อัพเดท : 18 พฤษภาคม 2563

Push Start ถ่านหมดควรทำไงดี ?

แบตหมดรถดับ

ไปต่อได้หรือต้องนำรถเข้าศูนย์บริการ?..
เวลาแบตเตอรี่ Push Start เริ่มอ่อนหรือหมดไป อย่าตระหนกไปครับ!! เพราะในตัวของกุญแจ Smart Key มีดอกกุญแจที่เสียบอยู่ข้าง สามารถใช้ไขเข้าไปในรถได้ เพียงทาบกุญแจ Smart Key ใกล้กับปุ่ม Push Start แล้วเหยียบแป้นเบรกค้างไว้จากนั้นก็กดปุ่มเพื่อสตาร์ทได้เลยครับ

ต้องบอกก่อนเลยว่าระบบ Push start ทำขึ้นมาเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้รถ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเสียบหรือไขกุญแจอีกต่อไป เพียงกดปุ่ม Push start คลิกเดียว ก็ทำการสตาร์ทเพื่อเคลื่อนตัวรถออกได้แล้ว แต่ระบบที่ทันสมัยอย่าง Push start ยังมีวันหมด หมดในที่นี้ก็คือแบตเตอรรี่หมดนั่นเองครับ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยากเสียทีเดียว ในทางตรงข้ามถ้าใครไม่รู้วิธีแก้ก็ทำให้วุ่นวายจนเหงื่อตกได้เลยครับ

 

 

Push Start

 

 

Push Start ถ่านหมดควรทำไงดี ?

 

หากใช้งานไปแล้วแบตเตอรี่ Push Start เกิดการอ่อนหรือหมดไม่ต้องกังวลอะไรครับ เพราะในตัวของกุญแจ Smart Key จะมีดอกกุญแจที่เสียบอยู่ด้านข้างครับ ซึ่งจะทำหน้าที่ใช้ไขประตูรถ พอเข้ารถได้แล้วเรื่องสตาร์ทรถเพื่อใช้งานก็เพียงแค่นำตัวกุญแจ Smart Key เข้าไปทาบใกล้กับปุ่มPush Start จากนั้นก็เหยียบแป้นเบรกค้างไว้แล้วกดปุ่มเพื่อสตาร์ทได้เลยครับ

 

แม้จะหายห่วงได้ว่าหากแบตเตอรี่ Push Start เกิดหมดขึ้นมา ก็ยังสามารถสตาร์ทรถและใช้งานได้ปกติ แต่ทางที่ดีไม่ควรปล่อยให้แบตเตอรี่ Push Start หมดนะครับ เพราะถ้าหากไม่เปลี่ยนเป็นเวลานาน อาจทำให้รีโมทไม่สามารถใช้งานได้กับรถยนต์คันเดิมได้อีกแล้วววว เรียกตามภาษาช่างว่า “อาการรีโมทลืมรถ” นั่นเองครับ

 

ดังนั้นจึงควรหมั่นตรวจสอบแบเตอรรี่ปุ่ม Push Start เป็นประจำ วิธีสังเกตก็ง่ายๆ ครับ สามารถดูได้จากการแสดงผลบนหน้าจอรถยนต์ว่ามีการเตือนให้เปลี่ยนแบตรีโมทย์หรือไม่…

 

โดยทั่วไปแล้วแบตเตอรี่ของระบบกุญแจรีโมทแบบ Push Start ควรจะทำการเปลี่ยนใหม่ และที่สำคัญควรจะใช้อะไหล่แท้จากทางศูนย์บริการจะดีที่สุดครับ เพราะอะไหล่ดังกล่าวจะมีการรับรองคุณภาพมาตราฐานที่ดีกว่าซื้อตามร้านข้างนอกทั่วไป เพราะค่าการจ่ายกระแสหรือค่าการเก็บประจุจะไม่เท่ากัน ซึ่งอาจมีความเสี่ยงว่าเปลี่ยนมาแล้วไม่สามารถใช้งานได้นั่นเอง

 

วันนี้ช่างเคจะมาบอกกล่าวเล่าเรื่องเกี่ยวกับปุ่ม Push Start พร้อมแนะเคล็ดลับการใช้งานอย่างถูกวิธีให้ครับ… ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับมันก่อนดีกว่าครับ ปุ่ม Push Start คืออะไร? มันก็คือปุ่มกดที่ทำหน้าที่เหมือนๆ กับกุญแจรถทั่วๆ ไป ใช้เปิดระบบภายในรถยนต์ ใช้เพื่อสตาร์ทเครื่องยนต์ เพียงแต่เราไม่ต้องหยิบกุญแจขึ้นมาแล้วคลำหาช่องเสียบกุญแจเพื่อบิดสตาร์ทเท่านั้นเอง

 

 

สายพานสายพาน

 

 


เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ

 

อัพเดท : 12 พฤษภาคม 2563

จะเป็นอะไรไหม ถ้าไม่นำรถเข้า เช็กระยะ ตามกำหนด?

ตรวจสภาพรถ

จำเป็นหรือไม่ ก็ดูแลรถยนต์ดีอยู่แล้ว
ถ้ายังอยู่ในเงื่อนไขการรับประกันตามคู่มือ จำเป็นต้องนำรถเข้าเช็กระยะตามกำหนดครับ เพราะจะมีผลกับการรับประกัน ทำให้เกิดการขาดประกัน ถ้ามีการนำรถเข้าเช็กระยะตามกำหนด หากรถของคุณเกิดปัญหาเกี่ยวกับตัวรถ เช่น อาการเสื่อมสภาพ หรือเกิดอุบัติเหตุฉุกเฉิน อื่นๆ ทางศูนย์บริการจะสามารถทำการเคลมให้ได้ ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการป้องกันสิ่งที่ไม่คาดคิด แต่ถ้าเกิดก็จะแก้ไขได้ทัน จึงควรนำรถเข้าเช็กระยะตามคู่มือกำหนดครับ

รถใหม่มีกำหนดการนำรถเข้าศูนย์เพื่อ เช็กระยะ ทุกๆ 6 เดือน หรือ 10,000 กิโลเมตร จนครบกำหนด เช็กระยะ ตามคู่มือ คือ 100,000 กิโลเมตรครับ เมื่อนำรถเข้ารับบริการตามกำหนด ทางศูนย์บริการจะทำการตรวจเช็กสภาพรถ หากเกิดปัญหาอะไรจะได้รีบแก้ไขทันครับ และที่สำคัญคือการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซึ่งเหตุผลที่ต้องกำหนดระยะเวลาควบคู่ไปกับระยะทาง เนื่องจากน้ำมันเครื่องมีอายุการใช้งาน นับตามระยะเวลาด้วยนั่นเองครับ

 

เช็กระยะ

 

 

ทั้งนี้ในการเช็กระยะแต่ละครั้งนั้น ควรมีการตรวจสอบและทำการเปลี่ยนอะไหล่ต่างๆ เพื่อให้รถอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ เหมาะกับการใช้งานมากที่สุดครับ โดยสิ่งที่ต้องตรวจสอบมีดังต่อไปนี้…

 

น้ำมันเครื่อง อย่างที่บอกไปตอนต้นว่าน้ำมันเครื่องต่างๆ ล้วนมีอายุการใช้งาน รถยนต์ที่เข้าเช็กระยะตามกำหนดจึงจำเป็นที่จะต้องตรวจเช็กหรือทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องด้วย ซึ่งการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องจะช่วยให้เครื่องยนต์สะอาดขึ้น ช่วยลดการสึกหรอและทำให้การหล่อลื่นของชิ้นส่วนต่างๆ ดีขึ้นครับ

– เช็กไส้กรองระบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไส้กรองอากาศเครื่องยนต์ ไส้กรองอากาศแอร์ ไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งต่างก็มีกำหนดในการเปลี่ยน เพื่อให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยลดการสิ้นเปลืองของน้ำมันเชื้อเพลิงนั่นเองครับ

เช็กระดับของเหลวและการรั่วซึมของระบบต่างๆ ภายในเครื่องยนต์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่มีสีหรือกลิ่นที่ผิดปกติ และไม่เกิดการรั่วซึมตามท่อทางเดิน อันนำมาสู่ปัญหาเกี่ยวกับรถยนต์ที่อาจรุนแรงเกินจะแก้ไข ซึ่งของเหลวที่จำเป็นต้องตรวจเช็กได้แก่ น้ำมันเกียร์ น้ำมันเฟืองท้าย น้ำมันเบรก น้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์ น้ำยาหม้อน้ำ น้ำยาฉีดล้างกระจก เป็นต้น

เช็กยางปัดน้ำฝนและน้ำฉีดกระจก ว่ายังทำงานปกติ ไม่เสื่อมสภาพ เพราะธรรมชาติของยางปัดน้ำฝน แม้จะไม่ได้ใช้งาน แต่ก็ชำรุดและเสื่อมโทรมได้ เนื่องจากโดดแผดเผาจากรังสี UV ที่ร้อนแรงสุดๆ ของเมืองไทย จนทำให้เกิดขาดประสิทธิภาพในการทำงาน รีดน้ำบนกระจกได้ไม่ดี ส่งผลต่อทัศนวิศัยในการมองเห็นของคนขับได้ ฉะนั้นทางที่ดีควรเปลี่ยนยางปัดน้ำฝนปีละ 1 ครั้ง พร้อมทั้งตรวจสอบการฉีดน้ำว่าอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม

เช็กระบบไฟส่องสว่าง ว่ายังใช้งานได้ดีไหม เพราะการทำงานของสัญญาณไฟต่าง ถ้ามีความพร้อมในการใช้งาน จะทำให้การขับขี่ราบรื่นและปลอดภัยมากขึ้นครับ

เช็กสภาพของสายพานว่าไม่มีเสื่อมสภาพ สามารถใช้งานได้ดีหรือไม่ เนื่องจากสายพานก็เป็นอีกหนึ่งชิ้นส่วนที่สามารถชำรุดได้ตามกาลเวลาหรือตามลักษณะการใช้งานนั่นเองครับ ถ้าหากเกิดเสื่อมสภาพก็จะส่งผลทำให้เกิดเสียงดังหรือขาดได้ จึงควรตรวจเช็กให้มีความตึงในระดับที่เหมาะสม พร้อมใช้งานครับ

เช็กแบตเตอรี่ ควรทำการตรวจสอบว่าแบตเตอรี่ยังอยู่ในสภาพดี ถึงเวลาเปลี่ยนตามกำหนดหรือยัง และยังสตาร์ทรถได้ปกติไหม ถ้าไม่ ต้องรีบเปลี่ยนทันทีครับ

เช็กระบบเบรก โดยทั่วไปแล้วช่างจะทำการเช็กว่าเบรกยังอยู่ในสภาพดีไหม ความหนาของผ้าเบรกเหลือน้อยแล้วหรือยัง ซึ่งตามมาตรฐานแล้วผ้าเบรกควรเปลี่ยนเมื่อความหนาของผ้าเบรกอยู่ที่ 3 มิลลิเมตร หรือต่ำกว่า ที่สำคัญควรเช็กรอยรั่วซึมของท่อทางน้ำมันเบรก ชิ้นส่วนยางต่างๆ และสภาพของจานเบรกที่ควรมีความหนาไม่น้อยกว่ามาตรฐานด้วยครับ

เช็กสภาพยาง ยางที่มีประสิทธิภาพการใช้งานที่เหมาะสม ควรมีความลึกมากกว่า 3 มม. ไม่รั่วซึมหรือเกิดการสึกหรอใดๆ และควรปรับแรงดันลมยางตามมาตรฐานกำหนด หรือถ้าพบการสึกหรอของยางที่ผิดปกติควรรีบทำการปรับตั้งศูนยล้อครับ

ทำการสลับยางและถ่วงล้อทั้ง 4 ล้อ ซึ่งจะทำการสลับยางจากด้านหน้าไปไว้ด้านหลัง และปรับความสมดุลของล้อและยางด้วยการถ่วงล้อ วิธีนี้จะทำให้ยางแต่ละเส้นมีการสึกหรอที่ใกล้เคียงกัน ช่วยยืดอายุการใช้งาน อีกทั้งยังลดเสียงรบกวนของยางระหว่างการขับขี่ได้อีกด้วย

เช็กช่วงล่างและระบบบังคับเลี้ยว เพื่อให้รถสามารถทรงตัวได้ดี ทำให้ผู้ขับขี่มีความมั่นใจมากขึ้น โดยช่างจะทำการตรวจสอบการรั่วซึมและการทำงานของโช๊คอัพ การสึกหรอของชิ้นส่วนต่างๆ เช่นลูกหมาก ลูกปืนล้อ ยางหุ้มเพลา เป็นต้น

 

เห็นไหมครับว่าการนำรถเข้าเช็กระยะตามกำหนด ส่งผลดีและทำให้คุณมั่นใจในประสิทธิภาพของรถยนต์และมั่นใจในการขับขี่มากขึ้น ทางที่ดีนำรถเข้าเช็กระยะตามที่คู่มือกำหนดจะดีที่สุดครับ

 

 

สายพานสายพาน

 

 


เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ

 

 

อัพเดท : 10 พฤษภาคม 2563

เช็กฤกษ์…เจิมรถ

ออกรถใหม่

เกิดวันไหนควรเจิมรถวันไหนถึงเสริมมงคล
รถใหม่ !! นอกจาก “วันออกรถ” ที่ต้องเลือกวันที่ฤกษ์มงคลแล้ว การ เช็กฤกษ์เจิมรถ ก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่ช่วยเสริมสิริมงคลให้รถของคุณมากยิ่งขึ้น ให้ขับแล้วอุ่นใจ แคล้วคลาดปลอดภัย และนำพาสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต ซึ่ง เช็กฤกษ์เจิมรถ นี้ สามารถเช็กวันมงคลได้จากวันเกิดของคุณ

การ เช็กฤกษ์เจิมรถ เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า วันมงคล คือ วันที่เหมาะกับการนำรถไปเจิม วันที่ห้ามเจิม คือ วันกาลกิณีกับวันเกิด และวันที่ควรเลี่ยง คือ วันคู่ศัตรูกับวันเกิด ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ก็ให้นำรถไปทำพิธีได้ ซึ่งถ้าใครอยากรู้ว่าวันเกิดของคุณเหมาะกับการนำรถไปเจิมวันไหนนั้น ไปดูกัน….

 

คนเกิดวันจันทร์

วันจันทร์ ถือเป็นวันแรกของสัปดาห์ ทำให้ความหมายของวันนี้คือการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ วันจันทร์จึงเหมาะกับการนำรถไปเจิมสำหรับคนเกิดวันนี้ รวมทั้งคนที่เกิดวันอื่นๆ (ที่ถือฤกษ์ดีแห่งวันเริ่มต้น) ด้วย แต่มีข้อห้ามว่าคนเกิดวันนี้ อย่านำรถไปเจิมวันอาทิตย์ และควรเลี่ยงวันพฤหัสบดี

 

คนเกิดวันอังคาร

วันอังคาร ถ้าตามภาษาชาวบ้านเรียกกันว่า วันแข็ง ไม่เหมาะกับการทำการมงคลใดๆ คนเกิดวันนี้จึงควรเลี่ยงการเจิมรถเป็นวันอื่น โดยจะทำวันไหนก็ได้ ยกเว้นวันจันทร์ห้ามเด็ดขาด และวันอาทิตย์ซึ่งควรเลี่ยง

 

คนเกิดวันพุธ

วันพุธเป็นวันที่มีความสมบูรณ์พูนสุข เหมาะแก่การทำงานมงคล โดยเฉพาะการออกรถใหม่หรือนำรถใหม่ไปเจิม
*คนเกิดวันพุธกลางวัน (06:00-17:59น.) วันที่ห้าม คือ วันอังคาร เวลาที่ควรเลี่ยงคือวันพุธกลางคืน(ตั้งแต่18:00น.เป็นต้นไป)
*คนเกิดวันพุธกลางคืน ห้ามนำรถไปทำพิธีในวันพฤหัสบดี วันที่ควรเลี่ยง คือ วันพุธกลางวัน แต่ด้วยธรรมชาติของวันและช่วงเวลาที่ดีทำให้คุณยังคงนำรถไปเข้าพิธีได้เพราะถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีเช่นกัน

 

คนเกิดวันพฤหัสบดี

วันนี้ถือเป็นวันมงคลอีกวันหนึ่ง ที่เหมาะกับการเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆ คนเกิดวันนี้ จึงเหมาะที่จะนำรถไปเจิมเป็นอย่างมาก และห้ามนำรถไปเจิมวันเสาร์ เลี่ยงวันจันทร์ได้ก็ดี แต่ด้วยความที่วันจันทร์มีพื้นฐานมงคลที่ดี ทำให้การนำรถไปทำการเจิมในวันจันทร์ยังคงเป็นสิ่งที่ทำได้เช่นกัน

 

คนเกิดวันศุกร์

แค่ชื่อวันก็สื่อถึงวันแห่งความสุข คนเกิดวันศุกร์นำรถไปเจิมวันนี้เหมาะที่สุด แต่ห้ามทำการเจิมรถในวันพุธกลางคืน และควรเลี่ยงวันเสาร์

 

คนเกิดวันเสาร์

วันเสาร์เป็นวันแห่งชัยชนะ และสิ้นสุดความขัดแย้ง ซึ่งสามารถออกมาทั้งในแบบดีหรือไม่ดีก็เป็นได้ คนที่เกิดวันนี้จึงไม่ควรนำรถไปเจิมในวันที่เกิด ห้ามนำรถไปเจิมในวันพุธกลางวัน ถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงที่มีพื้นฐานของวันที่ดีก็ตาม และควรเลี่ยงการนำรถไปเจิมในวันศุกร์

 

คนเกิดวันอาทิตย์

วันอาทิตย์ เป็นวันที่มีความหมายถึงการเจริญเติบโตและความมั่งคั่ง คนเกิดวันนี้นำรถไปเจิมจะเป็นมงคลมาก และห้ามเด็ดเจิมรถวันศุกร์ เลี่ยงวันอังคารได้ก็จะยิ่งดี

 

 

อ่านบทความที่น่าสนใจ

อัพเดท : 17 เมษายน 2563

การเลือกสารหล่อลื่น สารหล่อลื่นเปลี่ยนต่างยี่ห่อได้ไหม??

เลือกแบบไหนดี

ใช้สารหล่อลื่นต่างชิดกันส่งผลกระทบต่อรถยนต์มากเพียงใด…
รถยนต์กับสารหล่อลื่นนั้นเป็นสิ่งที่คู่กันและสำคัญมากที่สุด ในการทำงานของรถยนต์นั้นจะต้องมีอุณหภูมิเข้ามาเกี่ยวข้องครับ ดังนั้นสารหล่อลื่นจะเป็นตัวหล่อลื่นชิ้นส่วนและระบายความร้อนภายในชิ้นส่วนของรถยนต์ครับ สารหล่อลื่นจะมีหลากหลายประเภทขึ้นอยู่กับคุณลักษณะของชิ้นส่วนรถยนต์ ทั้งนี้รถยนต์จะมีหลายระบบการทำงานเช่น ระบบเครื่องยนต์ ระบบไฟฟ้า ระบบช่วงล่างและส่งกำลัง เป็นต้น

สารหล่อลื่นจริงๆ ไม่แนะนำให้ใช้ต่างยี่ห้อ… เพราะเนื่องจากสารหล่อลื่นที่ใช้ในรถแต่ละรุ่นก็จะมีสเปกว่าใช้เบอร์อะไร สะสารที่อยู่ในสารหล่อลื่นก็อาจจะต่างกันด้วย บางทีก็อาจจะมีผลต่อระบบการทำงานของรถยนต์ เครรื่องนยต์ทำงานไม่ได้ประสิทธิภาพ แถมยังทำให้รถยนต์เสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควรได้ครับ

 

การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและ สารหล่อลื่น เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะเปรียบเสมือนเป็นเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงเครื่องยนต์ให้ทำงานได้ดี เราจึงควรใส่ใจกับการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเป็นอย่างยิ่งครับ

 

การเลือก สารหล่อลื่น รถยนต์

สารหล่อลื่น หรือเรียกอีกอย่างคือน้ำมันหล่อลื่นมีให้เลือกหลากหลายกันไปครับ ตามหลักการจริงๆ การใช้สารหล่อลื่นต้องยึดตามที่ผู้ผลิตรถยนต์นั้นกำหนดประเภทและชนิดสารหล่อลื่น (น้ำมัน) ปกติแล้วการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันหรือ สารหล่อลื่น ต่างๆ ส่วนมากจะมีอยู่ในคู่มือการรับประกันจากศูนย์บริการ ในกรณีที่คุณออกรถยนต์ป้ายแดงจากศูนย์บริการครับ แต่ถ้าคุณไปซื้อรถยนต์มือ 2 มาก็ควรหาเล่มการรับประกันที่มีอยู่เดิมแล้วเปิดเช็กดูว่าเจ้าของเก่าเขาทำอะไรไปบ้าง ถ้าไม่มี ทางที่ดีและง่ายที่สุดคือเปลี่ยนน้ำมันและสารหล่อลื่นต่างๆ ทั้งหมด โดยเริ่มนับ 1ที่เราและง่ายต้องการเช็กระยะการเปลี่ยนในครั้งต่อไปครับ

 

การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและ สารหล่อลื่น เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะเปรียบเสมือนเป็นเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงเครื่องยนต์ให้ทำงานได้ดี เราจึงควรใส่ใจกับการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเป็นอย่างยิ่งครับ

 

การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง เพื่อให้ช่วยยืดอายุการใช้งานของรถปกตินิยมเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง เมื่อรถวิ่งถึงระยะ 8,000 – 10,000 กิโลเมตร หรือทุกๆ 6 เดือน ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเครื่อง แบบกึ่งสังเคราะห์ หรือ แบบสังเคราะห์ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานของรถเราด้วยครับ ถ้ารถใช้งานบ่อยก็อาจเปลี่ยนทุกๆ 5,000 กิโลเมตร หรือทุก 3 เดือน ดังนั้นจึงควรพิจารณาระยะทางที่ขับขี่ควบคู่ไปกับระยะเวลาที่เปลี่ยนถ่าย อีกอย่างรถจอดทิ้งไว้ไม่ได้ใช้งานบ่อยๆ จำเป็นต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเหมือนกัน เพราะน้ำมันเครื่องจะทำปฏิกิริยากับอากาศทำให้เสื่อมลงเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศของแต่ละภูมิประเทศด้วย เช่น ถ้าอากาศหนาวทำให้รถสตาร์ทติดยากในช่วงที่เราค่อยๆ สตาร์ทรถการเผาไหม้จะยังไม่สมบูรณ์ดีพอ ทำให้คราบน้ำมันที่เกิดจากการเผาไหม้ไม่หมด อาจตกลงปนกับน้ำมันเครื่องซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ที่สำคัญเวลาถ่ายเปลี่ยนน้ำมันเครื่องควรเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่องพร้อมกับการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง เพื่อช่วยให้น้ำมันเครื่องที่เปลี่ยนใหม่ได้ใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพครับ

 

 

สารหล่อลื่น

 

 

 

น้ำมันเกียร์

 

ระบบเกียร์ คือชิ้นส่วนรถยนต์ที่สำคัญมากควรบำรุงรักษาให้ดี เพราะถ้ามันเกิดปัญหาขึ้นมาราคาเปลี่ยนเกียร์ลูกใหม่ก็จะแพง เพราะฉะนั้นเราควรดูแลมันให้ดี การเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ตามระยะกำหนดทำให้เกียร์ของรถยนต์มีอายุยืนยาวขึ้น ผู้ใช้รถยนต์ส่วนมากจะมองข้ามมันไป และอย่าลืมเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ตามระยะทางที่กำหนด ไม่งั้นเกียร์อาจพังเร็วกว่ากำหนดได้ เพราะน้ำมันกียร์มีหน้าที่ช่วยลดแรงเสียดทาน ลดการสึกหรอของเกียร์ช่วยลดเสียงดัง และการสั่นสะเทือนในเกียร์ ช่วยชะล้างเศษโลหะจากหน้าฟันเกียร์ที่เกิดจากการสะเทือนและเสียดสีภายในช่วยป้องกันสนิมการกัดกร่อนจากชิ้นส่วนภายในเกียร์ครับ

 

สำหรับรถเกียร์ธรรมดา

รอบการเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ค่อนข้างนานการตรวจเช็กสภาพหรือเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ธรรมดาทุกๆ 40,000 กิโลเมตร แต่ถ้าต้องขับรถลุยฝนหรือบริเวณที่น้ำท่วมขังบ่อยๆ อาจเปลี่ยนเร็วกว่านั้นก็ได้ครับ เพราะในหน้าฝนอาจมีความชื้นจากน้ำเล็ดลอดเข้าไปในห้องเกียร์ ทำให้น้ำมันเกียร์เสื่อมสภาพเร็วกว่ากำหนดได้

 

สำหรับรถเกียร์อัตโนมัติ

ในคู่มือรถส่วนใหญ่จะบอกว่าให้ทำการตรวจเช็คสภาพหรือเปลี่ยนน้ำมันเกียร์อัตโนมัติทุกๆ 40,000 กิโลเมตร แต่ถ้าเป็นรถที่วิ่งมากๆก็สามารถเปลี่ยนน้ำมันเกียร์บ่อยๆ เพราะการเปลี่ยนน้ำมันเกียร์แต่ละครั้งการเปลี่ยนน้ำมันเกียร์จะช่วยให้น้ำมันเกียร์สะอาดมีประสิทธิภาพดีขึ้นและยังจะช่วยลดความเสี่ยงของระบบเกียร์ไม่ให้พังไวได้เป็นอย่างดี

 

การตรวจสภาพน้ำมันเกียร์

 

สีแดงคือสีที่บ่งบอกว่าน้ำมันเกียร์ยังอยู่ในสภาพดีพร้อมใช้งานอยู่ แต่ถ้าน้ำมันเกียร์เป็นเป็นสีน้ำตาลหรือสีดำขึ้นมาเมื่อไร เป็นสัญญาณบอกว่าถึงเวลาเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ได้แล้ว ที่สำคัญควรเปลี่ยนกับศูนย์บริการมาตรฐาน และเลือกใช้น้ำมันเกียร์ให้เหมาะสมกับรุ่นรถด้วย เพื่อความปลอดภัยของเกียร์ (รถยนต์ในแต่ละยี่ห้อและรุ่นรถนั้นควรเลือกใช้ชนิดและประเภทน้ำมันเกียร์ให้ถูกต้อง)

 

น้ำยาหล่อเย็น (Coolant) ส่วนประกอบหลักของมันจะมีน้ำ, สารหล่อเย็น , หัวเชื้อป้องกันสนิม และสีต่างๆ ฯลฯ ซึ่งถ้าพูดถึงคุณสมบัติจริงๆ แล้ว น้ำยาหล่อเย็นไม่ได้มีหน้าที่ระบายความร้อน แต่จะช่วยทำให้จุดเดือดของน้ำที่ผสมน้ำยาหล่อเย็นสูงขึ้น ทำให้น้ำที่อยู่ในหม้อน้ำเดือดช้าลงแถมยังป้องกันการเกิดสนิมตะกรันตะกอน เพราะเมื่อมีสนิมมันก็จะผุกร่อนมีตะกอนน้ำยาจึงช่วยไม่ให้มีการอุดตันในรังผึ้งของหม้อน้ำได้ครับ

 

น้ำมันเบรก ที่มีจำหน่ายอยู่ทั่วไปจะต้องได้รับรองมาตรฐาน แบ่งตามจุดเดือดและจุดชื้นซึ่งมีชนิด DOT 3 , DOT 4 , และ DOT 5 การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรกควรเปลี่ยนถ่ายทุก ๆ 1 ปี (ถ้ารถใช้น้อย) หรือ เปลี่ยนทุก ๆ 80,000 กิโลเมตร ระยะการเปลี่ยนถ่ายน้ำยาหม้อน้ำครั้งต่อไปอยู่ที่ 180,000 กม. เพื่อไล่ความชื้นที่ผสมอยู่ในน้ำมันเบรกออกจากระบบ ช่วยป้องกันการกัดกร่อนจากสนิมที่เกิดจากความชื้น ซึ่งจะทำให้ลูกยางเบรกบวมหรือฉีกขาดจนทำให้น้ำมันเบรกรั่วซึมและเบรกไม่อยู่ โดยมากน้ำมันเบรกจะมีอายุได้ถึง 80,000 กิโลเมตร/ประมาณ 3 ปี แล้วแต่ว่าอะไรถึงก่อน (ควรเปลี่ยนทันทีเนื่องจากน้ำมันเบรกอาจจะเสื่อมคุณภาพในการใช้งาน)

 

น้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์ ปัจจุบันอาจจะไม่มีในรถบางรุ่นแล้ว เพราะรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่ออกมาจะใช้ระบบพวงมาลัยไฟฟ้าแทน แต่ถ้ารถยนต์ยังเป็นระบบพวงมาลัยเพาเวอร์ไฮดรอลิค ระดับน้ำมันภายในกระปุกได้ แต่ในกรณีที่กระปุกน้ำมันทำจากโลหะหรือเป็นพลาสติกที่ไม่ใสพอให้มองเห็นด้านใน คุณสามารถใช้ก้านวัดน้ำมันเพื่อตรวจสอบระดับน้ำมันที่เหลืออยู่ โดยก้านวัดมักจะติดอยู่กับฝาปิดถ้าน้ำมันมันลดลงก็เติมเข้าไปให้พอดีครับ การเติมน้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์ ถ้ารถของคุณมีแถบวัดอยู่บนกระปุกน้ำมัน คุณสามารถเติมน้ำมันลงไปเรื่อยๆ จนถึงระดับ “ร้อน” หรือ “เย็น” ที่ถูกต้อง แต่ในกรณีที่ใช้ก้านวัดในการตรวจสอบระดับน้ำมัน ให้ค่อยๆ เติมลงไปเพื่อป้องกันไม่ให้เติมมากไปจนล้นกระปุก

 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นควรจะเลือกชนิดและประเภทของสารหล่อลื่น นั้นมีอยู่ในค่ามาตราฐานตรงตามที่ผู้ผลิตรถยนต์นั้นกำหนดมา การที่เลือกใช้สารหล่อลื่น ที่ถูกต้องจะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของรถยนต์เพิ่มขึ้น แต่กลับกันเลือกสารหล่อลื่นที่ไม่ตรงกันรถยนต์จะมีการทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพที่ควรจะเป็น ซ้ำร้ายจะทำให้รถยนต์เสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควรอีกด้วยครับ ไม่ว่าจะเป็นรถทั้งรุ่นใหม่และรุ่นเก่าควรจะเลือกผลิตภัณฑ์สารหล่อลื่นที่ตรงกับรถยนต์รุ่นนั้นจะดีที่สุดครับ เพื่อป้องกันปัญหาอื่นๆ ที่จะตามมาครับ

 

 

 

เติมน้ำมันผิด
เติมน้ำมันผิด

 

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ

อัพเดท : 10 เมษายน 2563

อาการพวงมาลัยสั่น เหยียบเบรกแล้วพวงมาลัยสั่นเกิดจากอะไร

เบรกแล้วสั่น

สัญญาณอันตรายที่คุณต้องรีบแก้ไขด่วน!!
รถยนต์คือปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่สุดต่อการดำรงชีพของมนุษย์ในเรื่องการเดินทาง ดังนั้นสภาพรถยนต์ต้องมีความพร้อมใช้งานอยู่ตลอดเวลาเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ คราวนี้เรามาคุยถึงอาการเบรกพวงมาลัยว่าต้นเหตุหรือสาเหตุจริงๆ นั้น มันมีองค์ประกอบอะไรบ้างที่ทำให้เกิดขึ้น ช่วงขณะเวลาที่ขับรถแล้วพวงมาลัยสั่นที่ความเร็วคงที่ทั้งความเร็วต่ำ, ความเร็วสูง แม้กระทั่งเวลาเบรกก็ตาม

ก่อนอื่นต้องมาแยกอาการกันก่อนว่าที่ พวงมาลัย สั่นนั้น… อาการจะมีตอนไหนในเวลาที่ขับรถหรือชะลอเบรกครับ

 

อาการพวงมาลัยสั่นสะท้านขณะที่ขับขี่

 

ตอนที่ทำการออกตัวก็ปกติยังไม่มีออกอาการใดๆ แต่พอรถใช้ความเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ พวงมาลัย เริ่มสั่นมากขึ้นจนเห็นได้ชัด สาเหตุนั้นมาจากระบบช่วงล่างของรถยนต์ที่จะมาจากชุดชิ้นส่วนที่เกิดการเคลื่อนที่ เช่น ล้อหรือยาง เป็นต้น ยางบวมเนื่องยางจากหมดอายุการใช้งาน ตกหลุมกระแทกอย่างหนักส่งผลให้โครงสร้างภายในของยางเสียหายเปลี่ยนรูปใช้งานไม่ได้เหมือนเดิม ถ้ายางมีอาการบวมก็ควรที่จะรีบเปลี่ยนเส้นใหม่โดยเร็วไม่ควรฝืนใช้ต่อไป เพราะอาจจะก่อให้เกิดอันตรายได้ ล้อคดหรือล้อเบี้ยวก็สามารถทำให้พวงมาลัยสั่นได้เหมือนกัน เกิดจากการขับขี่ที่สมบุกสมบันเกินไป เวลาตกหลุมแรงๆ อาจทำให้ตัวล้อไม่กลม 100% เหมือนเดิม แก้ไขได้โดยการถอดล้อมาเช็กความสม่ำเสมอของตัวล้อ (HUB RING) สำหรับรถบางคันที่เปลี่ยนล้อแม็กมาใหม่ปกติแล้วล้อกับดุมที่มาจากโรงงานจะมีขนาดที่เข้ากันได้พอดี แต่เมื่อคุณเปลี่ยนเป็นล้อแม็กหรือล้อรุ่นอื่นๆ ที่ไม่ได้ทำมาเฉพาะกับรถของคุณ ขนาดของล้อกับดุมล้อจึงไม่เท่ากันพอดี ทำให้น็อตล้อต้องมารับน้ำหนักที่ตัวรถแทนดุมล้อ วิธีแก้คือหาปอกกันสั่นมาใส่ล้อกับดุมล้อให้เข้ากันพอดีจะลดอาการสั่นได้

 

ถ้าคุณเปลี่ยนยางหรือเปลี่ยนล้อแม็ก แล้วร้านที่คุณทำถ่วงล้อให้ไม่ดีหรือไม่ได้ถ่วงล้อให้ก็จะทำให้เกิดอาการพวงมาลัย สั่นได้เช่นกัน การถ่วงล้อเป็นการหาตำแหน่งจุดสมดุลของล้อแต่ลวง ด้วยการวางตะกั่วถ่วงน้ำหนักไว้ในล้อ อาการพวงมาลัยสั่นขณะขับขี่ก็อาจจะหายไป ลูกปืนล้อคือส่วนสำคัญในการรับน้ำหนักและจุดหมุนของล้อถ้าลูกปืนเสียหลวมหรือแตกจะทำให้เกิดอาการแกว่งเสียงดังหอนที่ล้อหน้าและพวงมาลัยสั่น วิธีแก้ไขเปลี่ยนลูกปืนล้อใหม่สถานเดียวครับ

 

เบรก พวงมาลัย

 

 

อาการพวงมาลัยสั่นตอนเหยียบเบรก

 

อาการพวงมาลัยสั่นเวลาที่ขับรถมาในความเร็วระดับหนึ่งแล้วพอเหยียบ เบรก พวงมาลัยก็สั่นจนน่ากลัวแต่ในเวลาขับปกติธรรมดากลับไม่สั่น สาเหตุนั้นมาจากจานเบรกของรถคุณมีปัญหาไม่เรียบ หรือจานเบรกคดผ้าเบรกจับจานเบรกได้ไม่สนิททั้งแผ่น วิธีแก้ไขต้องเจียรจานเบรกแต่ควรเป็นการเจียรจานเบรกแบบประชิดล้อจะดีที่สุด ไม่ต้องถอดจานเบรกไปเจียร ถ้าจานเบรกคดอาจต้องเปลี่ยนจานเบรกก็จะมีค่าใช้จ่ายมากกว่า ส่วนวิธีสังเกตอาการเบื้องต้นเพื่อให้แน่ชัดว่าปัญหาพวงมาลัยสั่นมาจากจานเบรกไม่เรียบทำได้โดยการลองเหยียบเบรกเบาๆ และปล่อยให้รถชะลอหยุดเองจะรู้สึกว่าเบรกจับเป็นช่วงๆ เป็นจังหวะตามล้อหมุน สิ่งหนึงสิ่งใดที่สำคัญอีกอย่างคือการเลือกใช้ชนิดผ้าเบรกแท้ ที่มีจำหน่ายตามศูนย์บริการจะดีที่สุดครับ เพราะเนื้อผ้าเบรกจะมีคุณภาพและประสิทธิภาพเวลาที่หน้าสัมผัสจานดิสเบรกที่มีการเจียรจานประชิดแล้วหน้าสัมผัสผ้าเบรกต้องมีความเรียบไม่เป็นรอยคลื่นครับ ถ้าทั้งจานดิสเบรกกับผ้าเบรกไม่ดี ลักษณะอาการก็ยังเกิดขึ้นอยู่ดีครับ

 

 

สายพานสายพาน

 


เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ