ควรหมั่นตรวจสอบและดูแลหัวฉีดไม่ให้อุดตันจะดีที่สุดครับ

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ

อัพเดท : 25 กุมภาพันธ์ 2562

“เติมน้ำมันเต็มถัง “ กับ “ครึ่งถัง” แบบไหนคุ้มกว่าและประหยัดกว่ากัน ??

เติมเท่าไหร่ดี?

ปริมาณน้ำมันถึงจะเพียงพอและประหยัดกว่า?

เป็นประเด็นกันเยอะพอสมควรครับ กับคำถามที่ค้างคาใจ ข้างในลึกๆ สำหรับผู้ใช้รถใช้ถนนว่า สรุปแล้ว “เติมน้ำมันเต็มถัง” หรือ “เติมครึ่งถัง” แบบไหนดีกว่ากัน…เอาล่ะครับ ช่างเค. พร้อมไขข้อข้องใจของทุกคนให้กระจ่างกัน

เติมน้ํามันแบบไหนถึงประหยัด เต็มถังไปเลย หรือว่า ครึ่งถังก่อนดี 

เป็นประเด็นกันเยอะพอสมควรครับ กับคำถามที่ค้างคาใจ ข้างในลึกๆ สำหรับผู้ใช้รถใช้ถนนว่า สรุปแล้ว “เติมน้ำมันเต็มถัง” หรือ “เติมครึ่งถัง” แบบไหนดีกว่ากันเอาล่ะครับ ช่างเค. พร้อมไขข้อข้องใจของทุกคนให้กระจ่างกัน

 

 

แน่นอนอยู่แล้วครับว่าปริมาณการเติมน้ำมันขึ้นอยู่กับจำนวนเงินในกระเป๋าของคุณด้วย คนประหยัดก็มักจะเลือกเติมแบบทีละครึ่งถังกัน จริงมั๊ย?? แค่ความประหยัดของคุณจะนำมาซึ่งหายนะนะครับ เพราะการเติมน้ำมันครึ่งถังนั้น จะส่งผลเสียหายต่อเครื่องยนต์คุณได้ เพราะน้ำมันที่ไหลผ่านปั้มติ๊ก จะช่วยให้ปั้มติ๊กไม่ร้อนและมีการหล่อลื่น เมื่อน้ำมันในถังเหลือน้อย ทำให้ปั้มติ๊กต้องทำงานหนักมากขึ้นในการสูบน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำลงไป ประกอบกับไม่มีน้ำมันมาห่อหุ้มเพื่อระบายความร้อนและหล่อลื่นของปั้มติ๊ก ซึ่งทั้งสองเหตุผลจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ปั้มติ๊กเริ่มเสื่อมสภาพ

 

ส่วนใครที่ชอบเติมน้ำมันแบบเต็มถังมากๆ มากจนเกินไป บอกไว้เลยครับล้นจนเละแน่ๆ และไอระเหยของน้ำมันจะทำให้ระบบเครื่องยนต์มีปัญหา และอาจมีน้ำมันไหลซึมออกมานอกตัวถัง จนเกิดการเปื้อนตัวรถและทำร้ายสีรถได้

 

วิธีที่ถูกต้องของการเติมน้ำมันก็คือ ควรเติมน้ำมันให้เกิน 3/4 ของถังน้ำมันอย่างสม่ำเสมอ และรอให้น้ำมันเหลือ 1/4 ของถังก่อนค่อยเติมน้ำมัน จะช่วยถนอมและรักษาเครื่องยนต์ให้ใช้ได้นานขึ้น

 

ยังมีอีกหลายวิธีครับที่ทำให้เราสามารถเติมน้ำมันได้ประหยัดมากขึ้นครับ เช่น อย่ารอให้น้ำมันหมดถัง เพราะถ้าน้ำมันใกล้หมดถัง จึงเหลือพื้นที่ของถัวเยอะ ทำให้น้ำมันระเหยกลายเป็นไอง่ายและเร็วขึ้น แต่ถ้าเติมแน่นไปก็ล้นออกมาเลอะเครื่องยนต์ได้ การเติมน้ำมันในเวลา “กลางคืน” ก็ช่วยให้รถคุณประหยัดน้ำมันได้เยอะเลยล่ะครับ เพราะเวลากลางคืน “น้ำมัน” จะมีการควบแน่นสูง ตอนเติมน้ำมันจึงเต็มเอี๊ยด อีกหนึ่งวิธีคือการหลีกเลี่ยงแวะเติมน้ำมันที่ปั๊มรถส่งน้ำมันจอดอยู่ ทำไมนะเหรอครับ ก็เพราะว่าเวลาที่รถส่งน้ำมันกำลังถ่ายน้ำมันอยู่ ตะกอนใต้ถังจะลอยขึ้นมา ซึ่งถ้าหากเราเติมน้ำมันแล้วตะตอนเหล่านั้นลอยเข้าถังน้ำมันรถของเรา จะไม่ส่งผลดีต่อเครื่องยนต์แน่นอนครับ และการปรับหัวจ่ายให้ช้าลงหรือสั่ง เด็กปั๊มให้ค่อยๆ เติมน้ำมันช้าๆ สุดท้ายคือการเลือกรถยนต์ที่มีฟังก์ชั่นประหยัดน้ำมันคือคำตอบสุดท้ายที่ดีที่สุดครับ

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ